อืมม....ถ้าอ่านจากที่อาจารย์เขียนเฉย ๆ โดยไม่ได้เห็นภาพ ก็คงจะตอบทัีนทีเลยมั้งคะ่ว่า น่าจะเป้าหมายเดียวกันน่ะนะคะ ในการดำเนินชีวิต
โดยเฉพาะวิธีการเข้าสู่เป้าหมายในชีวิต โดยผ่านประเด็นที่อาจารย์ทำตัวเข้มไว้ตอนต้น คือ ผ่าน "เรื่องธรรมดาๆ สามัญ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา " ที่บางทีเรามักจะ "ไม่เห็นความสำคัญหรือมองผ่านเลยไป"
แต่ถ้าดูรูปคุณลุงนอนในเรือเฉย ๆ โดยไม่มีัคำอธิบายจากอาจารย์แล้วกลัวน่ะค่ะ แหะ ๆ สงสัยจริตหนูจะเป็นพวกขี้กลัว วิตกจริต ภาพนี้แรก ๆ ตั้งแต่ก่อนอ่านคำแนะนำการดูภาพของอาจารย์หนูก็นู่นเลยเห็นคลื่นอยู่ในแบ็คกราวนด์มาแต่ไกล ไพล่ไปคิดถึงสึนามินู่น แถมเห็นคุณลุงนอนมือกำหลวม ๆ พายก็ไม่มี ก็เลยนึกว่าคุณลุงจากไปแล้วเรียบร้อย หรือไม่ก็เตรียมตัวลาจากโลก อะไรทำนองนี้ สุดยอดจะขี้กลัวเลยนะคะนี่ ท่าทางจะเอาดีด้านการศึกษาศิลปะกับเขาไม่ได้
โจทย์อาจารย์อันนี้ยากค่ะ ที่มาถามต่อตอนจบว่า แล้วคุณล่ะ ถ้าจะให้คิดต่อนั้นว่าชายชราจะรู้อะไรต่อไปอีก หนูขอยกธงขาว โจทย์ยาก ๆ อย่างนี้ ทำให้นึกถึงตอนที่หนูไปเรียนนั่งสมาธิแบบเซนที่นี่กับหลวงพ่อใจดีท่านหนึ่ง หนูก็ฟังไม่ค่อยออกหรอกค่ะอาศัยธรรมะจัดสรรได้คนญี่ปุ่นที่เขาพูดภาษาไทยได้ปร๋อท่านหนึ่งมาอาสาแปลให้ เขาพูดภาษาคนปฏิบัติธรรมได้คล่องเพราะเขาเคยบวชอยู่วัดของครูบาอยู่เดือนหนึ่งค่ะ และตอนนี้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องครูบาศรีวิชัยอยู่ ในประเ้็ด็นเรื่องพระนักพัฒนา หนูล่ะขนลุกจริง ๆ ครูบาตามมาช่วยถึงที่นี่ ฝากเล่าให้อาจารย์ศิริพรฟังด้วยนะคะ (อาจารย์ศิริพรคงจะส่ายศีรษะแล้วบอกว่าเอาอีกแล้วหนูณัชรเชื่อเรื่องอภินิหาร ฮิ ๆ)
ที่อาจารย์่ทำให้หนูนึกถึงหลวงพ่อท่านนั้นก็เพราะว่า
ท่านถามมายากเหลือเกินค่ะ ตอนไปส่งอารมณ์ ท่านยกไม้ขัดมันแท่้งหนึ่งขึ้นมา หน้าตาโบราณมาก หนูก็ไม่ทราบว่าท่านเอาไว้ทำอะไร แต่เล็กกว่าไม้เรียวที่ไว้ตีโยคีนั่งหลับน่ะค่ะ แหะ ๆท่านถามว่า แท่งไม้นี่น่ะ มี หรือว่า ไม่มี โห.....
