ติดต่อ

  ติดต่อ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้.....อยู่ที่ “เทคนิคการถอด”

  ฉันเห็นเขาทำงานอย่างมีศิลปะ..หัตถการแนบเนียน...ทำอย่างไรจะให้เขาถอดประสบการณ์ออกมาแบ่งปัน..เรียนรู้กัน...โดยไม่ต้องรู้ว่านี่เป็นการทำ KM…ก็ด๊าย....ให้มันซึ่งเนียนอยู่ในเนื้องานนั้นๆแล้วน่ะแหละ ..ถูกทอดออกเองอย่างเต็มใจ...ไม่ใช่พอรู้แล้ว....ไม่ใช่ไม่ยอมถอดให้อย่างเดียว...ต่อต้านไม่ให้ใครถอดซะ  

 

  ฉันเห็นคนพูดถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้... TUNA Model ... ลปรร... KM…KS…KA… ฯลฯ   ฉันกล้าท้าเลย....ท่านลองลงไปถามผู้ปฏิบัติดูซิ.....เขารู้จักไหม...จ้างให้...ฉันท้าจริงๆ ….

คนที่จะรู้ความหมายของคำเหล่านี้จริงๆ.....รู้ให้ถ่องแท้และเข้าถึงกึ๋น...คือผู้ที่จะทำให้เกิดและได้สิ่งที่ต้องการ...คือ"คนคุณภาพ"อย่างเป็นรูปธรรม...ไม่ต้องมากหรอก...ขอเจ๋งๆซักทีม(ตามขนาดองค์กร)ก็พอแล้วฉันว่า....แล้วส่งไปตามหน่วยงาน..ไปควานหา...ความรู้ฝังลึกขององค์กร

ผู้ปฏิบัติทุกคน.....ไม่มีความจำเป็นต้องรู้ความหมายหรือวิธีการอย่างลึกซึ้งนักก็ได้(ถ้าทำได้มันก็ดีแหละ)..แต่ฉันว่า "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"...ซะมากกว่า...อบรมแล้วก็เงียบหาย...หายไปกับกาลเวลา...อ้างว่า...ไม่มีเวลา...

บอกไปให้เขางงกันเล่นเปล่าๆมากกว่ามั้ง...และก็ไม่ได้แปลว่า...ถ้าเขาไม่รู้แล้วเขาจะไม่ได้ทำ KM…    พูดแล้ว...เขารู้สึกไม่รู้เรื่องยิ่งทำให้บางคนต่อต้าน...  

เอาอะไรมาให้ทำกันอีก....(วะ).. .. QA. . HA… แล้วอะไรอีกล่ะ...ใครสั่งคนนั้นก็มาทำเอาเองก็แล้วกัน" ...

....... ช้ำใจไหมล่ะ...รู้ว่าจะช้ำแบบนี้แล้ว...จะทำแบบนั้นทำไม....

ฉันเห็นผู้ปฏิบัติเก่งๆหลายคนทีเดียว...ในห้องผ่าตัด...มีเทคนิคดีๆ...จับเครื่องมือผ่าตัดแบบคลาสสิก...ควงกรรไกรตัดไหมที่ต้องใช้บ่อยๆเข้าอุ้งมือได้อย่างงดงาม...ลงมีดผ่าตัดได้สวย...ตรง...ง่ายในการปิด....ลงมีดเลาะแผลเป็นเดิมให้เย็บปิดได้ง่ายๆ...ล้วงช่องท้องอย่างนุ่มนวล...ไม่รุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนของการที่ทำให้ ความดันเลือดตก หรือ หัวใจเต้นช้า...สามารถถ่ายทอดเทคนิคและแนวคิดที่ง่ายต่อการเข้าใจ...แม้แต่ฉันซึ่งไม่ได้ผ่าตัดด้วย...ยังปิ๊ง..ในขณะที่บางคนทำไม่ได้.....

.....  อย่างนี้ซิ......น่าถอดความรู้ออกมาให้คนอื่นได้สัมผัส......

ถ้าเป็นลูกศิษย์กับอาจารย์  ก็คงพอจะบอก   พอจะสอนกันได้บ้าง...แต่นี่ระดับมืออาชีพด้วยกันแล้ว...คงไม่คิดที่จะบอกหรือไม่คิดที่จะอยากรู้อยากเห็นของกันหรอก.....ด้วยเกียรติ   ศักดิ์ศรีที่มีอยู่ ของแต่ละคน.. ...อัตตามันมี....ก็สุดแท้แต่เขา...ก็ต้องให้เครดิตกันไป.... เทคนิคของใครก็ของมัน....

