สังคมและวัฒนธรรมไทโบราณ


วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ผมไปร่วมสัมมนาวิชาการเรื่อง สังคมและวัฒนธรรมไทโบราณ    จัดโดยโครงการวิจัยเรื่องสังคมและวัฒนธรรมไทโบราณ จากการอ่านคัมภีร์ปู่รู้ทั่ว และการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทเปรียบเทียบ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๓) (ศ. กิตติคุณ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา หัวหน้าทีมวิจัย)  และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    

ผมได้รับเกียรติกล่าวเปิดในหัวข้อ คุณค่าของความมีน้ำใจ    ดังในบันทึก (๑)  

นอกจากเอกสารที่ผมระบุใน (๑)    ในวันประชุมยังมีแจกเพิ่มอีกชุดหนึ่งคือ ประวัติศาสตร์ทั่วไปของชาติพันธุ์จ้วง(เล่มต้น)  แปลเก็บความเป็นภาษาไทยโดย พิชชาภา ทุมดี  จากต้นฉบับภาษาจีนที่พิมพ์เผยแพร่ในปี 1997    โดยที่จ้วงเป็นหนึ่งใน ๘๐ สายพันธุ์ย่อยของคนไท    และเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศจีน คือมี ๑๘ ล้านคน    และประวัติศาสตร์ของจ้วงถอยหลังกลับไปถึง สองสามพันปี    โดยที่มีผู้ระบุว่า จ้วงเป็นชนเผ่าแรกที่ทำนา เมื่อหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว    หลักฐานทั้งจากการศึกษา ดีเอ็นเอ  และภาษา  บอกชัดเจนว่ามีความใกล้ชิดกับคนไทยในปัจจุบัน   

การประชุมในวันนี้สนุกตอนอภิปราย    ที่มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติม    และโต้แย้งหลักฐาน    รวมทั้งอ้างอิงหนังสือหรือตำราหลักๆ ที่ผมไม่รู้จัก    แต่รู้ว่าเป็นหนังสือดีแน่ๆ    มีข้อจำกัดอย่างเดียวที่ชีวิตนี้มีเวลาจำกัด    ข้อสนุกอีกอย่างหนึ่งของผมคือ ได้กลับไปอยู่ในบรรยากาศวิชาการเป็นเวลาหนึ่งวัน    เป็นบรรยากาศที่ผมโหยหา   

เริ่มจากบทความเรื่อง ความเป็นมาของชนชาติไทยและชนชาติข้างเคียง ศึกษาเบื้องต้นจากพันธุศาสตร์และภาษาศาสตร์ โดย ดร. กอปร กฤตยากีรณ ดุษฎีบัณฑิตด้านฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สรุปได้ว่าคนไทยอยู่ในกลุ่มคนที่พูดภาษาไท-กะได ที่เป็น ๑ ใน ๕ กลุ่มภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้    โดยที่กลุ่มภาษาไท-กะไดก็ยังแบ่งออกเป็น ๘๐ กลุ่มย่อย    และเมื่อศึกษา ดีเอ็นเอ ของ Y chromosome  พบว่าคนที่พูด ๕ กลุ่มภาษานี้มี O haplotype ซึ่งตรงกับ Mitochondrial DNA ชนิด M 175   ซึ่งกลุ่มไทกะได มี Y chromosome haplotype ชนิด O1  และ mDNA ชนิด M 119   สรุปง่ายๆ ว่าหลักฐานทางภาษากับทางพันธุกรรมสอดคล้องกัน    ว่าบรรพบุรุษของคนไทอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนปัจจุบัน    หรือเหนือประเทศเวียดนาม    แล้วเคลื่อนย้ายลงใต้และไปทางตะวันตก  

บทความเรื่อง ภาษาและฉันทลักษณ์จ้วงโบราณ กรณีศึกษาคำร้องปู่รู้ทั่ว โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์   ช่วยให้ได้รู้จักรากของคำศัพท์มากมาย    ให้สุนทรียะของภาษายิ่งนัก    และเมื่อเปิดให้อภิปราย ก็ได้เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ศ. ดร. อานันท์ กาญจนพันธ์ อภิปรายลงลึกมากในมุมมองเชิงมานุษยวิทยา (จนผมเข้าใจเพียงรางๆ)     ในเรื่องความเชื่อแนวนอนกับความเชื่อแนวตั้ง ด้านความสัมพันธ์    และได้ ดร. พิศิษฐ์ เจริญวงศ์ อภิปรายเชื่อมไปสู่ 11th Pacific Science Congress, 1966 ที่กำหนดนิยาม South East Asia   และกำหนดว่า จีนอยู่ใน Northern SEA   

