ความตั้งใจแรกทุกครั้งกับการทำงานแบบมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจแรก หรือเทคนิค แนวคิด เกี่ยวกับการตั้งใจที่จะลงไปทำทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เราเดินอยู่บนความมีส่วนร่วมอย่างถูกทาง และความตั้งใจหนึ่งทุกครั้งที่ผมคิด ท่องและปฏิบัติเสมอเวลาลงไปทำงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนก็คือ "ข้อมูลเป็นสิทธิของชุมชน"


แนวคิดและคำพูดนี้ ผมได้รับฟังมาจากคุณวิชิต นันทสุวรรณ เมื่อครั้งสมัยเป็นหนุ่มที่ผมได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าโครงการชดกองทุนหมู่บ้านฯ จังหวัดอุตรดิตถ์

วันนั้นผมได้ฟังเรื่องเล่า (Story Telling) เกี่ยวกับการทำงานแบบมีส่วนร่วมของท่านที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่นักวิจัยลงไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประวัติ สภาพด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลตัวเลขของชุมชน รายได้ ค่าใช้จ่าย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ "อย่านำออกมาจากชุมชน" และต้องบอกชุมชนไว้เสมอว่า อย่านำไปให้ใคร หรือแม้กระทั่งตัวผู้วิจัยเอง ก็ไม่ควรนำมาให้ เพราะตัวเลขเหล่านี้ ถ้าตกไปอยู่ในมือของนักธุรกิจผู้ไม่หวังดี เขาจะนำไปหาผลประโยชน์ สร้างสินค้าและบริการเข้ามาเพื่อขายและทำลายสรรพสิ่งต่าง ๆ ในชุมชนได้อย่างพริบตา

หลังจากฟังวันนั้น ผมก็มีข้อสงสัยในใจลึก ๆ ว่า

อ้าว! ถ้าไม่ลงไปเก็บข้อมูลแล้วเราจะลงไปทำอะไร???

เพราะความรู้เรื่องวิจัยแบบเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ หรือแม้กระทั่ง Grouded Theory ที่เคยฟังมาอบรมมาก็ต้องลงไปเก็บข้อมูลแล้วนำมาเขียนทั้งนั้น

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยังไม่เข้าใจ และด้วยความมั่นใจแบบโอหังว่า "ข้าเก่ง และ ข้าถูก" ก็ลงไปเก็บข้อมูล ไม่เชื่อ ไม่ฟัง ไม่ปฏิบัติตาม จนทำให้งานแบบมีส่วนร่วมครั้งนั้นล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

จากนั้นเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี ผมได้แต่นั่งเฝ้าขบและคิดโจทย์นี้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งผมได้มีโอกาสร่วมคิดโจทย์โครงการวิจัย "ร่วม" กับนักศึกษา วิชาวิจัยทางธุรกิจ ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (ท่าสักไดอารี่(2) : ร่วมคิด ร่วมริเริ่มโครงการ) ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่มีทุนวิจัยเลย พวกเรามีแต่ใจที่จะ "ร่วม" กันทำงานนี้

จากนั้นอีกไม่กี่วัน ผมก็ได้ขบและคิดตีโจทย์นี้ออกว่า "ไม่ลงไปเก็บข้อมูล แล้วเราลงไปทำอะไร"

คืนนั้นเอง ผมโทรไปหาพี่โย่ง (คุณชูจิต เหมาะประไพพันธ์) ใจความในโทรศัพท์วันนั้นมีว่า

"พี่โย่ง จำที่เราเคยคุยกันได้ไหมว่าพี่โย่งอยากได้ข้อมูลเรื่องรายได้ ค่าใช้จ่ายของท่าสัก ผมและนักศึกษาจะลงไปร่วมทำกับพวกพี่โย่ง ซึ่งผมและเด็กนั้น จะไม่เอาข้อมูลที่ได้มาไปทำอะไรเลย ขอแค่ให้เด็กได้มีประสบการณ์ในการทำวิจัยในภาคเรียนนี้แค่นั้น ข้อมูลพี่โย่งเอาไว้ ส่วนเด็กผมขอความรู้จากการทำวิจัยกลับมา...."

ข้อมูลต่าง ๆ ตอนนั้นผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า เราไม่รู้จะไปเอามาทำไม เราเอามาก็ไม่ได้มีประโยชน์ เอามาก็มีแต่จะเกิดโทษถ้าหากเราเก็บรักษาไม่ดี

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าข้อมูลอยู่ในชุมชน ชุมชนรู้ ชุมชนแก้ ชุมชนได้รับประโยชน์ อย่างนี้น่าจะเข้าสู่หัวใจหลักของ PAR อย่างแท้จริง

หลังจากการโครงการวิจัยที่ผมภูมิใจมากที่สุด ก็เริ่มขับเคลื่อนจากงบประมาณที่คณะฯจัดให้เป็นอุปกรณ์การเรียนหัวละ 30 บาท นักศึกษา 2 Section 80 คนก็มีเงินทุนวิจัยเริ่มต้น สองพันกว่าบาท แต่งานวิจัยที่ต้องลงพื้นที่สองครั้ง (ทั้งแปดสิบชีวิต) การประชุมย่อย ๆ ต่าง ๆ นับสิบ รวมถึงค่าวัสดุอุปกรณ์ สำเร็จได้ก็เพราะการมีส่วนร่วม

ร่วมรับประโยชน์ "ข้อมูลชุมชนเอาไป ความรู้นักศึกษาผมรับมา"

ไม่ได้ลงไปเก็บข้อมูล แต่ลงไปทำข้อมูล

ร่วมกับชุมชน เพื่อชุมชน และเป็นสิทธิของชุมชน....

ถ้าถามเรื่องสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิตการทำงานวิจัยเรื่องนี้ (ท่าสักไดอารี่) เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจและจะจดจำไว้ตลอดไปครับ

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