แต่ฉันยืนอยู่หัวเตียง(ผ่าตัด)เกือบทุกวันมาเป็นเวลานาน...ฉันรู้...ฉันเห็น..ความแตกต่างที่ปรากฎ.....นี่แหละผู้ปฏิบัติที่ประสบการณ์โชคโชน...ที่เป็นความรู้ฝังลึก.

... ฉันเห็นเขาทำงานอย่างมีศิลปะ..หัตถการแนบเนียน...ทำอย่างไรจะให้เขาถอดประสบการณ์ออกมาแบ่งปัน..เรียนรู้กัน...โดยไม่ต้องรู้ว่านี่เป็นการทำ KM… ก็ด๊าย.. .. ให้มันซึ่งเนียนอยู่ในเนื้องานนั้นๆแล้วน่ะแหละ .. ถูกถอดออกมาเองอย่างเต็มใจ...

ไม่ใช่พอรู้แล้ว....นอกจากจะไม่ยอมถอดให้อย่างเดียว...ต่อต้านไม่ให้ใครถอดซะด้วย...ของของเขา...สั่งสมมานาน...ใครจะบังคับเขาได้...ถ้าเขาไม่เต็มใจ....

เสียดายความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์เหล่านี้นี่แหละ...ที่มันจะสูญหายไปกับกาลเวลา...และอายุขัยของผู้นั้น....        

ฉันเห็นผู้ปฏิบัติเก่งๆ...ไม่ใช่นักพูด...ไม่ใช่นักเขียน...ยิ่งให้เขามาพิมพ์หรืออยู่กับ Comp..... ฉันว่า...เขาไม่เอาหรอก...ผู้ปฏิบัติเก่งๆ....ชอบปฏิบัติจริงๆ....โปรดเข้าใจ...

อยากได้อะไรในตัวเขา..ก็หาเทคนิคดีๆมาถอดเอาซิ...

ทำเถอะ...ฉันอยากให้ทำ..ก่อนที่ประสบการณ์ดีๆจะหายสาบสูญไป...พร้อมๆกับเขาและกาลเวลา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 68698, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 19, อ่าน: คลิก

  คำสำคัญ (keywords): uncategorizedเทคนิคคุณภาพg2k

ความเห็น (19)

IP: xxx.123.68.228
เขียนเมื่อ 

good note!

I agree with you.Even taking off your cloth has KM to make it look sexy or urgy.

Cheers!

  • ผมเห็นด้วยกับความคิดคุณกฤษณานะ
  • ถ้าจะให้ความสำคัญกับการจัดเก็บความรู้ ก็หาคุณลิขิตมากๆ แล้วให้คุณลิขิตไปสัมภาษณ์แล้ว เอามาเขียนลงในบันทึก หรือวารสาร หรืออะไรที่ปรากฏเป็นข้อเขียน
  • ถ้าจะให้ความสำคัญกับคน ก็จัดเสวนา แล้วเชิญท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มาเล่าเทคนิคต่างๆ ให้ฟัง หาคนไปฟังมากๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายไม่เป็นทางการ  แล้วหาคนบันทึกเทคนิคต่างๆ มาเผยแพร่ด้วย
  • อบรมอย่างไรก็ต้องทำครับ ทำเพื่อเผยแพร่ให้เขารู้จัก สักวันเมื่อเขาอยากจะเข้ามาเขียน ก็สามารถเขียนได้เลย แต่ผมคาดหวังว่าเมื่อเขารู้จักแล้วจะได้เข้ามาอ่าน เข้ามาเรียนรู้ เข้ามาเพิ่มเติมต่อยอดความรู้ แม้จะไม่เขียนบันทึก แต่การที่เข้ามาพูด เข้ามาคุย เข้ามาแสดงความเห็น ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการให้กำลังใจแก่ผู้เขียนบันทึกครับ
  • ผมได้โจทย์ใหม่จากอาจารย์ปารมี ว่า ทำอย่างไร ถึงจะให้คนอ่านแสดงความคิดเห็นในบันทึกมากขึ้น แทนที่จะอ่านอย่างเดียว โดยคาดหวังว่า จากการจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ในบันทึกหนึ่ง จะช่วยให้เขาจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ในบันทึกของเขาเองสักวันหนึ่ง

