เมื่อวาน(17 ธันวาคม 2549)  คณะของเราเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี  ระยะทางจากบุรีรัมย์ ถึงอุบล ไม่ใช่ใกล้ ๆ เป็นหลายร้อยกิโลเมตร ระหว่างทางทำให้คิดอะไรได้หลากหลายเรื่อง          
               
จากภาพที่ผ่านสายตาทำให้มองเห็นความจริงที่ว่า พื้นที่ที่ผ่านมีทั้งความเขียวขจี และพื้นที่โล่ง บางพื้นที่จะมีความเขียวขจีเป็นหย่อม ๆ  ที่มองเห็นสีเขียวจะชัดเจนมาก ถ้าสังเกตให้ดีจะรู้ได้ทันทีว่านั่นคือบริเวณที่ได้รับการจัดกระบวนการ และการเอาใจใส่ในการปลูกการทำกินเข้าไปในการทำแปลงนา หรือที่นาผืนนั้นให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะแตกต่างจากที่นาหรือแปลงนาข้างเคียงที่มีความแห้งแล้ง หาต้นไม้ไม่มี มีแต่คันนาแห้งผาก ลมแล้งพัดแรงเห็นฝุ่นคลุ้งกระจาย แปลงนาบางแปลงมีเสาปูน ล้อมรอบด้วยลวดหนามมองเป็นบริเวณกว้างแต่ยังไม่มีสิ่งใดที่เป็นสีเขียวเกิดขึ้นในแปลงนานั้นเลย  พร้อมกับเห็นการก่อสร้างอาคารกำลังเริ่มต้นขึ้น ทำให้คิดได้ว่า คงจะเป็นที่นาของนายทุนที่กว้านซื้อเพื่อทำประโยชน์ทางการค้า ซึ่งไม่ใช่การทำนาแน่นอน บางพื้นที่ที่เห็นเป็นป่าทึบมีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด (เฉพาะริมข้างถนนดำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ข้างในหรือลึกเข้าไปต้นไม้อาจจะเป็นป่ายูคา  สนามกอล์ฟ หรือ รีสอร์ท ของใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ ) จะเป็นป่าสงวนหรือพื้นที่จับจองก็ไม่แน่ใจ
         
              
ส่วนที่มองเห็นเป็นหย่อมสีเขียวนั้นมีประปรายนาน ๆ เจอสักแปลง แต่ก็ยังดีที่มีให้เห็นบ้าง เพราะเป็นส่วนที่ทำให้มองเห็นได้ว่าชาวนาส่วนหนึ่งเริ่มชีวิตที่มีความพอเพียงเข้ามาใช้ หรืออนุรักษ์วิถีชีวิตของการปลูกการสร้างเพื่อสะสมทุนหรือเพื่อเลี้ยงชีพตนเองไว้บ้าง
         
               
แต่ถ้ามองย้อนลงไปอีกทำให้คิดได้ว่า ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญ ทางเศรษฐกิจของคนจน แต่ทรัพยากรเหล่านี้มักถูกแย่งชิงไปจากคนจน โดยรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจในการแย่งชิง
 อื่น ๆ  ดังจะเห็นได้จากการที่คนจนถูกขับไล่ออกจากป่าสงวนแต่มีการยอมให้สิ่งปลูกสร้าง รีสอร์ท สนามกอล์ฟ เข้าไปได้   ควรจะมีการปฏิรูปกฎหมายให้สิทธิแก่ชุมชนในการดูแล การใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนจนหายจนได้