เรื่องราวหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือกิจกรรมปกติธรรมดาในประจำวัน บางครั้งก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ สามัญ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา แต่อาจไม่เห็นความสำคัญหรือมองผ่านเลยไป แต่พอศิลปินเอามาเขียนเป็นภาพ กลับดูน่าสนใจอย่างแปลกประหลาดและในความน่าสนใจนั้น เราเองก็มีประสบการณ์ร่วมเช่นนั้น

                           ผมขอเชิญชวนมาดูภาพเขียนสักภาพหนึ่ง

                         เป็นภาพสีน้ำมันของศิลปินอเมริกัน ชื่อ Andrew Wyeth คนคนเดียวกันกับผู้เขียนภาพ Spring ที่ผมลงให้ดูในคราวก่อน

                   Wyeth เป็นศิลปินคนโปรดของผมคนหนึ่งที่สไตล์เขียนภาพแบบ Realistic หรือแบบเหมือนจริง หรือที่บางครั้งก็เรียกว่า แบบธรรมชาตินิยม ที่มีรูปแบบและเนื้อหายึดเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตในโลกมาแสดงออก เช่นเรื่องราวหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือกิจกรรมปกติธรรมดาในประจำวัน

                         างครั้งก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ สามัญ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา แต่อาจไม่เห็นความสำคัญหรือมองผ่านเลยไป 

                        แต่พอศิลปินเอามาเขียนเป็นภาพ กลับดูน่าสนใจอย่างแปลกประหลาดและในความน่าสนใจนั้น เราเองก็มีประสบการณ์ร่วมเช่นนั้นด้วย เช่น ภาพทิวทัศน์ ภาพคนนั่งขายสินค้า ภาพคนรอรถเมล์ เป็นต้น

                       รูปแบบของงานศิลปะแบบธรรมชาตินิยมนี้ จะเคารพในธรรมชาติ คือไม่เปลี่ยนแปลงรูปทรง สีสันหรือสิ่งที่เห็นสิ่งที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเลย ตรงกันข้ามศิลปินพยายามถ่ายทอดความเป็นจริงนั้นออกมามากที่สุดเท่าที่ศิลปินจะมีฝีมือแสดงออกได้แต่ในบางครั้ง ภาพเขียนธรรมดา ธรรมชาติเช่นนี้ ในบางครั้งก็ดูออกยากเหมือนกัน หากศิลปินเป็นคนลึกซึ้งละเอียดอ่อน เนื้อหาที่เขาแสดงออกนั้นจึงลึกซึ้งไปตามสภาพจิตใจของการรับรู้ครั้งแรกนั้นไปด้วยอย่างเช่นภาพที่ชื่อ Adrift นี้

 

 

 

 

                             ดูจากชื่อแล้ว แปลว่า ไร้จุดหมาย หรือลอยไป เคว้งคว้าง อย่างไร้จุดหมายแต่บางที ชื่อ หรือป้ายชื่อที่เรามักนิยมติดป้ายให้กับสิ่งที่เราพบเห็นนั้น กลับเป็นตัวปิดกั้นการรับรู้ตามธรรมชาติ เพราะทำให้เรานึกว่าเพียงแค่เห็นชื่อ เราก็เข้าใจในสิ่งนั้นแล้ว

                           ทำให้เรามองผ่านเลย ความเป็นจริง (ที่ดีดี) หลายอย่างในชีวิตไป

                           ครั้งนี้ ผมขออนุญาตบังอาจแนะนำการดูภาพเขียนให้ได้อรรถรสทางสุนทรียภาพ ตามทฤษฏีจากภายนอกสู่ภายใน (Outside in) คือการดูภาพแบบมองจากสิ่งที่เห็นในภาพทุกอย่างจนลึกเข้าไปถึงสภาพความคิดของศิลปิน

                          ก่อนอื่นผมจะถามว่า คุณเห็นอะไรบ้างในภาพนี้ ?

                           เดี๋ยวก่อนครับ...อย่าเพิ่งรีบตอบ ผมอยากให้คุณตั้งสติ ปล่อยใจสบายๆ แต่มีสมาธิดูอย่างพินิจว่าคุณเห็น อะไรบ้าง

                           ........................................................................................................................

                          .................................................................................. 

