การพัฒนาทรัยากรมนุษย์ในสังคมไทยต้องเริ่มจากการมีศรัทธาและความเชื่อแห่งคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์
สวัสดีลูกศิษย์กลุ่มมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และชาว Blog ทุกท่าน
ในวันอังคารที่ 19 ธันวาคมนี้
ผมได้รับเชิญให้บรรยายเรื่อง
"การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย"
ให้แก่นักศึกษาปริญญาโทภาคพิเศษสาขาจิตวิทยาชุมชน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็อย่างเช่นทุก ๆ
กลุ่มที่ผ่านมาที่ผมอยากจะให้ความรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนได้ถูกนำมาประมวลสรุป
และถ่ายทอดไปสู่คนอื่น ๆ ในสังคมด้วย ก็ขอให้ใช้ Blog
นี้เป็นสื่อกลางของพวกเรา
สำหรับผู้ที่สนใจที่จะเข้าไปดูข้อมูลของรุ่นก่อนนี้ก็
คลิ๊กไปที่ Blog:ทรัพยากรมนุษย์ที่
ม.เกษตร
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ นักศึกษา ม.เกษตร และท่านผู้อ่านทุก
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสรู้จักกับนักศึกษา ป.โท จิตวิทยาชุมชน ทุกท่าน………….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p>ในระหว่างที่พวกท่านชม วีดีโอ อยู่ในชั้นเรียน ผมถือโอกาสแนะนำเรื่องการเขียน Blog ซึ่งนักศึกษาจะต้องส่งให้ ศ.ดร.จีระ ครับ ……… </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งแรก นักศึกษาควรร่างข้อความลงใน โปรแกรม word ใน window ให้เรียบร้อยก่อน ตรวจสอบคำผิด แก้ไขให้ถูก จัดย่อหน้า เติมสีตามต้องการ เสียก่อน ผมแนะนำให้ใช้ตัวอักษรแบบ Tahoma ขนาด 14 เขียนข้อความ ตามที่ ศ.ดร.จีระ ต้องการ เช่น เรียนกับ ศ.ดร.จีระ ได้ประเด็นอะไรบ้าง และมีความคิดเห็น เสนอเพิ่มเติมต่อยอดได้อย่างไร เช่น สำหรับผม ได้ฟัง ศ.ดร.จีระ พูดชั้นเรียน มีคำที่น่าสนใจหลายคำเช่น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">HR, Psychology, Strategy, Performance: Head, Heart, Fact, Integrity, Feeling, Respect, Strategy, Excellence</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คำเหล่านี้ ผสมผสานบูรณาการได้ว่า อาจารย์สอนให้เรารู้เรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์(คน) โดยมีหลักจิตวิทยาที่ดี อย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อให้คนได้มีขวัญกำลังใจมีจิตใจที่ดี นำไปสู่ความคิดทำงานอย่างมีสติ ซึ่งต้องอาศัยหลักจิตวิทยา ใช้อารมณ์ ความรู้สึกร่วมที่ดี การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องมียุทธศาสตร์การจัดการเรื่องคนที่ดี ให้คนยอมรับความจริง ยอมรับในวิสัยทัศน์องค์การ นำไปสู่ผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยมในแต่ละคนได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แน่นอนว่าการจะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีความเชื่อ ๆ ว่า “คนหรือทรัพยากรมนุษย์นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่าทรัพยากรใด ๆ ในองค์การ” ถ้ามีความเชื่อเช่นนั้น ก็จะมีวิธีการในการปฏิบัติต่อทรัพยากรมนุษย์ที่ดี ออกมา ครับ ………</p><p>สรุป เรื่อง Psychology to Strategy through HR to High Performance สำหรับการเรียนในวันนี้ อย่างน้อย ได้ข้อคิดเกี่ยวกับ </p><p>· HR บริหารคนให้มี Head, Heart, Fact, Integrity</p><p>· Psychology ใช้จิตวิทยา อย่างมีFeeling</p><p>· Strategy ใช้ยุทศาสตร์ให้คนยอมรับ Respect</p><p>· Performance: ให้คนทำงานได้ดี มีผลงาน ที่ยอดเยี่ยม อย่างมีกลยุทธ์ Strategy, Excellence </p><p> </p><p>สวัสดีครับ </p><p>ยม </p><p>นักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต </p><p>081-9370144 </p><p>[email protected]</p>
กราบเรียน ศ. ดร. จีระ ที่เคารพและสวัสดีนักศึกษาปริญญาโทจิตวิทยาชุมชน ม. เกษตรฯ ทุกท่านค่ะก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบกราบพระคุณ ศ. ดร. จีระ ที่ให้โอกาสเข้ามาแชร์ความรู้ในการเรียนการสอนของอาจารย์ ซึ่งเป็นบรรยาศการเรียนรู้ที่ดีมากเป็นการเรียนการสอนในห้องเรียนโดยผู้เรียนมีส่วนร่วมกับอาจารย์ผู้สอนอย่างแท้จริง ( Two way communication) ค่ะ …. ฉันขอสรุปและขออนุญาตแชร์ความคิดเห็นกับหัวข้อที่อาจารย์ได้สอนในเรื่อง Psychology to Strategy though HR to High Performance ดังนี้ค่ะ อาจารย์ได้สอนในหัวข้อเรื่อง Psychology to Strategy though HR to High Performance 1. Head Heart Fact Integrity = เป็นหัวใจของ HR2. Feeling = Psychology เป็นเทคนิค ในการสร้าง แรงจูงใจ (motivation)ตาม ทฤษฎี TA หรือ ABC A (affective) = มีอารมณ์ มีความชอบ B (behavior) = นำไปสู่การเกิดพฤติกรรม ที่เหมาะสม C (cognitive)= นำมาสู่ความเข้าใจ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">Psychology เป็นเทคนิค ที่ทำให้เกิด mindset และopen mind ที่ดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">+ สุ จิ ปุ ริ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">+ IT + Creativity= learn long life = knowledge</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"> นำไปสู่ การกำหนดเป็น </p>Strategy = Respect <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. Excellence= เกิดเป็น </p> High Performance อาจารย์สอนให้เรารู้ว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นทุนที่สำคัญในการพัฒนาองค์กร และประเทศชาติ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นเราสามารถทำได้โดยอาศํยเทคนิคทางด้านจิตวิทยา เพราะจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราศึกษาการเกิดพฤติกรรมมนุษย์และทำให้เกิดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ในโลกเป็นอย่างดี มนุษย์จะพัฒนาได้ต้องอาศัยหลักจิตวิทยาเรื่องการเรียนรู้ การเรียนรู้ทำให้เกิด knowledge การมีองค์ความรู้จะทำให้มนุษย์สามารถคิดเป็นทำเป็น และสร้างเป็นกลยุทธ์ เพื่อใช้ในการการแข่งขันกับคุ่แข่งในยุคโลกาภิวัฒน์ ได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน (Strategy = Respect)ผลที่ตามมาคือ ทำให้เกิดExcellence และนำไปสู่การเกิด High Performanceตามลำดับ ค่ะ ด้วยความเคารพอย่างสูง และสวัสดีค่ะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> A’ Lotus</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">นักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">[email protected]</p>
กราบเรียน ท่านอาจารย์ศ.ดร.จีระ ที่เคารพ ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ และขอกล่าวสวัสดีทีมงานทุกท่านที่เข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนในวันดังกล่าว เพื่อนร่วมรุ่นจิตวิทยาชุมชน และผู้อ่านทุกท่าน