หนูคงจะทำหน้ายู่ยี่เลย ท่านก็เลยหัวเราะฮ่า ๆ ๆ (พระเซนท่านหัวเราะเหมือนในหนังสือนิทานเซนจริง ๆ นะคะ) แล้วก็บอกว่า แต่คำถามนี้ง่ายเกินไป
หนูเกือบจะหงายหลังผึ่งไปแล้ว แต่กลัวเสียชื่อมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ก็เลยได้แต่ันั่งพนมมือกระพริบตาปริบ ๆ แล้วกำหนดไปด้วย ฟังท่านต่อ
ท่านบอกว่า พระเซนเราไม่ถามกันแค่นี้หรอก ว่ามี หรือไม่มี แต่เราจะถามว่า ถ้ามี ทำไมถึงมี และถ้าไม่มี ทำไมถึงไม่มี
ทีนี้ล่ะค่ะ หนูชักจะเริ่มอยากร้องไห้จริง ๆ หลวงพ่อก็คงจะทราบแล้วโดยไม่ต้องอ่านวาระจิต ท่านก็เลยเปลี่ยนสายตาจากดุ ๆ มาเป็นอ่อนโยนมาก แล้วพูดผ่านคุณโอซามุ คนญี่ปุ่นที่เคยมาบวชที่เชียงใหม่ว่า ให้หนูไปนั่้งสมาธิต่อแล้วก็ลองทำตัวให้เหมือนแท่งไม้แท่งนี้ ถ้าสามารถทำตัวให้คนอื่นมองเราเหมือนแท่งไม้แท่งนั้นได้เมื่อไหร่ ก็จะตอบคำถามข้อนั้นได้
สรุปว่า นั่นคือ โจทย์ หรือ โคอัน ที่ท่านให้หนูมาค่ะ สำหรับเซน นั้น มีหลายนิกาย แต่นิกายที่เป็นของซามูไรสมัยโบราณคือ รินไซ นั้น นิยมใช้โคอัน หรือ การถามตอบประกอบการนั่งสมาธิและเจริญสติในอิริยาบถต่าง ๆ ด้วย แต่น่าเสียดายว่า หลังจากนั้น หนูก็ติดหลายภาระกิจเหลือเกินของทั้งทางมหาวิทยาลัยและรับใช้ชาติ คือ ไปแข่งรายการต่าง ๆ ของดาบซามูไรนี่ รวมทั้งชิงแชมป์โลกด้วย ก็เลยไม่ได้ไปหาท่านอีกเลย
แต่จะว่าไปแล้ว หนูก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีน่ะค่ะว่า ตกลงแท่งไม้นั้นมีหรือว่าไม่มี และถ้ามี ทำไมถึงไม่มี และถ้าไม่มี ทำไมถึงไม่มี ยังนึกอยู่เลยค่ะว่า จะไปพลิกตำราสายเถรวาทไปตอบดีไหมนี่ เพราะยังไงไม่มีทางเกิดภาวนามยปัญญาไปตอบหลวงพ่อทันในอาทิตย์สองอาทิตย์แน่ ๆ แหะ ๆ อย่างนี้เรียกว่าโกงข้อสอบหรือเปล่าคะอาจารย์ ก็ท่านไม่ได้ห้ามนี่คะว่า ห้ามไปหาคำตอบด้วยวิธีอื่น แหะ ๆ แต่นี่หนูก็ใกล้จะกลับอยู่แล้ว ไม่ทราบจะทันได้ไปเจอท่านอีกหรือเปล่า (ว่าแต่ว่า จริง ๆ มันต้องตอบว่าอะไรคะอาจารย์ แหะ ๆ)
สรุปว่าหนูเลยไม่ได้ตอบเรื่องชายชรากับทะเลเท่าไหร่เลย ขอโทษด้วยค่ะ ยากจริง ๆ ถ้านึกออกจะมาเติมทีหลังก็แล้วกันนะคะ
สวัสดีค่ะ,
ณัชร
ป.ล. หนูไม่ทำอาจารย์เสียชื่อนะคะที่วัดเซน เพราะหนูนั่งสมาธิไม่มีหลับเลย เนื่องจากหนูกลัวโดนไม้เรียวค่ะ อ้อ, และเขามีตีระฆัีงเสียงใส ๆ อยู่บ่อย ๆ ด้วยค่ะ เป็นการเรียกโยคีคนถัดไปออกไปส่งอารมณ์น่ะค่ะ เลยไม่ทันได้หลับ เอ๊ย ไม่ทันได้เกิดสมาธิรวมเป็นอารมณ์เดียวมากนัก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการให้กำหนดดูอะไรเลยนอกจากลมหายใจ และไม่มีคำบริกรรมด้วย และนั่งตั้งสองชม. เบาะก็สบายและขยับได้ เอื้ออำนวยต่อการหลับได้อย่างยิ่งค่ะ ความจริงอาจารย์ศิริพรน่าจะแกล้งลองถือไม้เรียวอันยักษ์เดินไปเดินมาเล่นดูเหมือนกันนะคะ หนูว่าคงจะเป็นกุศโลบายที่ดี รับรองโยคีไม่มีทางหลับเลยค่ะ
ว่าแล้วก็เอารูปสวนหินปริศนาธรรมวัดเซนมาฝากอาจารย์ให้ขบคิดเล่นค่ะ จริง ๆ แล้วมีคำสอนอยู่ในนั้นด้วยน่ะนะคะ แต่หนูไม่แน่ใจว่ารูปนี้เป็นของวัดไหน