ความสนุกอยู่ที่ช่วงอภิปรายทั่วไป     ที่มีการตั้งคำถามคมๆ    ทำให้มีคนตอบขยายความรู้และความชัดเจนออกไป    โดยเฉพาะคำถามของ ศ. ดร. ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ ว่า วิวัฒนาการของ Mitochondria  กับ Y chromosome สอดคล้องกันไหม    คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกัน    เพราะ mitochondria มาจากแม่   ส่วน Y chromosome มาจากพ่อ    ผู้ชายจำนวนหนึ่งเดินทางไกลมาก ไปรบหรือไปค้า    เอา Y chromosome ไปแพร่    Y chromosome จึงแพร่ได้ไกลกว่า  

ในช่วงนี้ เราได้เห็นดาวรุ่งใหม่ๆ ในวงการศึกษาทั้งด้านภาษา และพันธุศาสตร์    ที่จะรับช่วงทำงานวิชาการด้านนี้ต่อจากคนรุ่นเก่า  

  ตอนบ่าย ศ. เกียรติคุณ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เสนอเรื่อง ความเชื่อโบราณของชนชาติไทจากการศึกษาคัมภีร์ปู่รู้ทั่ว  และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทเปรียบเทียบ    ท่านบอกว่า เน้นการทำมาหากิน การปกครอง และความเชื่อ   โดยท่านเล่าที่มาที่ไปของงานมากกว่าลงลึกที่สาระวิชาการ    โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อ ๔๐ ปีก่อน ที่ท่านเริ่มศึกษาเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไท    เดินทางไปเก็บข้อมูลในหลายประเทศ รวมทั้งแคว้นอัสสัมของอินเดีย    เกิดความประทับใจว่าอาณาเขตที่มีคนพูดภาษาไทกว้างขวางมาก   

ต่อมาในปี ๒๕๓๙ เมื่อได้รับเชื้อเชิญให้เป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ท่านทำวิจัยเรื่อง สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท และได้สนใจเรื่องมิติต่างๆ ของชนชาติไทเรื่อยมา    มีความร่วมมือกับนักวิชาการที่หลากหลายกว้างขวางมาก    ท่านบอกว่าภาษาไท สำรวจพบย้อนหลังไปได้ถึงสมัย 500 BC   ซึ่งก็คือสมัยพุทธกาลนั่นเอง   

แน่นอนว่า ช่วงที่สนุกมากคือช่วงอภิปรายทั่วไป    ผมได้ความรู้จาก ดร. อานันท์ ว่า สังคมชาวนาเป็นสังคมแนวตั้ง ต้องการการจัดการสูงกว่าสังคมชาวไร่ ที่เป็นสังคมแนวนอน   

ท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว. ศ. (พิเศษ) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรุณาไปกล่าวปิด    โดยเล่าเรื่องการจัดตั้ง วิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย    เน้นงาน ๕ ด้านคือ ช่างศิลป์ท้องถิ่น  พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ  ศูนย์วิเทศศาสตร์  ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง  ศูนย์สุวรรณภูมิศึกษา    เพื่อเข้าใจคนไทย ความเป็นไทย และบทบาทของคนไทยในแหลมทอง    แต่ไม่ต้องการให้เกิดแนวคิดแบบ pan-Thai-ism

เนื่องจากในที่ประชุมมีการแจกเอกสารวิจัยที่นำเสนอทั้ง ๓ เรื่อง    และจะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือ    ผมจึงไม่เน้นเสนอสาระในบันทึกนี้    เน้นความประทับใจของผมเองมากกว่า    ท่านที่สนใจจริงๆ โปรดรอหนังสือ ที่จะจัดพิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ ของ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์

วิจารณ์ พานิช

๓ ม.ค. ๖๔


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)