ก่อนอื่นต้องขอกล่าวขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระเป็นอย่างสูง ที่กรุณาให้เกียรติมาเป็นอาจารย์รับเชิญพิเศษในการจุดประกายทางความคิดให้แก่นิสิตปริญญาโทจิตวิทยาชุมชน แห่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ อีกทั้งยังได้มอบโอกาสอันดียิ่งให้แก่นิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนได้ศึกษาภูมิปัญญาทางความคิดจากหนังสือ 2 เล่มที่ท่านอาจารย์มีความตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์แก่ลูกศิษย์ นั่นคือ หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ และหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ตามทัศนะของดิฉันนั้น ทั้ง 2 เล่มถือเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่งแก่การเป็นมรดกทางความคิดในการสืบสานเจตนารมณ์ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ให้ปรากฎแก่คนไทยรุ่นต่อๆ ไป อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างพลังขับเคลื่อนแห่งมหาชนในอันที่จะผลักดันให้เกิดแนวนโยบายอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงสืบต่อไปในอนาคต
โดยทั่วไปแล้ว ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในสังคมไทยนั้น คนไทยมักมีลักษณะที่เป็น conformable people ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นsoft culture เช่นนั้นแล้วจึงไม่แปลกที่จะเกิดภาวะalienation ขึ้นได้ง่ายมากในสังคมไทย นำมาซึ่งปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นตามมาอย่างมากมาย และมีความสัมพันธ์ในลักษณะreciprocal ต่อการพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่นนั้นแล้ว การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระดับชาติที่มุ่งเน้นในเรื่องทรัพยากรมนุษย์เป็นสำคัญดังเช่นปัจจุบันนี้ จึงเป็นการเดินในทิศทางที่เปรียบดังสุภาษิตที่ว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ดังเช่นปัญหาใดๆ ก็ตามที่ได้รับการแก้ไขจากต้นเหตุที่แท้จริง จะำได้รับผลลัพธ์ที่ยั่งยืนจากทางออกของปัญหานั้น ซึ่งจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี 8 H’s ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ หรือทฤษฎี 8 K’s ของท่านอาจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ก็ดี ล้วนเป็นทฤษฎีที่ได้ชี้บ่งอย่างครอบคลุมถึงประเด็นอันควรปลูกฝังและเสริมสร้างให้เกิดมีขึ้นแก่ประชาชนชาวไทย ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ชี้นำให้เห็นถึงความสามารถในการนำมาปรับใช้ในองค์การต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
แล้วด้วยสังคมโลกที่เป็น globalization ในปัจจุบันที่ย่นย่อโลกให้เล็กลงไปในถนัดตาในแบบflat world ภาวะความแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทุกองค์การมีความจำเป็นต้องปรับตัวให้ก้าวทันอยู่เสมอเพื่อความอยู่รอด ซึ่งสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบทสนทนาของนักคิดและนักปฏิบัติในด้านทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้แห่งยุคของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และท่านอาจารย์ดร.จีระ ล้วนเป็นบทสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ในการปรับตัวดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ดิฉันในฐานะของนิสิตปริญญาโทสาขาวิชาจิตวิทยาชุมชน แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ผ่านประสบการณ์ในส่วนงานฝึกอบรมและทรัพยากรบุคคล ของโรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยา ในเครือดุสิตธานี ได้รับประโยชน์จากการเ้ข้ารับการถ่ายทอดและจุดประกายทางความคิดจากท่านอาจารย์ดร.จีระ เป็นอย่างสูง และจะขออนุญาตนำแนวคิดต่าง ๆ จากท่านอาจารย์มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไปในอนาคต
ด้วยความเคารพอย่างสูง
พิมพ์ลดา บวรวิชญ์ศรีกุล
รหัสประจำตัวนิสิต 48684443
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ น้องโลตัส คุณพิมพ์ลดาและนักศึกษา ม.เกษตรทุกคน
ผมติดตามอ่าน blog นี้ พบว่า คุณพิมพ์ลดา บวรวิชญ์ศรีกุล เป็น น.ศ.คนแรก ที่เขียนเข้ามา และเขียนได้ชัดเจน ตัวอักษรใหญ่ ชัดเจนดี
เริ่มเห็นแวว คนมีไฟ ไวต่อการเรียนรู้ น.ศ.ที่ยังไม่ได้ส่งมาเรียบส่งก่อนติดอันดับป๊วย น๊ะครับ
สวัสดี
ยม
กราบเรียน ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ที่เคารพ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์และคณะที่ได้ให้เกียรติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาบรรยายและให้ความรู้แก่นักศึกษาปริญญาโทสาขาจิตวิทยาชุมชน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งในการเข้าร่วมชั้นเรียนในครั้งนี้ทำให้ดิฉันได้รับบรรยากาศแปลกใหม่ในการเรียนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดตามอยู่ตลอดเวลา ในฐานะที่ดิฉันเป็นนักศึกษาจิตวิทยาชุมชนคนหนึ่งขอกล่าวอย่างจริงใจว่าการเรียนในวันนี้ทำให้แรงจูงใจในการทำงานและการเรียนที่บางครั้งดูเหมือนลดระดับลงไปได้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะทุกคำพูดของอาจารย์แทรกเข้าไปในทุกอณูของเส้นหยักในสมองเลยทีเดียว เนื่องจากดิฉันเองทำธุรกิจส่วนตัว ดังนั้นการดูแลและปกครองพนักงานจึงเป็นเรื่องยากเพราะคนมีลักษณะแตกต่างกัน บางคนหัวอ่อนว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน นายสั่งอย่างไรก็ทำตามนั้น ในขณะที่บางคนหัวรั้นมีความคิดที่เชื่อมั่นว่าตนเองทำถูกทำดี จนกลายเป็นความก้าวร้าว แต่เมื่ออาจารย์ได้สอนเรื่องPsychology to Strategy through HR to High Performance ซึ่งหมายถึงคำ 4 คำนั่นคือ Psychology คือจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ Feeling หรือความรู้สึก Strategy เป็นการใช้ยุทศาสตร์โดยดูจุดอ่อนและจุดแข็งของคน HR การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ High Performance การทำให้คนมีศักยภาพสูงสุด ดิฉันจึงเกิดความตั้งใจที่จะบริหารองค์กรของตนเองให้มีศักยภาพให้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นในเชิงของจิตวิทยา และการใช้กลยุทธ์ต่างๆที่อาจารย์ได้เขียนไว้ในหนังสือทั้งสิงเล่มคือหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ และหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ในเล่มแรกนั้นทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่า “คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดนั้น” ขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่หรือปล่อยให้เป็นเพียงแค่ปรัชญาองค์กรที่ท่องกันได้แต่ปากเท่านั้น หรือแม้แต่เรื่องของ Loyalty ที่เจ้าของแนวคิดทฤษฎีคือ Maslow ของเรานั่นเอง ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาเพราะดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์ว่า ถ้าเราให้เกียรติ มอบความไว้วางใจ รับฟังความคิดเห็น ให้ความปลอดภัยในการทำงาน แล้วบรรยากาศที่ดีในการทำงานย่อมเกิดขึ้นแน่นอนซึ่งสิ่งนี้ทำให้พนักงานอยากอยู่และขับเคลื่อนองค์กรไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ส่วนหนังสือเล่มที่ 2 เป็นเนื้อหาและทฤษฎีใหม่ที่ดิฉันไม่เคยได้ทราบมาก่อน แต่ทั้ง 2 ทฤษฎี 8Hs และ 8Ks ก็มีบางตัวที่ดิฉันเคยใช้ในการทำงานมาบ้าง เช่น Heart หรือทุนทางจริยธรรม ที่ได้ตระหนักว่าคุณงามความดีคือสิ่งที่ยั่งยืนและไม่มีวันหมด ดิฉันได้ใช้หลักบริหารโดยใช้ธรรมะมาผสมผสาน เช่น พรหมวิหาร 4 , การใช้ขันติ เพราะการที่เรามีจิตใจเมตตา กรุณา ยุติธรรม ซื่อสัตย์ อดทน อดกลั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา การควบคุมดูแลคนในปกครองย่อมเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามหากการเรียนและการอ่านหนังสือไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ทฤษฎีก็เป็นแค่เพียงตัวหนังสือ แต่ดิฉันมั่นใจว่าถ้าเรามีความตั้งใจจริงแล้วทุกอย่างย่อมกำหนดได้ด้วยตนเองสุดท้ายต้องขอบกราบขอบคุณผศ.