                          ผมเชื่อว่า สิ่งแรกที่คุณเห็นคือภาพของชายคนหนึ่ง นอนหงายอยู่ในเรือเล็กๆลำหนึ่ง ลอยอยู่ในน้ำทะเลผมขอถามต่อว่า  เห็นอย่างนี้แล้ว เกิดความรู้สึกอะไรบ้าง?.

                          ....................................................................................

                         หากยังตอบไม่ได้ ยังไม่ชัดเจน ผมขอแนะนำให้คุณกลับไปมองภาพเขียนนี้อีกครั้งหนึ่งคราวนี้ มองอย่างเก็บรายละเอียด เพราะครั้งแรกคุณได้เห็นในภาพรวมทั้งหมดแล้ว

                        .....................................................................................................................

                        ......................................................................................................................

                          ผมเชื่อว่า รายละเอียดที่คุณมองเห็นได้เพิ่มเติม คือรายละเอียดของชายที่นอนอยู่ในภาพ เป็นชายชราอายุประมาณหกสิบ ใบหน้ามีร่องรอยผ่านโลกผ่านชีวิตมาพอควร ที่บางคนเรียกว่า wisdom line          

                       เขานอนหลับตานิ่งอยู่ มีหนวดเคราปกคลุมใบหน้า สวมหมวกไหมพรมสีดำ สวมเสื้อหนังแจ็กเก็ตสีน้ำตาลอ่อนมีซับในเป็นผ้าขนสัตว์ สวมกางเกงสีเข้ม วางมือทั้งสองข้างอยู่บนหน้าท้อง มือทั้งสองกำมือแบบหลวมๆ สบายๆดูผ่อนคลาย             
                    คุณรู้สึก “อะไร ขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง

                           ......................................................................................

                          ถ้ายัง ไม่เป็นไรครับ แต่ต้องดูภาพเพิ่มเติม

                          ลองเลื่อนสายตามาดูรายละเอียดด้านล่างของภาพเพิ่มเติม เรียกว่าดูสิ่งที่เป็นองค์ประกอบรองขอภาพ เพราะประธานของภาพ คือภาพชายชราเราดูไปแล้ว

                         หากเลื่อนสายตาดูต่ำลงมาด้านล่าง จะเห็นได้ว่า ชายชราผู้นี้นอนอยู่บนเรือโบ็ตขนาดเล็กสีขาว ที่กราบเรือมีหูกรรเชียงอยู่สองข้าง หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ไม่มีพายวางอยู่ เพราะชายชราผู้นี้ เอาพายออกแล้ววางอย่างเรียบร้อยในเรือบริเวณด้านศีรษะของเขา จะเห็นได้ว่ามีสีน้ำตาลของใบพายไม้โผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่รำไรมองต่ำลงมาอีกนิด ที่ลำเรือจะเห็นแสงอาทิตย์สาดลงมาจับที่ตัวเรือที่เป็นเส้นไม้เป็นซี่ๆประมาณสิบนิ้ว ดูจากลักษณะองศาของแสงที่ส่องมาทางด้ายซ้ายของภาพ ประมาณสามสิบองศา ทำให้เราสามารถประมาณช่วงเวลาได้ว่า น่าจะอยู่ช่วงเวลาเช้าไม่เกินสิบโมงเช้า

                         ที่ลำเรือมีแสงสะท้อนจากพรายน้ำสีเงินแกมเขียว น่าจะเป็นสีจากน้ำทะเลในที่มีช่วงลึกพอดูมองดูที่ด้านบนของภาพ โน่นเห็นคลื่นระลอกใหญ่วิ่งเข้ามาแต่ไกล ทำให้รับรู้ถึงแรงกระแทกของคลื่นจะทำให้เรือน้อยนี้ กระเพื่อมเป็นระยะได้ หากคลื่นลูกใหญ่ขนาดนี้ คงทำให้ลำเรือโยนตัวสูงพอควร 

                       ผมเชื่อว่า ขณะนี้คุณเห็นและเริ่มรู้สึก อะไรขึ้นมาบ้างแล้ว 

                      อะไร ที่ว่านี้ คืออารมณ์สุนทรียภาพ คือการรับรู้ในเรื่องความงาม ความดีงาม ที่เป็นอารมณ์ละเอียดอ่อนเกิดขึ้นในจิตใจตน จนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในผู้อื่นและในสิ่งแวดล้อมรอบตัวของตัวอยู่