คุณกฤษณา ถอด (ความคิด)  ได้ถูกใจดิฉันมากเลยค่ะ  ขณะนี้ คนในองค์กร  จะมีอยู่ 3 ประเภท คือ

  • ประเภทที่ 1 รู้ว่า KM คืออะไร คือ รู้เพียงตัวทฤษฎี  แต่ยังไม่เคยทำมันสักที
  • ประเภทที่ 2 ไม่รู้ว่า KM คืออะไร  แต่เนื้องานทุกชิ้นที่รับผิดชอบ ได้มีการกลืนคำว่า KM ไว้แล้วโดยไม่รู้ตัว
  • ประเภทที่ 3 รู้ว่า KM คืออะไร  และได้ลองปรับงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ให้สามารถเป็นแบบอย่างกับคนอื่น  และสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับรูได้

ถ้าองค์กรมีคนประเภทที่ 3  ก็ถือว่าเป็นโชคดีขององค์กรไป  แต่ถ้าองค์กรมีคนประเภทที่ 2  คือ มีความรู้ในเนื้องาน  แต่ขาดการจัดเก็บความรู้นั้น และขาดการถ่ายทอด  ก็จะทำให้ความรู้นั้น เกิด และตายไปพร้อมกับคน ๆ นั้น  แต่ถ้าองค์กรได้มีแรงกระตุ้น แรงเสริม แรงสนับสนุน ให้คนประเภทที่ 2 ได้มีการจัดเก็บความรู้ของเขา ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน  หรือ องค์การหาเครื่องมือในการสกัดความรู้ของเขาออกมา  และหาวิธีการถ่ายทอดความรู้ของเขา จะทำให้ได้เกิดความรู้ที่ต่อยอดเพิ่มมากขึ้น  อันนี้หละคะ คือสิ่งที่ท้าทายสำหรับองค์กร

        ส่วนความรู้เรื่อง KM นั้น  ดิฉันคิดว่า เพียงแต่เราสามารถมีแหล่งเรียนรู้ และแหล่งข้อมูลให้เขาไว้ใช้ศึกษาด้วยตนเอง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

     สำหรับตัวเอง  มีความเห็นเป็นแบบนี้ค่ะ

 

paew
เขียนเมื่อ 
  • เห็นด้วยกับพี่ติ๋วค่ะ เป็นเพราะเราชอบเสพเทคโนโลยีมั้ยค่ะ เจอเทคโนโลยีอะไรมาใหม่ ผู้ใหญ่คิดว่าดีก็สั่งผู้น้อยให้ทำ โดยที่ยังไม่วางแผนให้รอบคอบ ขาดการศึกษาจิตวิทยา และบริบทขององค์กร ว่าจะนำเข้ามาใช้อย่างไรโดยให้บุคลากรยอมรับและทำด้วยความเต็มใจและเห็นประโยชน์ที่จะเกิดอย่างที่ผู้ใหญ่เห็น...
  • คุณคุณ รัตติยา เขียวแป้น เพิ่มอีกประเภทมั้ยค่ะ... ไม่รู้ว่า KM คืออะไร แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร ถึงเวลาเกษียณก็เกษียณไป ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ถอด tacit knowledge ไว้ (ผู้อยู่ก็ไม่ได้รับ ผู้ไปก็ไม่ได้ให้)
  • คุณ ไม่แสดงตน
  • คุณไมโตคอนเดรีย
  • คุณรัตติยา
  • อ.Paew

ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ

JJ
เขียนเมื่อ 

 3D Santa ป้าด

 อ่านแล้วนึกว่า rate R

 เทคนิคการถอด จำได้คราบ

 สมัยเด็กๆ เรียนที่โรงเรียนวัดที่ กทม BCC (วัดฝรั่ง)

 มีเรียน เรียงความ ย่อความ คิดในใจ สอบทีไรเป็น แนวบรรยาย ไม่มี Choice ให้เลือก

 ต้องปรับนิสัยครับ เด็กสมัยนี้ ถอดไม่เป็น (งาน) ถามทีไรก็

 อาจารย์ให้ Choice หนูหน่อย A>>>B>>>C>>>D

คุณ ไม่แสดงตน

  • Thank you for your comment.
  •  KM...I  try to make it sexy ....really..