หญิง ดร.งามละมัย ผิวเหลืองที่เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มอาหารเสริมทางสมองให้กับพวกเราจึงได้กรุณาเรียนเชิญ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเชิงจิตวิทยาครั้งนี้ ดิฉันจึงหวังไว้ว่าจะนำความรู้ครั้งนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและองค์กรให้มากที่สุดด้วยความเคารพอย่างสูงนางสาตพร เทพคุ้มกันเลขประจำตัว 48684625
กราบเรียน ท่านอาจารย์ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมย์ที่เคารพ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้: บทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของนักคิดและนักปฏิบัติแห่งยุค” คือ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมย์ กับหนังสือเรือง “2 พลังความคิด ชีวิตและงาน: ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยทฤษฎี 8H’และ 8K’s” ของ 2 ผู้นำนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ คือ คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์และศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมย์ ทำให้เกิดความแน่ใจว่า “คน”เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าประเทศจะร่ำรวยด้วยทรัพยากรอื่นๆมากมาย เช่น บ่อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เหมืองทอง หรืออัญมณี แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน ถ้าประเทศนั้นปราศจากคนที่มีคุณภาพแล้วก็ไม่อาจรักษาไว้ หรือทำประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ได้เลย ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือทรัพยากรในประเทศที่ประชาชนขาดความรู้ ด้อยคุณภาพ จะกลายเป็นตัวชักนำปัญหาเข้ามาสู่บ้านเมือง ก่อให้เกิดจลาจลวุ่นวาย อย่างที่เห็นในส่วนต่างๆของโลก เช่นในตะวันออกกลาง และทวีปอัฟริกา จากแนวคิดที่ข้าพเจ้าได้รับจากการอ่านหนังสือทั้ง 2 เล่ม ทำให้ได้ทราบความสำคัญของทุนมนุษย์(Human Capital) ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องได้รับความรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สร้างความเข้าใจในเรื่องวิชาการเท่านั้นหากยังต้องเน้นให้ทุนมนุษย์มีจริยธรรม เป็นคนดี สุจริต ยึดมั่นในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือความพอเหมาะพอควร ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การพึ่งตนเองได้ แนวคิดดังกล่าวนี้จะเป็นประโยชน์มากกับงานของข้าพเจ้าในฐานะครูซึ่งมีหน้าที่ สั่งสอนให้ความรู้และอบรมให้เด็กเป็นคนดี ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จากการอ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มทำให้ได้เห็นแนวทางว่าการเรียนรู้เป็นเพียงการปูพื้นฐานทางทฤษฎี ที่สำคัญเด็กควรมีโอกาสลงมือปฏิบัติจริงให้มากที่สุด เพราะเมื่อได้ลงมือทำด้วยตนเองก็จะซึมซับความรู้นั้นได้มากกว่าการท่องจำ จะทำให้เขารู้จริงและติดตัวเขาไปได้นาน รวมทั้งการสร้างนิสัย รักการอ่านให้กับเด็กๆควรทำตั้งแต่วัยเยาว์และต่อเนื่องไปตลอด เพื่อให้เขาได้มีโลกทัศน์ที่กว้างขวาง สามารถตามทันการเปลี่ยนของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้อาจทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กในปัจจุบัน จะดึงเวลาของเด็กไปมากไม่ว่าจะเป็นเกมคอมพิวเตอร์ รายการ variety show ทางโทรทัศน์ รวมทั้งการเที่ยวเตร่ อย่างไรก็ตามในยุคโลกาภิวัฒน์ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นประโยชน์ได้เช่นกัน หากเด็กและเยาวชนแบ่งเวลาให้แก่กิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม การจะชักจูงให้เด็กรู้จักแบ่งเวลาในกิจกรรมแต่ละประเภท ถือเป็นประเด็นหนึ่งในการสร้างคุณสมบัติที่ดี แก่ทรัพยากรมนุษย์ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต ซึ่งหากเด็กมีการเริ่มต้นที่ถูกต้อง ก็จะมีการพัฒนาไปเรื่อยจนเมื่อเข้าช่วงชีวิตของการทำงาน ก็จะทำงานได้อย่างมี harmony ซึ่งจะช่วยลดความเครียดของเขาไปได้ระดับหนึ่ง เพราะเขาสามารถจัดการกับความสำคัญของเงื่อนไขต่างที่เขาต้องเผชิญในชีวิตได้ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของความสับสน การสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นสูง และการสร้างทุนมนุษย์เป็นทั้งคนเก่งและคนดีซึ่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากหนังสือทั้งสองเล่ม นั้น เป็นหลักการที่ข้าพเจ้าจะนำไปปรับใช้กับการสอนของข้าพเจ้า ซึ่งคาดว่าจะสร้างคุณภาพให้กับนักเรียนของข้าพเจ้าได้ สิ่งสุดท้ายที่ได้รับ นอกเหนือจากแนวคิด คือวิธีการทำงานจนประสบความสำเร็จในชีวิตของทั้ง 3 ท่านซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับทั้งในผลงานและการวางตัว ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในชีวิตของคนจะต้องพบเจออุปสรรคต่างๆมามากมาย แต่ทั้ง 3 ท่านก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิด การวางตัว ของท่านเหล่านั้น สามารถเอาชนะอุปสรรคและเป็นต้นแบบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการแสวงหาความรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งหากมีผู้ปฏิบัติตามท่านทั้งสามได้มากเท่าใด ทุนมนุษย์ของประเทศไทย ก็จะได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น ด้วยความเคารพอย่างสูง น.ส. ศุภธิดา ไขรัศมีรห้ส 48684583
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ และคณาจารย์ทุกๆท่านกระผมชื่อประภาส เที่ยงธรรม เป็นนิสิต ป.โท รหัส 48684393 นับได้ว่าเป็นผู้ที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสรับฟังการบรรยาย จากอาจารย์และคณะ บอกตามตรงๆนะครับ อยากฟังพี่ๆพูดมาก ๆ หากมีเวลาและโอกาสครั้งหน้าขอเวลาพี่ๆช่วยแนะสิ่งดีๆอีกสักครั้งนะครับเอาล่ะไหนๆ อาจารย์ก็บอกให้คุยกันแบบสบายๆ ถือซะว่าอ่านเรื่องสั้นประเภทสมจริง ก็แล้วกันนะครับ เรื่องนี้มีอยู่ว่า…จากหนังสือและข้อมูลที่อาจารย์ได้รังสรรค์ทุ่มเท ถ่ายทอดให้เป็นเกษรภาษาประทานเป็นองค์ความรู้แก่ลูกศิษย์ทั่วโลก แน่นอนครับ “ความรู้จากการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตสู่ชีวิต มีคุณค่ายิ่งกว่าคำอธิษฐานใดๆที่อ้างถึง” ผมว่าอาจารย์แนะนำได้ชัดเจน และน่าติดตามโดยเฉพาะ ทฤษฎี 8 K’s ซึ่งยกมาสรุป พอสังเขป ได้ดังนี้ (1) Human Capital ทุนมนุษย์(2)Intellectual Capital ทุนทางปัญญา(3) Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม(4) Happiness Capital ทุนแห่งความสุข(5) Social Capital ทุนทางสังคม(6) Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน(7) Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ(8) Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ ทั้งหมดที่อาจารย์ได้กล่าวถึง ผมชอบคำนี้มาก คือ คำว่า ทุน เพราะแค่เราคิดถึงคำว่า “ทุน” ก็รู้สึกได้กำไรแล้วครับ ทุกคนมีทุนอยู่กับตัว แต่คนเรามักจะมองไม่เห็น ลืมไป หรือมองผ่าน อยู่เสมอ … ผมว่าได้อาจารย์มาเคาะกระโหลกแบบนี้ ทำให้รู้สึกกระตื้อรือร้น ตื่นจากหลับใหล รู้สึกท้าทาย ทำให้กล้าที่จะก้าวข้ามความล้มเหลว ความท้อแท้ ที่กำลังตกผลึก อยู่ในเส้นใยประสาทส่วนกลางได้ดี และทำให้มองเห็นทุนที่มีอยู่ในตัวเอง อยู่ข้างหน้า และอยู่รอบตัวอีกตั้งเยอะแยะ อนึ่ง การชมชอบการสอนแบบถึงลูกถึงคนแบบนี้ หาใช่ว่าผมเป็นคนชอบซาดิสก์ไม่ แต่การสอนแรงๆ ตรงๆ และเน้นๆแบบนี้ ผมถึงว่าแจ่มแจ้ง กล้าบอกและเก่งจริงดี สรุปให้เห็นคุณค่า ภาพลักษณ์ของทรัพยากรมนุษย์และการศึกษาขึ้นอีกตั้งเยอะคราวหน้าขอให้พี่ๆและอาจารย์อดีตรัฐมนตรี (หรือผู้ช่วยฯ ผมจำไม่ได้) แนะนำเพิ่มเติมเยอะๆด้วยนะครับ … ขอบพระคุณอาจารย์ คณาจารย์ และพี่ๆทุกคนครับ ประภาส เที่ยงธรรม รหัส 48684393
จากการที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ในหนังสือ “ ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้” ของท่านพารน อิศรเสนา ณ อยุธยา และศ.ดร.จีระ หงษ์ลดารมภ์ ทำให้ข้าพเจ้าจุดประกายในการที่เห็นมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ ทุกสิ่งทุกอย่างในการที่จะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จแต่ละอย่างล้วนเกิดจากความสามารถของมนุษย์แทบทั้งสิ้น จะเห็นว่าประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่พร้อม ทั้งสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ทำให้ประเทศไทยนั้นมีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากมาย แต่เหตุใดประเทศไทยของเราจึงไม่มีการพัฒนาประเทศเท่าที่ควรจะเป็น หนังสือเล่มนี้ทำให้ตัวข้าพเจ้า ได้เข้าใจอะไรที่เป็นสาเหตุของการพัฒนาประเทศที่มีความล่าช้า นั้นคือเราขาดตัวแปรที่มีความสำคัญในการที่จะพัฒนาประเทศของเรา ตัวแปรที่ว่าก็คือทรัพยากรมนุษย์นั้นเอง ที่ว่าเราขาดไม่ได้เป็นเพราะเราไม่มี แต่เรายังใช้ทรัพยากรอันนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประเทศไทยยังขาดการให้ความสำคัญกับมนุษย์เท่าที่ควร จากที่ผ่านมาในการดำรงชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่คิดที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนหรือคิดว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอะไรมากมาย บางครั้งยังมีความคิดว่า ใครจะทำอะไรก็ช่างมันไม่ใช่เรื่องของเรา เราเพียงแต่ทำตัวเองให้ดีที่สุดก็คิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว หนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้” ทำให้ข้าพเจ้าจุดประกายตัวเองในการที่จะ พัฒนาตนเอง การพัฒนาผู้อื่น เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยต่อไปอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าอยากจะนำคำกล่าวในหนังสือตอนหนึ่งที่ว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราจะต้องมีความเชื่อในสิ่งนั้นเสียก่อน ถ้าคุณมีความเชื่อ หรือมีความศรัทธาว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นประโยชน์ มันก็จะทำให้เราเกิดความมุ่งมั่น และกำลังใจและจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ” ข้าพเจ้าในฐานะที่กำลังศึกษาในด้านของจิตวิทยาชุมชนถ้าพูดถึงในด้านของความเชื่อ(Belife)และ แรงจูงใจ(Motivation)นั้น มีความสำคัญมากในการแสดงออกทางพฤติกรรมในด้านต่างๆของมนุษย์ ซึ่งถ้าหากมนุษย์มีสองอย่างนี้แล้วมนุษย์ก็สามารถจะทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการ อีกอย่างตัวแบบ (Model)ที่ดีก็มีความสำคัญต่อการแสดงพฤติกรรม ดังเช่น ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่านทำงานอุทิศตนเพื่อการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าหากถามท่านว่า ท่านเหนื่อยไหม กับการทำงาน ท่านอาจจะตอบว่าเหนื่อย แต่การเหนื่อยของท่านนั้นมันปนด้วยความสุขจากการทำงาน นั้นเป็นเพราะท่านมีความเชื่อว่า และแรงจูงใจว่า การทำงานของท่านในวันนี้ จะส่งผลให้ประเทศไทย และคนไทยนั้นมีการพัฒนาขึ้นในอนาคต นั้นคือท่านเป็นตัวแบบ(Model)ที่ดี เมื่อมนุษย์มีทั้งความเชื่อ แรงจูงใจและตัวแบบที่ดีก็จะเกิดการต้องการอยากเรียนรู้ การเรียนรู้ที่เกิดในหนังสือเล่มนี้ต้องการที่จะให้มนุษย์นั้นมีการเรียนรู้ที่กว้าง และเกิดความต้องการที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อการพัฒนาตนเอง องค์กร สังคมและประเทศชาติต่อไป ข้าพเจ้านั้นได้อะไรหลายอย่างในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเชื่อว่าตัวข้าพเจ้าก็เป็นคนหนึ่งจะเป็นคนที่ทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนามากขึ้นในอนาคต เพียงแค่เริ่มต้นจากการทำงานที่ใกล้ตัว กล้าที่จะเป็นคนเริ่มคิดอะไรที่มีความแปลกใหม่ ที่เกิดมาจากการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อไปสู่ความสำเร็จของตัวข้าพเจ้า และประเทศชาติต่อไป จากหนังสือ 2 พลังความคิดจากชีวิตและงานของ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และ คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ หนังสือ เล่มนี้ตามความคิดของข้าพเจ้านั้น ทำให้เข้าใจในตัวของ”มนุษย์ ”มากขึ้น เข้าใจในความต้องการในด้านต่างของมนุษย์ เพื่อการที่จะทำให้มนุษย์นั้นเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ ต้องมีการพัฒนาและการพัฒนานั้นจะต้องให้ตรงกับความต้องการของมนุษย์ของ องค์กร สังคม และประเทศชาติ <p> </p>
ก่อนอื่นขอกราบสวัสดี อาจารย์ จีระ(ขออนุญาตเรียกอาจารย์นะค่ะ) ก่อนอื่นต้องขอกล่าวขอบคุณอาจารย์มากๆ ค่ะ ที่ได้สละเวลามาให้ความรู้กับพวกเราเหล่า นิสิต มก. จิตวิทยาชุมชนค่ะ จากที่ได้นั่งเรียนมาเป็นเวลา 3 ชั่วโมงนั้น ทำให้ดิฉันคิดว่า อ.จีระ เป็นคนที่มีพลังในการสอน สามารถสังเกตได้จากการลักษณะการสอนที่จะทำให้ตื่นตัวตลอดเวลา โทนเสียง หรือแม้กระทั้งท่าทาง ที่ทำให้ดึงดูดคนฟังค่ะ ขอเข้าเรื่องการบ้านที่ อ. ได้ฝากไว้เลยนะค่ะ ถ้าพูดถึงหนังสือเล่มที่ชื่อว่า “ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน “ ถ้าตามความเห็นของดิฉันแล้วคิดว่าเป็นหนังสือที่ดำเนินเรื่องได้แปลกเพราะเนื่องจากว่าจะเป็นลักษณะของการ ถาม-ตอบ มากว่าที่จะเป็นการเขียนบรรยายยาว ๆ เพราะบางทีอาจจะทำให้หน้าเบื่อและอีกอย่างคือการรวมตัวกันของ 2 ท่าน ทำให้ทราบมุมมองที่กว้างขึ้น มากขึ้น คือ H’s และ K’s แม้จะเป็นตัวอักษรที่ต่างกันแต่ก็มีความหมายที่ใกล้เคียงกัน และสามารถนำมาเชื่อมโยงกันทั้งทางด้านความรู้สึกและทางด้านความคิดได้เป็นอย่างดี ถ้าอย่างไรขอกล่าวถึงคำว่า Happiness ที่ดิฉันคิดว่าเป็นตัวที่มีความสำคัญและเป็นตัวที่ทำให้ 2 แนวคิดสามารถมาเชื่อมโยงกันได้ เพราะความสุขนั้น เป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ที่ดิฉันคิดแบบนี้เพราะเห็นว่า ถ้าคนเราคิดจะทำอะไรแล้วไม่มีความสุขก็ไม่อยากจะทำ ไม่อยากจะคิด ไม่อยากที่จะลงมือปฏิบัติ และสุดท้ายถ้าเราทำโดยไม่มีความสุขผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาไม่ดีอีกด้วย แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความสุขที่จะทำ อยากทำ อยากคิด ก็จะทำให้สิ่งที่ทำสิ่งที่คิดออกมาดี มีประโยชน์ ทั้งทางด้านจิตใจ และผลลัพธ์ที่ได้ต่างๆ ด้วย ทำให้มองว่า เมื่อเรามีความสุข ก็จะส่งผลทำให้ทุนต่าง ๆ อีก 7 ตัวนั้นเกิดขึ้นได้ สมองปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายดี คนรอบข้างหรือคนในครอบครัวก็จะมีความสุขไปด้วย เป็นต้น กล่าวถึงหนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าสนใจ เป็นการแชร์กันให้หลาย ๆ คนที่ได้อ่านได้ทราบถึง วิธีการดำเนินงาน วิธีการดำเนินชีวิต ทั้งยังวิธีความคิดของบุคคลที่ชื่อ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ได้มากขึ้น พร้อมทั้งความรู้ที่สอดแทรกเข้าไปของ ดร.จีระ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางและแนวความคิดที่ดีที่จะเป็นแบบอย่างเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน พร้อมทั้งเป็นแนวทางสำหรับการทำงาน ทั้งในระดับผู้บริหาร หรือระดับผู้ปฏิบัติการ ที่จะนำ ความรู้เหล่านี้เข้ามาใช้ ผสมผสานกันไปกับงานที่ทำ เมื่อคนทำดี งานออกมาดี ส่งผลให้องค์กรประสบความสำเร็จ คนเราก็จะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นของ HR ที่มีคุณภาพ และมีคุณค่าเป็นอย่างมากดังนั้น “ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน “ 8 H’s8 K’s และ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนที่จะต้องสัมผัสหรือได้รับ เราก็ควรที่จะเปิดมุมมองใหม่ เพื่อรองรับกับความรู้ที่เพิ่มขึ้นมากมายในปัจจุบัน ทุกคนควรที่จะเปิดรับเพราะความรู้นั้นไม่ได้มีเพียงในตำรา หรือหนังสืออย่างเดียว แต่มันอยู่รอบตัวเรา เหมือนเป็นเงาตามตัว เพียงแต่ว่าเราจะมองเห็นมันได้มากน้อยแค่ใหน และสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ได้มากน้อยขนาดใหนเท่านั้นเอง ขอบคุณ อ.จีระ มากค่ะ สำหรับ 3 ชั่วโมงที่เราได้เจอกัน และอีก 3 ชั่วโมง ต่อไป
หนูต้องขอกราบขอบพระคุณท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ท่านได้กรุณามาเป็นอาจารย์รับเชิญสอนวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่นิสิตปริญญาโท สาขาจิตวิทยาชุมชน รุ่นที่ 4 โดยส่วนตัวแล้ว หนูรู้สึกประทับใจและชื่นชมในความเป็นตัวของท่านอาจารย์อย่างมาก ท่านมีเทคนิคและวิธีการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มีบรรยากาศที่อบอุ่นและมีส่วนร่วมของผู้เรียน ซึ่งทำให้การเรียนน่าสนใจ รวมทั้งความรู้ความสามารถที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดมาให้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจดจำและนำไปพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และองค์กรต่อไป หนูได้อ่านหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยทฤษฎี 8H’s ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ และ 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้แล้ว รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า อาจารย์เป็นผู้จุดประกายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไทยให้ก้าวไกลบนเวทีโลกเพราะการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของท่านอาจารย์ ทำให้หนูเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ทั้งการดำเนินชีวิต และการทำงาน มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องค้นหาและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เราเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ หนูภูมิใจมากค่ะที่วันนี้ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ และได้อ่านหนังสือที่ทรงคุณค่าด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความรู้และแง่คิดในหลายๆ มุมมองจากหนังสือ หนูจะนำไปพัฒนาตนเองและเผยแพร่เพื่อพัฒนาสังคมที่ใกล้ชิดกับตัวหนูเอง เมื่อมีโอกาส สุดท้ายนี้หนูขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยปกป้องและคุ้มครองรักษา คนดีคนเก่งและมีความสามารถเช่นอาจารย์ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เป็นทรัพยากรมนุษย์พันธุ๋แท้คู่สังคมตลอดไป ขอบพระคุณค่ะ ขอแสดงความขอบคุณ เรืออากาศเอกหญิง กฤษณา สมุดสร
หนูต้องขอกราบขอบพระคุณท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ท่านได้กรุณามาเป็นอาจารย์รับเชิญสอนวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่นิสิตปริญญาโท สาขาจิตวิทยาชุมชน รุ่นที่ 4 โดยส่วนตัวแล้ว หนูรู้สึกประทับใจและชื่นชมในความเป็นตัวของท่านอาจารย์อย่างมาก ท่านมีเทคนิคและวิธีการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มีบรรยากาศที่อบอุ่นและมีส่วนร่วมของผู้เรียน ซึ่งทำให้การเรียนน่าสนใจ รวมทั้งความรู้ความสามารถที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดมาให้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจดจำและนำไปพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และองค์กรต่อไป หนูได้อ่านหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยทฤษฎี 8H’s ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ และ 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้แล้ว รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า อาจารย์เป็นผู้จุดประกายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไทยให้ก้าวไกลบนเวทีโลกเพราะการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของท่านอาจารย์ ทำให้หนูเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ทั้งการดำเนินชีวิต และการทำงาน มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องค้นหาและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เราเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ หนูภูมิใจมากค่ะที่วันนี้ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ และได้อ่านหนังสือที่ทรงคุณค่าด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความรู้และแง่คิดในหลายๆ มุมมองจากหนังสือ หนูจะนำไปพัฒนาตนเองและเผยแพร่เพื่อพัฒนาสังคมที่ใกล้ชิดกับตัวหนูเอง เมื่อมีโอกาส สุดท้ายนี้หนูขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยปกป้องและคุ้มครองรักษา คนดีคนเก่งและมีความสามารถเช่นอาจารย์ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เป็นทรัพยากรมนุษย์พันธุ๋แท้คู่สังคมตลอดไป ขอบพระคุณค่ะ ขอแสดงความขอบคุณเรืออากาศเอกหญิง กฤษณา สมุดสร
<p style="margin-bottom: 0cm">หลังจากอ่านหนังสือของท่านอาจารย์จบ หนูก็เกิดความเข้าใจในตัวเองขึ้นมาทันทีว่าหนูควรที่จะพัฒนาตนเองไปในทิศทางใด หลังจากที่หนูเรียนจบ ป.โท ในตอนแรกเลยนั้นหนูคิดว่าหลังจากที่เรียนจบแล้วหฯก็จะเรียนต่อ ป.เอก เลยทันที แต่พอถึงเวลานี้หนูควรต้องเปลี่ยนวิธีการคิดของตนเองใหม่แล้วค่ะ เพราะอย่างที่อาจารย์ได้สอนไว้แล้วว่าการเรียนรู้นั้นเราสามารถที่จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา การที่เราเป็นคนรอบรู้ ใฝ่รู้ ขยันหาความรู้ใส่ตนเองตลอดเวลาก้สามารถที่จะนำเราไปสู่ความเป็นเลิศได้ เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ทุกอย่างอยู่ที่วิธีการคิดของเราเองคือคิดเป็น คิดอย่างสร้างสรรด์</p><p style="margin-bottom: 0cm">การพัฒนาประเทศก็เช้นกัน ถ้าพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถมีศักยภาพในทักษะทุกๆ ด้านแล้ว ประเทศนั้นย่อมที่จะเป็นเลิศและได้เปรียบประเทศอื่น เพราะทรัพยากรมนุษย์คือทรัพยากรที่เป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายทรัพยากรอื่นได้ด้วย ดังมีคำพูดที่ว่า การจะพัฒนาคนให้เป็นคนเก่งนั้นไม่ยาก เพราะคนมีศักยภาพในการคิด การเรียนรู้ (คนมีสมอง) เราสามารถที่จะสร้างคน ฝึกทักษะให้กับคนได้ แต่ การที่จะสร้างคนให้เป็นคนดีนั้นสิยากกว่า ดังนั้นในทฤษฎี 8 K' S ของอาจารย์จึงเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้จริงๆ</p><p style="margin-bottom: 0cm">ประเทศไหนก็ตามที่คนในประเทศนั้นมีการพัฒนา คนใฝ่เรียนรู้ คนมีประสิทธิภาพ ประเทศนั้นย่อมก้าวสู่ความเป็นเลิศได้เช่นกัน</p><p style="margin-bottom: 0cm">
</p><p style="margin-bottom: 0cm">อนัญญา สุขใจ</p><p style="margin-bottom: 0cm">รหัส 48684716</p>
กราบเรียน ศ ดร.จีระ,ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ทีมงานที่เคารพทุกท่าน และสวัสดีเพื่อนร่วมรุ่น ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ น.ท.หญิง ผศ ดร.งามละมัย ผิวเหลืองที่ได้เชิญ ศ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่มากด้วยความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ในการที่เป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มากว่า 3 ศตวรรษมาสอนพวกเรา นิสิตปริญญาโทสาขาจิตวิทยาชุมชนภาคพิเศษรุ่นที่ 4 ม.เกษตรศาสตร์ ให้ได้มีโอกาสจุดประกาย และซึมซับ สังคมการเรียนรู้ ใฝ่รู้ และLife Long Learning. จากวิธีการสอนของ ศ ดร.จีระ ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ และจะได้นำมาพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนเองให้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้นและตรงประเด็น. จากการได้อ่านหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ของ คุณพารณอิศรเสนา ณ อยุธยากับท่าน ศ ดร.จีระ ทำให้ทราบ ว่าการแสวงหาความรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง ในการพัฒนาบุคลากรก็เช่นกันจะมีหลักคิดจากทฤษฏี 4 L s ของคุณพารณกับท่าน ศ ดร.จีระ และในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตามทฤษฏีของคุณ พารณ เป็นสูตรสำหรับการเปลี่ยนแปลงส่งเสริมการเป็น ผู้นำนวัตกรรมบริหาร ซึ่งเรียกว่าทฤษฏีการเพิ่มศักยภาพของคน คนเราต้องรู้จักพัฒนาศักยภาพของตน รู้จักการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง เพื่ออาจจะได้รับโอกาส. และในการที่จะให้องค์กรมีประสิทธิภาพ และสามารถนำองค์กรสู่สังคมโลกที่มีความเจริญก้าวหน้า มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับ และมีมาตรฐานก้าวสู่ระดับโลกได้นั้นต้องมีการเรียนรู้ มีการวัดผลนำไปสู่การพัฒนาจุดอ่อน/สิ่งที่เขายังด้อยอยู่ ให้เป็นจุดแข็งในอนาคต แบบมีตัวชี้วัด ในแต่ละประเด็น แล้วนำมาสู่ยุทธศาสตร์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างองค์กรและสร้างชาติต่อไป หนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน กล่าวไว้ว่า” ทรัพยากรมนุษย์ที่มีวุฒิภาวะ สามารถเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของทุนทั้งสิ้น 8 ประการคือ ทฤษฏี 8H s กับทฤษฏี 8K s เป็นการมองศักยภาพของมนุษย์แบบครบวงจร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสามรถในการแข่งขันในเวทีโลกได้ และจากคำกล่าวของ คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “ในระบบราชการเป็นองค์กรใหญ่ ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ลีลาและศิลปะของการทำงานต้องมี อย่ากระเพื่อมน้ำแรงถ้าไม่แน่ใจต้องอย่าฝืนเพราะจะแพ้ เหมือนยืนท้าทายสู่กับธรรมชาติ สุดท้ายถ้าแพ้อาจไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเลย” เพราะฉะนั้น ต้องร่วมกันสร้างสรรค์สังคมการเรียนรู้ ช่วยกันขับเคลื่อนสิ่งดีๆให้กับสังคมไทยเพื่อเชื่อมโยงกันไปสู่เป้าหมาย เรื่องความสุขก็เป็นเรื่องสำคัญ ควรพร้อมที่จะแบ่งปันและพร้อมที่จะพัฒนา ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืนและสมดุลกับธรรมชาติ ด้วยความเคารพอย่างสูง นงลักษณ์ แก้วประกิจ รหัส 48684328
ขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาให้ความรู้ใหม่ๆที่น่าสนใจเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในการทำงานค่ะ จากที่ได้อ่านหนังสือ เล่มเล็ก ก่อนชื่อเรื่อง 2 พลังความคิดชีวิตและงาน นั้น ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎี 8 K’s และทฤษฎี 8 H’s แล้ว คิดว่าได้อะไรหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้คิดว่าผู้แต่งต้องการสอนให้เราคิดเป็นตามที่คุณหญิงทิพาวดีบอกว่า You are what you thinkโลกอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันรุนแรงและความเสี่ยงมากขึ้น สภาพเช่นนี้เป็นตัวผลักสำคัญให้เรามองไปยังอนาคตมากขึ้น และเริ่มคิดวางแผนเพื่ออนาคตไว้ตั้งแต่วันนี้ไม่ใช้รอไว้ทำพรุ่งนี้ เพราะการดำเนินการใด ๆ ในปัจจุบัน กว่าจะได้ผลต้องใช้เวลา อีกทั้งการจะคิดและกระทำสิ่งใดเพื่อให้ได้อนาคตที่ดีกว่า จะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคิดและดำเนินการที่แตกต่างกันกล่าวคือ บางเรื่องจำเป็นต้องทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อเมื่ออนาคตนั้นมาถึงจะสามารถหลีกเลี่ยงอันตราย ละใช้ประโยชน์สูงสุดจากอนาคตนั้นได้ทันท่วงทีดังนั้นการคาดการณ์ภาพอนาคตและการวางแผนเพื่ออนาคตจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวันนี้ ที่เราไม่ควรมีทัศนะการมองเกี่ยวกับการคิดอนาคตว่าเป็นแค่เรื่องรองๆจะทำเมื่อไรก็ได้แต่เราต้องฝึกคิดล่วงหน้าไปในอนาคตและวางแผนเพื่ออนาคตจนเป็นนิสัยวิธีการง่ายๆ อาจเริ่มจาก “ตั้งเวลาในการคาดการณ์และวางแผนอนาคตนั้นอย่างเจาะจง” เช่น ทุกช่วงต้นสัปดาห์ ทุกวัน จันทร์ ช่วงต้นเดือน ช่วงต้นปีหรือก่อนการดำเนินโครงการใด ๆ เพื่อบังคับให้เราต้องคิดกับอนาคตว่า จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น หรือโอกาสที่เราจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อวางแผนและกำหนดวิธีการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้การพัฒนาทัศนคติและนิสัยของการเป็นนักคิดเชิงอนาคตนี้เป็นเพียงก้าวแรกที่จะสนับสนุนการเป็นนักคิดในวันข้างหน้า ซึ่งการจะสามารถคิดอนาคตได้ดีหรือไม่นั้น เคล็ดลับอยู่ที่การฝึกฝน ทำบ่อย ๆ ให้เคยชินจนเป็นนิสัย. และจากที่ได้อ่านเล่มสองซึ่งมีเวลาอ่านน้อยมากและอ่านไม่ครบทุกตัวอักษร คิดว่าผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของทุนมนุษย์การเน้น “คน” เป็นศูนย์กลาง ของการพัฒนา ต้องเริ่มต้นที่ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ เชื่อมั่น และยึดถือ ก็คือ เชื่อมั่นใน “คน” หรือเชื่อมั่นในความรู้ สติปัญญา และคุณค่าของความเป็นคน นอกจากนั้น ความไม่เข้าใจ ความหลงผิด ค่านิยมเก่าๆ อำนาจ และผลประโยชน์ส่วนตน ที่แฝงเร้นอยู่ และทำให้เกิดอคติ ก็จะต้องถูกกำจัดออกไป เพราะอาจขัดขวางการดำเนินงาน ตามกระบวนทัศน์ใหม่ได้ กล่าวคือ แต่เดิมมานั้น เรามักตีราคา คนที่ “ความรู้” ไว้สูงมาก โดยคาดว่า เขาคงมีจากการศึกษาเล่าเรียน หรือจากการได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรต่างๆ ในขณะเดียวกัน เรามักไม่ใคร่เน้นคุณค่าของ “ความมีสติปัญญา” ของคน ที่รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ และมีภูมิปัญญาล่วงรู้ได้ว่า ตนจะต้องทำอะไรต่อไป ในเรื่องที่ตนรับผิดชอบให้ได้ อย่างถูกต้อง อีกทั้งมักมองข้ามคุณค่าอันสูงสุด ของความเป็นคน คือ ความมั่นคงและความกล้า ที่จะลงมือทำอะไรต่อไป ในงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่สังคมไทยถึงตระหนักไว้ ก็คือ สติปัญญา หรือภูมิปัญญา (wisdom) นั้นมีคุณค่าเหนือกว่าความรู้ (knowledge)ในตอนที่ ดร.จีระ พูดกับ คุณพารณ ว่าจะต้องนำ knowledge ไปสร้างคุณค่าและให้ได้รับประโยชน์อีกด้วยจึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้คน ในทางสร้างสรรค์ได้ และถึงแม้สติปัญญา หรือภูมิปัญญา (wisdom) จะมีคุณค่าสูงปานใด แต่หากขาดความมุ่งมั่น และความกล้า ที่จะทำคุณค่าดังกล่าว ก็จะยังไม่บังเกิดแก่บุคคล สุนทรี ธูปพนม48684658
จากได้ที่อ่าน ทรัยากรมนุษย์พันธุ์แท้
จะพัฒนา Human Resources ได้อย่างไรนั้น เราต้องเข้าใจในเรื่อง Strategg แล้วใส่ Feeling เข้าไป ขอให้เป็นคนกระหายความรู้ หิวความรู้อยู่ตลอดเวลา บริโภคข่าวสารให้เยอะๆ ฟัง พูด อ่าน เขียน มากๆ จะทำให้เราเกิดองค์ความรู้และ Eteellence นำไปสู่การกก้าวทันเทคโนโลยี และสารสนเทศและนำไปสู่ High Performance ไม่ว่าการทำงานในอาชีพใดต้องใช้จิตวิทยาทั้งสิ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่อุตส่าห์ร่ำเรียนกันมาต้องนำไปใช้พัฒนาตัวเอง องค์กร ประเทศชาติให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กล้าที่จะเป็นคนเก่ง กล้าที่จะทะเยอทะยาน กล้าที่จะเป็นผู้นำ จงเชื่อตัวเอง อย่าคิดแต่จะลอกตำรา ให้คิดมากๆ อย่าทำงานไปเรื่อยๆ หรือเรียนไปเรื่อยๆ เราทุกคนต่างมีพลังในตัวเอง จงใช้มันให้ถูกจุด พัฒนาให้ถูกทาง จงเชื่อ และศรัทรา ก่อให้เกิดการวางแผน และนำไปปฏิบัติ ความสำคัญของคน ต้องคำนึงถึงความพึงพอใจ และมีส่วนร่วมตลอดจนต้องมีการกระจายอำนาจ การมีวิสัยทัศน์ ที่กว้างขวาง ของผู้บริหาร ใช้ HR เป็นตัวขับเคลื่อน เพราะทรัพยากรคนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด
จากที่ได้อ่าน 2พลังความคิด ชีวิตและงาน
ทุนมนุษย์เราได้มาตั้งแต่กำเนิด ทำอย่างไรให้มันมี มีมากขึ้น ให้รู้จักตัวเอง และมีความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของเรา การใช้สมองคิดในทางที่ถูก มีสติอยู่เสมอ ต้องคิดวิเคราะห์ให้เป็น จะทำให้เกิดปัญญา ให้กล้าที่จะตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็น ทรัพยากรมนุษย์นั้นสามารถเพิ่มมูลค่า และพัฒนาไปได้ตลอด เวลาไม่จบสิ้น เพราะเป็นเรื่องของความรู้ ความคิด ทักษะ และความสามารถ ภาวะผู้น้ำต้องรู้ลึก รู้กว้าง รู้มากกว่าคนอื่น ห้ามดูถูกคน ทุกคนที่เราสนทนาด้วย ให้ใส่ใจว่าเราได้สาระอะไรบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเกร็ดความรู้ทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้ไปเสียทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องท่องตำรา อย่าลอกเลียนแบบคนอื่น ให้คิดมากๆ คิดให้เป็นระบบ อย่าหยุดนิ่ง ยิ่งมีคุณวุฒิ วัยวุฒิเพิ่มมากขึ้นเท่าใดก็ต้องยิ่งเพิ่มพูนองค์ความรู้ และสติปัญญาด้วย ให้ใช้ปัญญากับความจริง แสวงหาข่าวสารอยู่ตลอดเวลา หาทุกช่องทาง เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทุนทางความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ทุนทางปัญญา หากได้รับการพัฒนาอยู่เสมอจะสามารถทำให้องค์กร เข้มแข็ง มีศักยภาพ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมโลกาภิวัฒน์ และให้สนุกกับงาน มีความสุขกับงานที่ทำ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม รู้จักอกเขา อกเรา รู้จักแบ่งปัน รู้จักพอเพียง
กราบสวัสดี ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ และสวัสดีทีมงานทุกท่าน, เพื่อนๆจิตวิทยาชุมชน รุ่น4 ม.เกษตร และผู้อ่านทุกๆท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ มากที่เปิดโอกาสให้ได้มีการแสดงความคิดเห็นกับสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือทั้งสองเล่มของอาจารย์ จากการที่ผมได้อ่านแล้วเห็นว่าทั้งสามท่าน (ศ.ดร.จีระ, คุณพารณ และคุณหญิงทิพวดี) มีความเห็นที่เหมือนกันว่า “คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด” และวิธีการในการพัฒนาคนของทั้งสามท่านก็มีความคลายคลึงกัน ซึ่งเป็นประโยชน์กับผมอย่างมากในการนำมาปรับใช้โดยใช้วิชาทางจิตวิทยามาผสมผสาน โดยทั้งสามท่าน(ตามหนังสือทั้งสองเล่น) ได้บอกถึงการพัฒนาคนในองค์กร ส่วนผมนำมาปรับใช้กับชุมชน ทั้งสามท่านมองว่าการพัฒนาคนต้องพัฒนาในทุกๆด้าน ไม่ใช้แต่จะให้เขาเก่งแต่ทำงาน ทำกำไรให้กับองค์กรมากๆ แต่เราต้องทำให้เขามีคุณธรรม จริยธรรมด้วย ซึ่งเราจะเห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันจริยธรรมกำลังถูกถามหา ทั้งคุณพารณ และคุณหญิงทิพวดี ไม่ได้แต่บอกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำอย่างเดียว ท่านทั้งสองต้องเป็นผู้นำในการปฏิบัติ ซึ่งก็เหมือนกับผู้นำชุมชน ถ้าเราต้องการให้คนในชุมชนเป้นอย่างไรผู้นำชุมชนต้องทำได้อย่างนั้น คนที่มีคุณภาพต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เพราะโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ยิ่งโลกแคบลงเท่าไหร่เรายิ่งต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองว่ายังเป็นปัญหาอยู่มากในสังคมไทย คือเรื่องของโอกาส ถ้าที่ใดมีผู้นำที่ดี เข้าใจเรื่องการพัฒนาคน มากกว่ามองแต่ผลทางธุรกิจอย่างเดียว มีโอกาสได้คิดได้ทำ รู้จักคิดนอกกรอบ แม้แต่ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันยังไม่เปิดกว้างทางความคิด ต้องท่องจำตามตำราตลอดแล้วคนเราจะพัฒนาอย่างไร โดยสรุปแล้วผมว่าการพัฒนาคนต้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ตั้งแต่จุดเล็กคือตัวเราเองพร้อมที่จะพัฒนาหรือไม่ ครอบครัวมีการอบรมเลี้ยงดูอย่างไร สถาบันการศึกษาไม่ใช้ให้แต่ความรู้แต่ต้องมีคุณธรรมด้วย ชุมชนหรือองค์กรต้องให้ความสำคัญของคนมากกว่าผลกำไรทางธุรกิจ จนถึงระดับชาติต้องสร้างคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีสุดท้ายขอขอบคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ทีมาให้ความรู้กับพวกเรา และทำให้ผมรู้จักวิธีการคิด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบใหม่ ซึ่งอาจดูแปลกไปแต่ค่อนข้างที่จะเกิดผลดี มากกว่าผลเสีย ขอบคุณครับ
