เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น  

                 ผมไปญี่ปุ่นมาครับ ไปด้วยเจตนาสามประการ คือ หนึ่งไปเพื่อติดต่อกับมหาวิทยาลัยชิกะ เพื่อไปเจรจาเรื่องขอความช่วยเหลือทางด้านประสานอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นมาทำการสอน สองไปขยายวงในเรื่องการแลกเปลี่ยนจากสาขาทางภาษาเป็นสาขาอื่นๆที่เป็นไปได้เช่นทางศิลปวัฒนธรรม และสุดท้ายไปประสานในเรื่องการศึกษาดูงานของคณาจารย์ในระดับโปรแกรมวิชา

                        ท่านอธิการบดีมีนโยบายที่ให้คณบดีทำหน้าที่ประสานและติดต่อเจรจาความในเบื้องต้นก่อน โดยได้ให้อำนาจในการเจรจาไว้ระดับหนึ่ง   และได้กำชับว่าการแสวงหาผู้สอนเป็นหน้าที่ของคณบดีโดยตรงในการบริหารการศึกษาเพื่อการพัฒนาบุคลากรของโปรแกรมวิชาให้เข้มแข็งจริงๆ และจะได้ถือโอกาสพาผู้บริหารคณะได้มีโอกาสพบปะทำความรู้จักมักคุ้นกับคณะผู้บริหารของเขาเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในระดับผู้ปฏิบัติงาน ต่อไป ในการติดต่อหรือการต้อนรับจะลงมาถึงระดับผู้ปฏิบัติ เช่นคณะหรือโปรแกรมวิชา จะมีการสร้างสัมพันธภาพให้เกิดความคุ้นเคยยิ่งๆขึ้น

                       ตามพุทธภาษิตที่ว่า  ความคุ้นเคย เป็นญาติอย่างยิ่ง

                      โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวญี่ปุ่น มีธรรมเนียมที่อาศัยความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเป็นรากฐานในการติดต่อ ประสานงาน หากคุ้นเคยกันแล้วอะไรๆก็จะง่ายขึ้นเยอะ

                      ไปคราวนี้ก็เช่นกัน อาศัยอาจารย์กัญญาภัค ยามาโมโต้ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยชิกะประสานกับอาจารย์ที่ปรึกษาเก่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฮาจิมี ฮิราอิ รองผอ.ศูนย์นักศึกษานานาชาติ จึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณบดี รองคณบดีสามท่านและรองผอ. ได้ใช้เวลาร่วมครึ่งวันในการเจรจาอย่างเป็นทางการ

                      อันดับแรก ผมได้พูดถึงปัญหาและความต้องการของเรา ที่จะพัฒนาการสอนภาษาญี่ปุ่นในมหาวิทยาลัยของเราให้สู่ความเป็นเลิศที่สุดในอนาคต โปรแกรมวิชาภาษาญี่ปุ่นเรามีปัญหาเรื่องขาดแคลนผู้สอนที่เป็นเจ้าของภาษามานานแล้ว อาจารย์ญี่ปุ่นที่มาสอนส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครและไม่ได้มีคุณวุฒิการสอนภาษาญี่ปุ่นโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์หนุ่มสาวที่เพิ่งจบมาหมาดๆ ไม่ใช่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สอนและเราอยากให้มาช่วยพัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งคณบดีคณะครุศาสตร์ของมหาวิทยาชิกะ ศาสตราจารย์มูเนโทะซูกู คาวาซิมา ได้รับปากว่าจะช่วยประสานหาผู้เชี่ยวชาญทางภาษาให้จากเครือข่ายที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยอื่น เนื่องจากที่คณะไม่ได้เปิดสอนในภาษาญี่ปุ่นโดยตรง และได้บอกถึงปัญหาในเรื่องเงินเดือนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งต้องพูดกันตรงๆว่าอัตราของเราน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ของเขา ทางออกก็ต้องมุ่งไปยังผู้ที่ประสงค์จะมาประเทศไทยเพื่อการศึกษาหรือทำการวิจัยด้วย หรืออาจารย์อาวุโสที่เกษียณแล้วอยากไปใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

                           ซึ่งท่านคณบดียังแอบมากระซิบให้ฟังทีหลังว่า ตัวท่านเองสนใจ เพราะเคยมาเชียงใหม่หลายครั้ง ชอบใจจนซื้อบ้านไว้ที่เชียงใหม่แล้ว อีกสองสามปีจะมาอยู่แน่นอน(และจะมาสอนให้ด้วย)                

                           ครับ นับว่าเป็นบุญวาสนาที่เราอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาที่ดี ที่เป็นต้นทุนอันล้ำค่าเป็นสมบัติอันประเสริฐ ที่สร้างแรงจูงใจให้เขาอยากมาอยู่กับเรา แต่เราก็ต้องคิดสร้างวิธีบริหารการเงินให้เขาสามารถอยู่กับเราให้นานขึ้นได้

                     นอกจากนั้น ท่านคณบดียังบอกว่าในวาระครบรอบ ๘๐ ปี ที่เราเชิญท่านมาร่วมงาน จะถือโอกาสมาพร้อมกับศาสตราจารย์คิโยฮิโร คิมาตะ ผู้เชี่ยวชาญทางหลักสูตรและการสอน จะได้ใช้เวลาช่วงนั้นช่วยแนะนำหลักสูตร โดยขอให้ส่งหลักสูตรไปให้ศึกษาก่อน ซึ่งผมจะฉวยโอกาสนี้ เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาในระดับนานาชาติเรื่องการพัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาญี่ปุ่น โดยมีท่านคณบดีและศาสตราจารย์ยินดีเป็นวิทยากรให้  

                             ลำดับต่อไป เจรจาประสานในเรื่องการขยายวงการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา ซึ่งในปีนี้ ทางมหาวิทยาลัยชิกะ รับนักศึกษาไทยสี่คน สามคนมาจากของเรา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผลิตนักศึกษาโปรแกรมญี่ปุ่นของเราและท่านเสนอโครงการที่น่าสนใจโครงการหนึ่ง คือ

                             International understanding Project ท่านบอกว่านักศึกษาญี่ปุ่นมีธรรมชาติค่อนข้างขี้อาย เก็บตัว ไม่ค่อยรู้จักวิธีการสื่อสารทางสังคม โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ ท่านจึงอยากให้ผมจัดโครงการรับนักศึกษาญี่ปุ่นสักหนึ่งกลุ่มเป็นโครงการนำร่องและจัดรายการทางเชียงใหม่ให้นักศึกษาทั้งสองชาติได้มีโอกาสพบปะและร่วมกิจกรรมกัน คงจะพัฒนาให้นักศึกษาของเขามีพัฒนาการทางสังคมขึ้น

                             ผมสังเกตดู ก็จริงอย่างเขาว่า ขณะอยู่ในรถไฟใต้ดิน คนญี่ปุ่นขึ้นมาทุกคนจะเงียบ หาที่นั่งที่ยืนได้แล้ว ต่างคนต่างมีกิจกรรมของตน ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือพิมพ์ที่มีติดตัวมาด้วย

                            หากเป็นเด็กวัยรุ่นจะเล่นเกมส์ทางมือถือ ไม่คุยโทรศัพท์นะครับหรือไม่ก็อ่านการ์ตูนกันเงียบๆ เฉยๆจนที่ไม่คุ้นกับบรรยากาศจะรู้สึกอึดอัด พอกลุ่มคนไทยขึ้นมาก็จะคุยเล่นหัวเราะกันเสียงดัง จนบางครั้งทำให้คนญี่ปุ่นต้องหันมามองด้วยสีหน้ารำคาญ พวกเราจึงเงียบบ้างเพราะรู้สึกแปลกปลอมและเสียมารยาท สักพักพี่ไทยพอไม่ได้พูด ก็นั่งหลับเป็นแถว

                           ตามภาษิตที่ว่า เงียบเป็นหลับ ขยับเป็นคุย

                    นอกจากนั้น ผมสังเกตว่าคนญี่ปุ่นมีกิริยาที่มีสัมมาคารวะสูงมาก ดูสุภาพและอ่อนน้อม เช่น เวลาชาวญี่ปุ่นเจอกัน ทั้งสองฝ่ายจะทักทายโดยยืนก้มหัวโค้งให้กันอย่างสุภาพและการโค้งนั้นมีพิธีรีตองพอสมควร คือเมื่อโค้งกันครั้งแรกแล้วนั้น การโค้งครั้งที่สองจะเกิดขึ้นโดยแต่ละฝ่ายจะพยายามก้มตัวให้ต่ำกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเห็นก็พยายามก้มโค้งตอบให้ต่ำกว่านั้น  การโค้งอาจเป็นที่ยุติที่โค้งครั้งที่สาม สี่ ห้า เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพิจารณาว่า ได้แสดงความสุภาพเพียงพอแก่การแล้ว

                        คนตรวจตั๋วรถไฟใต้ดินญี่ปุ่นก็สุภาพมากเช่นกัน นับตั้งแต่แกเปิดประตูก้าวเข้ามาในโบกี้ แกก็ก้มตัวโค้งอย่างงามและอย่างตั้งใจเต็มที่ไม่มีอู้ พร้อมพูดพึมพำพอจับความได้ประมาณนี้ว่า

                        กระผมขอสวัสดีคร้าบ  รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มารับใช้ท่านอีกครั้งในวันนี้ เดี๋ยวกระผมจะขออนุญาตตรวจตั๋วของท่านที่เคารพอย่างสูงทุกท่านนะคร้าบ

                  เมื่อพูดจบ แกก็โค้งอย่างเต็มพิธีการอีกครั้ง โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่า จะมีใครมองหรือฟังแกอยู่หรือไม่ เมื่อเดินมาถึงผู้โดยสารแกก็โค้งให้อย่างสุภาพเป็นรายตัวพร้อมขอตั๋วไปตรวจแล้วโค้งอีกครั้งตอนเสร็จพิธีตรวจ เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจของผู้โดยสารในตู้แล้ว ก่อนจะออกจากตู้ แกก็ก้มตัวโค้งเหมือนตอนขามาอีกครั้งแล้วพูดพึมพำพอได้ยินเสียงว่า

                         กระผมขอกราบขอบพระคุณมาก ในความร่วมมือที่ดีของท่านผู้โดยสารทุกท่าน กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงและซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรับใช้ทุกท่านในโอกาสนี้ หูผมเดาภาษาญี่ปุ่นออกได้ประมาณนี้

                           ผมประมาณการในตู้ที่ผมนั่งอยู่มีผู้โดยสารประมาณสี่สิบกว่าคน คูณด้วยสามโค้ง จะได้ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบกว่าโค้ง หากทั้งขบวนมีสิบตู้ ก็จะเป็นหนึ่งพันสองร้อยกว่าโค้งต่อขบวน !

                  สมมุติว่าแกต้องตรวจตั๋วประมาณสิบขบวนต่อหนึ่งวัน วันหนึ่งแกต้องโค้งไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นสองพันโค้งภายในหนึ่งวัน !!

                  นี่ไม่นับตอนแกเดินกลับบ้าน ที่ต้องโค้งดะไปตามถนนและซอกซอยและตอนเปิดประตูบ้านเจอเมีย รับรองว่าแกต้องโค้งแน่

                       ในเดือนเดือนหนึ่ง สิริรวมแล้วคงไม่ต่ำกว่า สามแสนหกพันโค้งแน่ๆ

                      ในที่สุดการเจรจาเป็นไปด้วยดีและราบรื่น จบท้ายด้วยท่านคณบดีลุกขึ้นไปชะโงกดูดินฟ้าอากาศที่หน้าต่างแล้วกลับมาบอกว่า ตอนบ่ายอย่าไปไหนเลย เลิกล้มโปรแกรมต่างๆเถิด เพราะในขณะนี้ไต้ฝุ่นกำลังมา และบริเวณที่เราอยู่อยู่ในจุดศูนย์กลางไต้ฝุ่นพอดี

                     คณะเราจึงต้องรีบกลับไปนอนอยู่ในที่พักตั้งแต่บ่ายจนถึงวันรุ่งขึ้น นอนดูแต่ทีวีที่มีข่าวทั้งเรื่องของอุทกภัยและวาตภัยทั้งวัน นอนดูหลังคาบ้านที่สั่นเป็นเจ้าเข้า ท้องฟ้าที่มืดมิดในยามกลางวันและแรงลมกับฝนที่โปรยปรายมาตลอดสองวัน

                     นับเป็นประสบการณ์ตรงที่ยืดอกคุยได้ว่ามีโอกาสเจอกับไต้ฝุ่นจังๆมาแล้ว

                     หกวันในญี่ปุ่น ทำให้ผมเข้าใจและนับถือคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมามาก อย่างแรกนับถือในเรื่องความอดทนของคนญี่ปุ่น ในเรื่องของการเผชิญต่อภัยทางธรรมชาติ ความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของเขาเลย ในทางตรงกันข้ามคนญี่ปุ่นจะยอมรับความจริงและปรับตัวให้อยู่ได้กับธรรมชาติเหล่านั้นโดยไม่ปริปากบ่นหรือคร่ำครวญ

                  ภัยธรรมชาติเหล่านี้กลับเป็นวิถีทางในการสร้างสม อบรมบ่มปัญญาด้วยซ้ำ       

                    เช่น สร้างบ้านไม่ใหญ่โตเกินไปไม่ต้านแรงลมและมีโครงสร้างที่สร้างด้วยวัสดุเบา ไม่เป็นอันตรายต่อคนอาศัยเมื่อยามพังพินาศด้วยแรงลมและหากจะสร้างใหม่ก็สร้างได้เร็วโดยไม่เสียกำลังใจ คนญี่ปุ่นอาศัยในหมู่เกาะ ที่มีพื้นที่แคบๆและจำกัด

                  แต่ความแคบและในความจำกัดของเนื้อที่นั้น กลับทำให้ชาวญี่ปุ่นเห็นคุณค่าของการใช้พื้นที่ว่าง โดยเฉพาะเป็นการใช้ที่มีทั้งคุณค่าทางประโยชน์การใช้สอยและคุณค่าทางความงาม จึงเป็นความจำกัดที่สร้างอุปนิสัยให้คนญี่ปุ่นเป็นคนที่ระมัดระวังในการใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                 เป็นปัจจัยทำให้คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีอารมณ์และการแสดงออกทางสุนทรียภาพสูงมาก

                  ดังจะเห็นได้จาก ศิลปะการจัดดอกไม้เพียงดอกเดียวปักอยู่ในแจกันให้งามได้อย่างน่าพิศวง มีพื้นที่หน้าบ้านแคบๆเพียงหนึ่งคูณสองเมตร ก็เนรมิตให้เป็นสวนญี่ปุ่น ที่วางก้อนหินเพียงก้อนเดียวและขุดแอ่งน้ำเล็กๆเพียงหนึ่งแอ่ง แต่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงภูเขาและแม่น้ำได้ หรือจัดวางกองเม็ดกรวดเล็กๆเพียงไม่ก้อนแต่สะท้อนภาพธรรมชาติของแผ่นดินออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

                 <p style="text-align: center">ขนม</p> <p style="text-align: center"> </p>

                   แม้ขนมเพียงหนึ่งก้อน เขาจะพิถีพิถันห่อให้สวยงามและนำมาวางประดับโชว์ไว้อย่างประณีต เพราะวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่น เป็นศิลปะชั้นสูงที่มีการสร้างอารมณ์ทางสุนทรียภาพให้เกิดขึ้นทางใจก่อน ให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งนั้นๆอย่างแท้จริงทั้งทางรูปลักษณ์และทางสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะกิน

</span><p>                  ตามคติของพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ คือการพิจารณาทุกอย่างก่อนเสพ</p><p>                 เล่ามาเพียงอยากให้รู้ว่าคนญี่ปุ่นที่ทำได้อย่างนี้ ไม่ใช่ยกย่องว่าเขาเก่ง แต่ชี้ให้เห็นว่า เป็นเพราะเกิดจากการบ่มเพาะทางธรรมชาติและวัฒนธรรมและการสั่งสมวิถีทางปัญญาจากบรรพชน คนญี่ปุ่นจึงเป็นคนที่เข้าถึงธรรมชาติและนับถือธรรมชาติแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน</p><p>                 แต่คนญี่ปุ่นก็ยังมีอะไรที่ดูขัดๆกันอยู่บ้างไม่ได้กลมกลืนไปอย่างที่ผมว่าไปทั้งหมด เช่น ท่ามกลางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม วัดวาอารามที่ดู สงบ นิ่ง ผมเห็นคนญี่ปุ่นเดินเร็ว เร็วแทบเป็นวิ่ง เป็นกันหมดร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้า อาจมาจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบและต้องต่อสู้กับเวลาที่ต้องเสียไปกับภัยทางธรรมชาติ </p><p>                 ผมเห็นรถไฟด่วน ชินคันเซน (Bullet train) ที่วิ่งมาทีวูบวาบเร็วจนตาลาย ผมเห็นเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นที่วิ่งเร็วตามแฟชั่นโลกตะวันตกจนแทบจะเลยหน้าฝรั่งไปแล้ว          </p><p>                 เด็กผู้ชายส่วนใหญ่แต่งกายแบบแรบสเตอร์ ส่วนเด็กผู้หญิงกลายเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ย้อมผมทองนุ่งกระโปรงสั่นเต่อน่าหวาดเสียว ผมเห็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ในวัยทำงานใส่สูทเต็มยศและเลิกงานก็เข้าพับดื่มเหล้าจนเมาถึงจะกลับบ้าน และผมเห็นเห็นความเจริญก้าวหน้าทางอีเล็คทรอนิกส์ที่รุดหน้าไปอย่างน่างงงวย</p><p>                  เป็นภาพที่มีให้ดูสองด้านที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง</p><p>                  ตอนขากลับ ผมหันไปมองสวนญี่ปุ่นอีกครั้งและนึกภาวนาอยู่ในใจ</p><p>                 ขอให้คนญี่ปุ่นรักษาความเป็นญี่ปุ่นไว้ให้นานที่สุดให้ได้เถิด</p><p>                  ผมจะกลับไปพยายามรักษาความเป็นคนไทย และรักษาเชียงใหม่ให้เป็นเชียงใหม่ให้นานเหมือนกัน </p><p>                  ซาโยนาระ ปะกันใหม่คราวหน้าครับ</p><p>                                                                                                                     </p><p> </p>