คุณไมโตคะ

  • ขอบคุณค่ะสำหรับข้อคิดเห็นที่อาจมองข้ามไป
  • " แม้จะไม่เขียนบันทึก แต่การที่เข้ามาพูด เข้ามาคุย เข้ามาแสดงความเห็น ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการให้กำลังใจแก่ผู้เขียนบันทึกครับ"....จริงด้วยค่ะ
  • "โจทย์ใหม่จากอาจารย์ปารมี"..ยากจังเลยนะคะ
  • ขอบคุณในส่วนที่เข้ามาเติมเต็มค่ะ

คุณรัตติยาคะ...

  • ขอบคุณที่ช่วยแบ่งแยกกลุ่มให้มีความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นค่ะ...ทำให้ง่ายในการ approach
  • ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจอยู่เสมอมาค่ะ

อ.Paew คะ...

  • ขอบคุณที่ช่วยต่อเติมให้ภาพดูสวยงามมากยิ่งขึ้นค่ะ

ท่าน อ.JJ คะ....

  • ชื่อเรื่องหวาดเสียวขนาดนั้นเชียวหรือคะ
  • เด็กสมัยใหม่ชอบอะไรง่ายๆ..สั้นๆ..กระชับๆ..ตรงไปตรงมา..(แบบพวก แร๊บน่ะค่ะ..."พูดมาก..ไม่ต้องพูดมาก..ยังงี้ๆๆๆ..ละไม่ต้องพูดมาก"..เพลงอะไรของเค๊าก็ไม่รู้....)
  • พวกเขาไม่มีเวลามาโรแมนติคอย่างพวกเราหรอกค่ะ..ฟังเพลงสุนทราภรณ์...เต้นรำ...กว่าจะบอกกันว่ารักนี่...ต้องจบ 3 เพลง...แล้วปีนเขาแบบหนังแขกอีก 3 ลูกแน่ะ...เหนื่อยค่ะ...
  • ขอบคุณที่ท่านอาจารย์แวะมาให้กำลังใจค่ะ
seangja
IP: xxx.146.239.54
เขียนเมื่อ 
เสียงบ่นเบาๆในบันทึกนี้ตรงใจอยู่พอดีเลย...มีพี่ที่เห็นหลายคนในที่ทำงานเขามีความรู้ฝังลึกในตนที่เก่งมากๆแต่ไม่ชอบถอดไม่อยากถอด-ไม่ให้ถอด...แต่อิฉันก็ยังไม่ถอดใจที่จะพยายามถอดของพี่เขาให้ได้..ได้ไอเดียเรื่องที่ว่าถ้าจะรอให้เขาบันทึกเขาก็ไม่ชอบ..มักบอกว่าไม่มีเวลาว่าง..ใช้คอมไม่เป็น..แต่บางคนก็บอกไม่มีอารมณ์..เฮ้อก็คงต้องพยายามปลุกเร้าอารมณ์เขาต่อไปค่ะ..เห็นตอนนี้มีบางคนเริ่มจะยอมถอดออกมาให้เห็นบ้างแล้ว....

คุณ seangja คะ...

  • ชื่นชมในความพยายามที่จะ"ถอดให้ได้"..จริงๆค่ะ..เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะให้เขาไว้วางใจให้เราถอดให้...เพราะบางทีเขาก็ไม่ค่อยอยากถอดเอง.
  • ขอให้กำลังใจค่ะ...และขอให้ประสบความสำเร็จในการถอดค่ะ
เผอิญไปเปิดอ่านเจอ เรื่องTacit Knowledge ในhttp://www.opdc.go.th/thai/E_Newsletter/dec_2006/e-newsletter/knowledge/KM.htm บอกว่า Tacit Knowledge นั้นจะฝังซ่อนเร้นอยู่ในตัวคน มีลักษณะเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ฝังซ่อนอยู่ใต้ทะเลซึ่งมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ 1 อธิบายได้ แต่ยังไม่ถูกนำไปบันทึกให้เป็น Explicit Knowledge ซึ่งการบันทึกนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่การเขียน หรือเป็นเอกสารแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึง เสียง วิดีโอ เป็นต้น 2 อธิบายได้ แต่ไม่อยากอธิบาย เพื่อนำมาทำให้เป็น Explicit Knowledge ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากวัฒนธรรมองค์กร หรือพฤติกรรมส่วนบุคคล รวมถึงความพร้อมของคน ๆ นั้น ดังนั้น จะต้องมีวิธีการในการทำให้บุคคลเหล่านี้ยินดีที่จะแบ่งปันความรู้เหล่านี้ เช่น การสร้างแรงจูงใจทั้งเชิงลบและเชิงบวก 3 อธิบายไม่ได้ เนื่องจากเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว เป็นพรสวรรค์หรือทักษะ ประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการอธิบายได้ เช่น หมอจับชีพจรที่สามารถบอกได้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร หรือการดมกลิ่นหรือชิมไวน์แล้วสามารถบอกได้ว่า ผลิตที่ใด ในปี ค.ศ.ใด เป็นต้น ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการอธิบายออกมาทั้งหมด และทำให้เป็น Explicit Knowledge ได้ จึงต้องมีวิธี ีการจัดการกับความรู้แบบนี้ เช่น หาคนมาถ่ายทอดต่อ โดยการฝึกฝนด้วยกัน โดยเป็นการสร้างคนให้มี Tacit Knowledge แบบเดียวกันขึ้นมาอีก ซึ่งต้องใช้เวลาในการสั่งสม หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยโดยการสร้างเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ เลยน่าจะเอามาเติมเต็มบันทึกนี้ได้