กราบเรียน ท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ และสวัสดีทีมงานทุกท่าน ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูง ที่ให้เกียรติมาเป็นอาจารย์รับเชิญพิเศษให้แก่นิสิตปริญญาโทจิตวิทยาชุมชน และให้โอกาสนิสิตได้แสดงความคิดเห็น และท่านอาจารย์ ผศ.น.ท.หญิง ดร. งามลมัย ผิวเหลือง อาจารย์ประจำวิชาที่ได้กรุณาเชิญ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ มาให้ความรู้ในครั้งนี้จากที่ดิฉันได้อ่านหนังสือเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้: บทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของนักคิดและนักปฏิบัติแห่งยุค” โดย คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นแนวทางการทำงานมุ่งมั่นและตระหนักถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และหนังสือเรื่อง “2 พลังความคิด ชีวิตและงาน: ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยทฤษฎี 8H’s และ 8K’s” ของ 2 ผู้นำนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ คือ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ และ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ทำให้ดิฉันได้ทราบเนื้อหาของทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (8H’s) ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ มีดังนี้ Heritage, Hand, Health, Happiness, Home, Harmony, Heart, Head ส่วนทฤษฎีทุนในทัพยากรมนุษย์ (8K’s) ของศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ดังนี้ Human Capital ทุนมนุษย์, Intellectual Capital ทุนทางปัญญา, Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม, Happiness Capital ทุนแห่งความสุข, Social Capital ทุนทางสังคม, Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน, Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ, Talented Capital ทุนทางความรู้ ซึ่งทั้งสองทฤษฎีมีส่วนคล้ายกัน และทำให้ดิฉันทราบว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการพัฒนาคน เนื่องจากคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่เราจะต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อดำรงอยู่ในโลกยุคนี้ ความรู้ที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มพูนและใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา จะได้ตามทันโลก หนังสือทั้งสองเล่มมีประโยชน์และมีค่าในด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากค่ะ ด้วยความเคารพอย่างสูงนางสาวสราลีวรรณ คันธมาศ เลขประจำตัว 48684617
กราบเรียนท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ คุณยม คุณโลตัส คุณโรจน์ ทีมงานของท่านอาจารย์ทุกท่าน และเพื่อนนิสิตปริญญาโท จิตวิทยาชุมชน ม.เกษตรศาสตร์ทุกท่าน ก่อนอื่นดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่สละเวลาอันมีค่าอย่างสูงของท่านมาเปิดโลกของพนักงานบริษัทคนหนึ่งที่มองโลกของการทำงานอีกแบบ ให้กลายเป็นอีกแบบ ดิฉันติดตามผลงานของท่านอาจารย์ทางหนังสือมาได้ระยะสักพัก เนื่องจากดิฉันต้องการเดินทางสู่ศักยภาพมนุษย์ยุคใหม่ ที่ไม่ใช่มองการทำงานเป็นเพียงอาชีพโดยการนำหลักที่เคยเรียนรู้มายึดไว้คล้ายกับที่ท่านอาจารย์บอกว่า “ การสอบหากนักเรียนสามารถเขียนได้ 9 เรื่อง จาก 10 เรื่อง ได้ A ไป นั่นแสดงว่าเก่งแต่ท่อง เป็นคนความจำดี ” ซึ่งในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้ อย่างที่ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังหากเรายึดแต่ตำรา แต่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด อีกทั้งคนเราควรมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ควรหยุดนิ่งกับการเรียนรู้เพิ่มเติมข้อมูลอยู่ตลอด ดังเช่นที่ท่านอาจารย์ ดร.งามละมัยกล่าวไว้ว่่า Life Long Learning ซึ่งทำให้ความรู้ไม่มีวันหยุดนิ่ง โดยจากหนังสือ 2 เล่ม คือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน : ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยทฤษฎี 8 H’s : 8 K’s ของท่านดร.จีระ และ คุณหญิงทิพาวดี อีกเล่มคือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ของ ท่านดร.จีระ กับ คุณพารณ ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามุมมองของการนำไปสู่การทำงานของท่านทั้ง 2 สามารถดึงแต่ละตัวมาสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี ทั้ง 8 H’s และ 8 K’s ล้วนสำคัญทุกตัว เป็นทฤษฎีที่อาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถขาดตัวใดตัวหนึ่งได้เลย ชั่งน้ำหนักได้เท่ากันทุกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันชอบคำว่า “ ทุน ” ของท่านดร.จีระมาก เนื่องจากว่าคนเราล้วนมีทุนมาแต่กำเนิดทุกคน แต่คนเรามักมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้น เราจึงควรมีการเพิ่มเติมทุนอยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับตัวเอง อีกทั้งมุมมองต่างๆที่ท่านพารณมอง ท่านดร.จีระมอง และคุณหญิงทิพาวดีมอง ล้วนจุดประกายให้ข้อคิดต่างๆ ในแง่มุมที่ทำให้คนมีคุณค่ามากที่สุด ดังคำกล่าวของท่านพารณที่กล่าวว่า “ คนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร ” ซึ่งทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่ไม่มีวันเสื่อมโทรม ไม่เหมือนกับทรัพยากรอื่นๆ แต่อาจต้องมีการบำรุงดูแล เช่น การมีการฝึกอบรมให้กับพนักงาน เป็นการดูแลรักษาทรัพยากรให้อยู่ได้ยืนนาน เป็นต้น โดยดิฉันขออนุญาตนำหลักการ Head Heart Fact Feeling ของท่านอาจารย์ยึดถือเป็นอุดมคติในการทำงานของดิฉันต่อไปในอนาคต เพื่อก้าวไปสู่มนุษย์ที่มีศักยภาพต่อไป ด้วยความเคารพอย่างสูง น.ส.พจนาถ ธรรมาภิรมย์ รหัส 48684427 <p> </p>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ นักศึกษา ป.โท ที่ ม.เกษตร และท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมยังคงเกาะติดกับการอ่านการบ้านของ น.ศ.ที่ส่งเข้ามา สำหรับคุณนงลักษณ์ ที่โทรเข้ามาปรึกษา ขอแก้ไข ผมจะรับดำเนินการให้ในเบื้องต้น แต่ขอเวลาเป็นตอนค่ำ น๊ะครับ ขณะนี้ ขอให้นักศึกษารีบส่งก่อนกำหนด เพราะผมและอาจารย์ กำลังติดตามอยู่ คนส่งก่อน ได้เปรียบ ส่งแล้วจะสงอีกก็ย่อมได้ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>สวัสดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยม</p>น.ศ.ปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต081-9370144