ออกจากศาลากาแฟ ตกลงกันว่าเราจะไปอีก 2 วัด คือวัดอาฮาม และวัดวิชุน เห็นในแผนที่แล้วเหนื่อยใจ กลัวว่าจะปั่นไปไม่ถึง แต่ไม่ไกลเลยนะ ขึ้นเนินหน่อยหนึ่ง แถวๆ หน้าวัดถ้ำพูสี แต่บรรยากาศดีมาก มีนักปั่นชาวต่างชาติที่ปั่นสวนมา ได้ say hi ตามประสา Backpacker ที่ดี

ถึงวัดอาฮาม เป็นวัดเล็กๆ ที่อยู่ติดกับวัดวิชุน ด้านหน้าตรงบันไดทางขึ้นมีรูปปั้นสิงโตแบบพื้นๆ ปูนปั้นสีขาว ปากแดง มีเอกลักษณ์ดี ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าชมราคา 20 บาท คุยกันแล้วชักเงินร่อยหรอ เลยยกยอดไปที่วัดวิชุน เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปกราบพระ ที่น่าสนใจมากคือ ประตูระหว่างวัดอาฮามกับวิชุน  ตัวประตูเป็นปูนปั้น สีขาว หน้าบันเป็นภาพวาดลงสีแดง สวยงามมาก มองจากประตูเห็นพระธาตุหมากโมได้ชัดเจน เป็นเจดีย์รูปทรงแปดเหลี่ยม คล้ายแตงโมผ่าครึ่ง ซึ่งสร้างไว้ที่ด้านหน้าโบสถ์วัดวิชุน วัดนี้เคยเป็นที่ประทับของพระสังฆราชลาว ก่อนที่จะย้ายที่ประทับไปยังวัดใหม่

ความเป็นมาของพระธาตุหมากโม เล่ากันว่าพระนางพันตินะเชียงเบด พระอัครมเหสีของพระเจ้าวิชุนราชโปรดฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากสร้างวัดแล้ว 11 ปี ถือเป็นพระธาตุสำคัญองค์หนึ่งเช่นเดียวกับพระธาตุหลวงในเวียงจัน พระธาตุพนมในประเทศไทย พระธาตุชเวดากองในย่างกุ้ง พระธาตุพุทธคยาในอินเดีย ฯลฯ ค.ศ.1888 โจรฮ่อเข้ามารื้อทำลายเพื่อนำเอาของมีค่าที่ประดับอยู่บนยอดช่อฟ้าของสิมและยอดพระธาตุหมากโม ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณวัด หลังจากนั้น พระเจ้าสักรินทร์ ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ โปรดฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ตามแบบเดิมในปี ค.ศ.1894 

 

makmo.jpg

 

 

 

 

  

เดินข้ามประตูไปมองเห็นโบสถ์วัดวิชุน   หรือสิม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แปลกตาจากโบสถ์วัดอื่นๆ วัดนี้มีอายุกว่า 500 ปี สร้างขึ้นในสมัยเจ้ามหาชีวิตชุนนะราช เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระบางซึ่งถูกอัญเชิญไปใว้ในวังเจ้ามหาชีวิต ซึ่งเป็นพิพธภัณฑ์แห่งชาติ ณ ปัจจุบัน ด้านข้างโบสถ์เป็นร้านขายที่ระลึก ราคาต่อรองได้ (ถูกกว่าตลาดมืดค่อนข้างมาก)

วิชุน หรือ วัดวิชุนะลาด เป็นอีกวัดหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเยี่ยมชม สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด นอกเหนือจากวัดเชียงทอง สัญลักษณ์ของเมืองหลวงพระบาง โดยเสียค่าตั๋วคนละ 10,000 กีบ หรือประมาณ 40 บาท ด้านหน้าสิมจึงมีของที่ระลึกไว้จำหน่าย เช่น โปสการ์ด ตุ๊กตาปู่เยอย่าเยอ ฯลฯ ภายในสิมวัดวิชุนมีศิลาจารึกประดิษฐานอยู่ทั้งหมด 6 หลัก เป็นจารึกอักษรลาว 4 หลัก อักษรธรรม 2 หลัก ทั้งหมดตั้งอยู่บนแท่นไม้เรียงกันเป็นแถวทางด้านซ้ายของพระประธาน "บุนมี นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีลาว เจ้าของบทความชิ้นดังกล่าว เล่าถึงที่มาของการพบศิลาจารึกหลักนี้ว่า เมื่อสงกรานต์ ค.ศ.2001 ได้มาเยี่ยมลูกสาวและลูกเขยซึ่งอยู่ที่บ้านวิชุน เมื่อมีโอกาสจึงเข้าวัดทำบุญ และได้พบศิลาจารึกดังกล่าว
"ปีแรกที่มาได้ถ่ายรูปกลับไปศึกษา เพราะอ่านไม่ออก ผมเข้าห้องสมุดไปค้นคว้า ปี 2002 มาใหม่แล้วเขียนรายงานให้กรมพิพิธภัณฑ์และวัตถุโบราณทราบ ตอนหลังผมมาศึกษาอีก แต่ไม่แน่ใจเรื่องตัวเลข เพราะอย่างเลข 2 ของลาว หางจะชี้ขึ้น แต่ในศิลาจารึกหางชี้ลง จนได้มาเห็นจารึกไทยสมัยอยุธยา เลข 2 หางเป็นแบบนี้จึงสรุปได้" บุนมีเล่าต่อไปว่า จารึกหลักนี้พบที่ไหนไม่มีใครทราบ เพราะเมื่อครั้งที่ขอมเข้ามาตีได้เผาทำลายหมด ภายหลังเมื่อมีการปฏิสังขรณ์วัดนี้แล้ว ฝรั่งเศสได้ให้รวบรวมศิลาจารึกจากวัดต่างๆ มาเก็บรักษาไว้ที่วัดนี้ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยอยู่ที่นี่มา 60 ปี ก็ว่าตั้งแต่มาอยู่ก็เห็นศิลาจารึกนี้แล้ว"

ความทรงจำที่วัดนี้ คือ ภาพถ่ายจั่วน้อย (เณรน้อย) ซึ่งถ่ายออกมาแล้วประทับใจมั่กมาก...รวมถึงปู่เยอย่าเยอและสิงห์แก้ว...ที่ได้มาเป็นของที่ระลึก...แถมบ้าหอบฟาง ปั่นไปทั่วเมืองหลวงพระบางเลย

จาก http://archaeology.thai-archaeology.info/index.php?option=com_content&task=view&id=515