วิชาความรู้เพียงลำพังนั้น ไม่เคยทำการให้สำเร็จได้ ผู้ปรารถนาความสำเร็จในหน้าที่ในกิจการงาน พึงตระหนักไว้เสมอ ดังพระบรมราโชวาท สั่งสอนว่า ....

         "คนที่ร่วมงานกันในหน่วยงานทั้งหลายนั้น อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่มีความรู้ในเชิงทฤษฎีสูงกับกลุ่มที่มีความจัดเจนชำนาญ เพราะมีประสบการณ์ในทางปฏิบัติมาก เมื่อมาทำงานร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายควรเล็งเห็นความสำคัญในกันและกัน  และยอมรับว่าความรู้ความสามารถที่แต่ละคนมีเป็นสิ่งมีคุณค่า ความเข้าใจกันระหว่างกันนี้จะทำให้แต่ละคนยกย่องให้เกียรติกัน และยินดีที่จะเรียนรู้จากกันและกันเพื่อพัฒนาความสามารถของตนในการทำงานให้สูงขึ้น"

--------------------------------------------------
 (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๒)

        เมื่อมีความรู้ดี เชี่ยวชาญในหน้าที่ของตนเป็นเยี่ยม อย่าได้ดูหมิ่นถิ่นแคลนความรู้ความสามารถของผู้อื่นเป็นอันขาด
        ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์ที่สุดหรอก แต่ละคนล้วนมีข้อบกพร่องไม่มากก็น้อยด้วยกันทั้งสิ้น ปราชญ์ที่ว่าฉลาดเลิศล้ำ ก็ยังเคยเพลี่ยงพล้ำมาแล้ว เราเองก็อย่าได้ทะนงตน ควรให้เกียรติผู้อื่น มองเห็นความสำคัญของเขา เอาประสบการณ์ของเขามาเสริม ความสมบูรณ์แห่งผลงานหรือความสำเร็จก็จะสวยงามเรียบร้อยขึ้น
        ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ต้องมีคุณธรรมอีกสัก ๓ ประการ คือ
        ๑.มีสัมมาทิฐิ มีความเห็นถูกต้อง เป็นไปตามเหตุผล
        ๒. มีความสุจริต สัตย์ซื่อ
        ๓. มีความเที่ยงตรง พ้นไปจากอคติความลำเอียงและอุบายฉ้อฉล ตลอดจนความเห็นแก่ตัว