คุณใบบุญคะ...

  • ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้ทราบและเข้าใจในรายละเอียดของ Tacit Knowledge มากยิ่งขึ้น...ทำให้เมื่อเผชิญปัญหา..เราจะได้วิเคราะห์และทำความเข้าใจในปัญหานั้นง่ายขึ้น
  • ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

คุณ กฤษณา ถอดความคิด ประสบการณ์ ความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นตัวหนังสือได้เนียนอย่างยอดเยี่ยมเลยค่ะ 

โจทย์ที่ให้คุณไมโต จริงๆ ก็เพราะประสบปัญหาด้วยตัวเองด้วยค่ะ  อ่าน แต่ไม่ค่อยได้ให้ความเห็น ไม่รู้จะให้ความเห็นความเห็นอะไร  อยากมีคนช่วยชี้แนะ ก็เลยให้โจทย์เขาไป เพราะความเห็นของคุณไมโต เรียกว่า เป็นเหมือนบันทึกได้เลย  เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ต่อยอดโดยแท้ 

nidnoi
เขียนเมื่อ 
เรื่อง   ถอดๆ  อะไรนี่  มันยากนะคะ
เรื่องของตัวเองยังเล่าไม่ค่อยถูกเลยค่ะ
.
คนที่เป็นอาจารย์   สอนนักเรียน  นักศึกษาอยู่บ่อยๆ  จะได้เปรียบค่ะ    เพราะได้ฝึกฝน   การเล่า ถ่ายทอด  และการสรุปเรื่องราว  อยู่บ่อยๆ
.
เคยเขียนเรื่องของน้องคนหนึ่ง    เพื่อลงวารสารของภาควิชา    ตั้งประเด็นไว้ว่า  เรื่องเกี่ยวกับนี้ๆๆๆ     ทั้งๆ  ที่เป็นเรื่องง่ายๆ อ่านสนุก   และเห็นๆ กันอยู่ทุกวัน    แต่ก็เขียนไม่ได้    ต้องไปนั่งคุยกันอยู่สองชั่วโมง    ได้บทความมาหนึ่งหน้า    แต่เป็นหนึ่งหน้าที่ใครๆ ก็ว่าดี
และอันที่จริง    เราเองก็ไม่ได้เขียนอะไรมาก    เพียงแต่นำคำพูดของเจ้าตัวมาต่อๆๆ    เรียงๆ ให้ดูดี   เท่านั้นเอง
.
ถ้าไม่รู้จักเรื่อง    และเจ้าของเรื่องดีพอ  (จนเกิดความประทับใจ)      การถ่ายทอดออกมา (ให้น่าอ่าน)   คงเป็นไปได้ยาก

เรียน..อ.ปารมีค่ะ

ดิฉันเห็น "ทีมคน..ของมอออ"....ล้วนคุณภาพทั้งสิ้น...น่าภูมิใจในองค์กรยิ่งค่ะ

คุณnidnoid คะ...จริงอย่างว่าค่ะ

  •  "ถ้าไม่รู้จักเรื่อง    และเจ้าของเรื่องดีพอ  (จนเกิดความประทับใจ)      การถ่ายทอดออกมา (ให้น่าอ่าน)   คงเป็นไปได้ยาก"
  • แต่ถ้า..ทำอยู่บ่อยๆ..ฝึกบ่อยๆ..เหมือนมีดค่ะ..ยิ่งลับก็ยิ่งคม....ปรึกษาพี่ไมโตดูก็ได้ค่ะ...จริงไหมคะพี่ไมโต