                     ลองให้ผมเล่าว่า อะไรเกิดขึ้นกับชายชราผู้นี้บ้างครับ และเขากำลังทำอะไรอยู่                

                       ครั้งแรกที่ผมเห็นภาพนี้ จิตผมประหวัดถึงเรื่อง The Old man and The Sea ของแฮมมิงเวย์ ที่กำลังลอยเรือเข้าฝั่งหลักจากพิชิตปลาวาฬคู่แค้นได้

                        แต่ชายชราคนนี้มิใช่ชายคนเดียวกันกับเฒ่าทะเลคนนั้น เขามิได้ออกเรือเพื่อล่าปลา แต่เขาล่าความสุข ความสุขที่ได้จากการอยู่โดดเดี่ยวอย่างเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติที่เขารักเขาพายเรือออกทะเลแต่เช้า กรรเชียงเรือด้วยพลังจากสองแขนที่ชำนาญ

                          พอลอยเรือห่างออกมาจากฝั่งพอสมควร ไกลจากสายตาของผู้คน เขาก็ปลดพายออกจากหูกรรเชียง เอาไปวางไว้ในเรือทอดยาวไปตามลำเรืออย่างปราณีต แล้วล้มตัวลงนอน ยกมือขึ้นมาวางบนหน้าท้อง มือทั้งสองยังกำอยู่เล็กน้อย เป็นผลมาจากการกำด้ามพายมาเป็นช่วงเวลานาน เขาค่อยหลับตาลง ปิดเปลือกตาเบาๆ ไม่มีสิ่งใดที่ต้องรีบร้อนทำเมื่อหลับตาลงมาสักพักใหญ่ จิตของเขาก็รวมตัวนิ่ง รับรู้และซึมซับรายละเอียดของสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆตัว

                    .................................................................................................

                    อะไรบ้างนะ ผมคิดว่าคุณคงอยากรู้

                    แรงกระเพื่อมของลำเรือที่ขึ้นลงตามกระแสคลื่น โยนตัวไปมา เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ สักพักคุณจะรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในวัยเยาว์สมัยนอนเปลหูนั้นเล่าได้ยินแต่เสียงคลื่น ที่ไหลทำเสียงซู่ซ่า เหมือนกระซิบบ้าง บางครั้งก็เหมือนเสียงพูดพึมพัมมาแต่ไกลๆแล้วค่อยๆมาดังชัดที่ข้างหู คงเป็นตอนที่ยอดคลื่นวิ่งมากระทบกับลำเรือ พร้อมๆกับรู้สึกตัวลอยสูงขึ้นและยวบลงต่ำ เสียงนั้นก็กลายตัวเป็นเสียงที่เปรียบได้ยากค่อยๆกลายมลายไกลออกไป แล้วเสียงใหม่ก็วิ่งเข้ามาชัดเจนขึ้นอีกครั้งหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังได้ไม่รู้เบื่อ เพราะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน หูของชายชรารายงานว่าอย่างนั้น

                         ที่ผิวหน้า รับรู้ถึงแสงแดดอุ่นๆที่ส่องมากระทบ บางครั้งก็อุ่นจนร้อนวูบวาบ บางครั้งรู้สึกเย็นวาบเมื่อมีแรงลมพัดวูบเข้ามา จนรู้สึกได้ตรงปลายหนวดและเคราที่ขนอ่อนลู่เข้ามากระทบกับเนื้ออ่อนๆที่ริมฝีปากล่าง จนบางครั้งต้องขยับริมฝีปากและแลบลิ้นออกมารับรสเค็มประแล่มของไอเกลือที่ลอยมากับหยดน้ำฝอยเล็กๆที่เป็นผลจากยอดคลื่นบางยอดที่มีกำลังแรง พอประทังไม่ให้ริมฝีปากแห้งเกินไปด้วยแรงลม

                        ......................................................................................................

                       เขาจะรู้อะไรต่อไปอีก...ตอนนี้ผมจะละไว้ให้คุณดูและคิดต่อจากผมบ้าง

                       ผมจะได้พัก หลับตาลงลอยตัวไปกับชายชราผู้นี้ 

                      ล่องลอย...เคว้งคว้าง แต่ไม่ไร้จุดหมาย

                      ผมกับเขามีเป้าหมายเดียวกันและเข้าถึงสิ่งเดียวกัน

                คุณละ?