ชีวิตที่พอเพียง 3868. พลังความดี


หนังสือ A Force for Good : The Dalai Lama’s Vision for Humanity (2015) บอกวิธีขยายธรรมชาติด้านดีของมนุษย์    เพื่อชีวิตที่ดีของผู้นั้น   และเพื่อสังคมดี    ในสภาพชีวิตปัจจุบันและอนาคตที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนและเปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรง    

แก่นธรรมเป็นอกาลิโก    แต่เส้นทางสู่ธรรมะนั้นน่าจะเป็นไปตามกาล ตามบริบทจริงของผู้คน  

อ่านหนังสือนี้แล้วใคร่ครวญเข้ากับประสบการณ์ส่วนตน    ผมคิดว่า คนที่ได้เข้าถึงพลังความดีตั้งแต่เป็นเด็ก ถือว่าเป็นคนมีบุญ  

ว่าแล้วก็เถียงตัวเองว่า เข้าถึงพลังความดีอย่างเดียวไม่พอ    ต้องรู้เท่าทันพลังความชั่วด้วย    จึงจะไม่พลาดท่าโดนความชั่วหลอก หรือครอบงำโดยไม่รู้ตัว   

หนังสือเล่มนี้เน้นที่ความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (compassion)    ซึ่งจะเป็นความเมตตาตื้นๆ ในระดับอารมณ์ หากเราไม่เข้าใจบริบทของชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น    หรืออาจกล่าวได้ว่า เราต้องการความเมตตาเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในระดับปัญญา ไม่ใช่แค่ระดับอารมณ์    ในกรณีเช่นนี้ เราอาจไปถึงความเห็นอกเห็นใจศัตรู หรือคนที่เคยทำร้ายเรา     และให้อภัย ไม่ผูกใจเจ็บ    ประสบการณ์ตรงของผมบอกว่า     เมื่อเรายกระดับจิตใจของเราไปได้ถึงขั้นนั้น    จิตของเราจะเป็นสุขสงบ บริสุทธิ์    และในหลายกรณี ก็อาจเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้    ผมมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้       

ที่ว่าทำให้จิตของเราบริสุทธิ์ สุข สงบ นั้น อธิบายได้ทางด้านจิตวิทยาว่า เพราะเราอยู่กับความคิดบวก จิตวิทยาเชิงบวก    ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็เอ่ยถึง              

หนังสือเชื่อมโยงความเมตตากรุณา เข้ากับ ความยุติธรรม (fairness),  ความโปร่งใส (transparency),  และความรับผิดรับชอบ (accountability)    โดยให้หลักการว่า ต้องเชื่อมสู่ “มหากรุณา” คือความเมตตากรุณาในเชิงระบบ    ที่จะต้องแก้ไขสิ่งผิดด้วย    เราต้องไม่มองธรรมะทั้งหลายในมุมของปัจเจกบุคคลเท่านั้น    ต้องมองในมุมของสังคมส่วนรวมด้วย    ซึ่งหมายความว่า ต้องเข้าร่วมแก้ไขความโหดร้ายทารุณ  ความไม่เป็นธรรม  ความปิดบังฉ้อฉล (อย่างกรณีคอร์รัปชั่นในสังคมไทย)  และความไร้รับผิดกรณีบ่อนพนัน   

จงรังเกียจหรือเกลี่ยดความชั่ว    แต่อย่าเกลียดคนชั่ว    จงให้ความเมตตาโดยหาทางช่วยให้เขาเปลี่ยนเป็นคนดี   

หนังสือพาให้ผมได้รู้จัก Center for Compassion and Altruism Research and Education   แห่งมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด    ที่เชื่อมโยงการฝึกปฏิบัติเจริญเมตตาทางพุทธทิเบต (CCT – Compassion Cultivation Traning) สู่วิทยาศาสตร์    โปรดลอเข้าไปอ่านเรื่อง ACT – Applied Compassion Training ที่ใช้เวลา ๑๑ ดูนะครับ   จะเห็นว่า มันเชื่อมโยงสู่ Transformative Learning   

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะสร้างความเจริญอย่างยั่งยืนต้องอยู่บนฐานความเมตตา เห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่ใช่ความโลภ    ซึ่งที่จริงวงการธุรกิจก็ได้พยายามสร้างสมดุลด้านธุรกิจโดยคิดหลักการ CSR – Corporate Social Responsibility ขึ้นมา     ซึ่งในช่วงแรก บริษัทต่างๆ ก็ดำเนินกิจกรรม CSR เพื่อสร้างภาพลักษณ์เป็นเป้าหมายหลัก    แต่สังคมต้องการกิจกรรม CSR ที่แท้ (๑)   ไม่ใช่ CSR บังหน้า    ทั้งความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้ม  พนักงาน  ลูกค้า  ประเทศ  และโลก (สิ่งแวดล้อม)    นี่คือมหากรุณาสำหรับวงการธุรกิจ   

หนังสือโยงเข้าสู่การศึกษา ที่เขาเรียกว่า education of the heart    ที่ผมเชื่อว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งของ “การศึกษาองค์รวม” (holistic education)    ที่จะต้องพัฒนา head, heart, hand ไปพร้อมๆ กัน ในทุกบทเรียน    โดยครูต้องมีทักษะในการตั้งคำถามให้เด็กฉุกคิด เข้ากับบริบทที่เขากำลังเผชิญ    รวมทั้งมีกิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจด้านใน ยู่ในกิจวัตรประจำวันที่โรงเรียน    วิธีการไปดูได้ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา  

ในชีวิตจริง เราไม่ได้ฝึกสร้างพลังความดีในท่ามกลางความราบรื่นนะครับ    ชีวิตจริงของทุกคนมีทั้งสุขและทุกข์    อย่างตอนนี้เราก็มีความทุกข์ร่วมกันจากการระบาดของ โควิด ๑๙    หนังสือแนะนำว่า ยามทุกข์หรือเผชิญความยากลำบาก ให้มองภาพระยะยาว    ให้มีสติว่าสภาพความยากลำบากผ่านมาแล้วก็ผ่านไป   ตัวเราต้องตั้งสติทำให้ดีที่สุด    และหากช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็ช่วย    เท่ากับได้อาศัยความยากลำบากสร้างพลังความดีขึ้นในตน และในสังคม   

สิ่งที่ต้องเอาชนะคือ กระบวนทัศน์หรือท่าทีเชิงลบ  

  วิจารณ์ พานิช

๘ ม.ค. ๖๔      


      

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (2)

กราบขอบพระคุณ อาจารย์มากนะครับ

จงรังเกียจหรือเกลี่ยดความชั่ว แต่อย่าเกลียดคนชั่ว จงให้ความเมตตาโดยหาทางช่วยให้เขาเปลี่ยนเป็นคนดี

ทำได้แค่แผ่เมตตาเข้าหาคนที่เกลียดชังเรา อาจจะทำให้จิตใจเราดีขึ้น และสามารถเข้าหาคนที่จะไปปฏิสัมพันธ์ด้วยค่ะ