ขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาให้ความรู้ใหม่ๆที่น่าสนใจเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในการทำงานค่ะ จากที่ได้อ่านหนังสือ เล่มเล็ก ก่อนชื่อเรื่อง 2 พลังความคิดชีวิตและงาน นั้น ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎี 8 K’s และทฤษฎี 8 H’s แล้ว คิดว่าได้อะไรหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้คิดว่าผู้แต่งต้องการสอนให้เราคิดเป็นตามที่คุณหญิงทิพาวดีบอกว่า You are what you thinkโลกอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันรุนแรงและความเสี่ยงมากขึ้น สภาพเช่นนี้เป็นตัวผลักสำคัญให้เรามองไปยังอนาคตมากขึ้น และเริ่มคิดวางแผนเพื่ออนาคตไว้ตั้งแต่วันนี้ไม่ใช้รอไว้ทำพรุ่งนี้ เพราะการดำเนินการใด ๆ ในปัจจุบัน กว่าจะได้ผลต้องใช้เวลา อีกทั้งการจะคิดและกระทำสิ่งใดเพื่อให้ได้อนาคตที่ดีกว่า จะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคิดและดำเนินการที่แตกต่างกันกล่าวคือ บางเรื่องจำเป็นต้องทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อเมื่ออนาคตนั้นมาถึงจะสามารถหลีกเลี่ยงอันตราย ละใช้ประโยชน์สูงสุดจากอนาคตนั้นได้ทันท่วงทีดังนั้นการคาดการณ์ภาพอนาคตและการวางแผนเพื่ออนาคตจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวันนี้ ที่เราไม่ควรมีทัศนะการมองเกี่ยวกับการคิดอนาคตว่าเป็นแค่เรื่องรองๆจะทำเมื่อไรก็ได้แต่เราต้องฝึกคิดล่วงหน้าไปในอนาคตและวางแผนเพื่ออนาคตจนเป็นนิสัยวิธีการง่ายๆ อาจเริ่มจาก ตั้งเวลาในการคาดการณ์และวางแผนอนาคตนั้นอย่างเจาะจงเช่น ทุกช่วงต้นสัปดาห์ ทุกวัน จันทร์ ช่วงต้นเดือน ช่วงต้นปีหรือก่อนการดำเนินโครงการใด ๆ เพื่อบังคับให้เราต้องคิดกับอนาคตว่า จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น หรือโอกาสที่เราจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อวางแผนและกำหนดวิธีการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้การพัฒนาทัศนคติและนิสัยของการเป็นนักคิดเชิงอนาคตนี้เป็นเพียงก้าวแรกที่จะสนับสนุนการเป็นนักคิดในวันข้างหน้า ซึ่งการจะสามารถคิดอนาคตได้ดีหรือไม่นั้น เคล็ดลับอยู่ที่การฝึกฝน ทำบ่อย ๆ ให้เคยชินจนเป็นนิสัย. และจากที่ได้อ่านเล่มสองซึ่งมีเวลาอ่านน้อยมากและอ่านไม่ครบทุกตัวอักษร คิดว่าผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของทุนมนุษย์การเน้น คน” เป็นศูนย์กลาง ของการพัฒนา ต้องเริ่มต้นที่ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ เชื่อมั่น และยึดถือ ก็คือ เชื่อมั่นใน “คน” หรือเชื่อมั่นในความรู้ สติปัญญา และคุณค่าของความเป็นคน นอกจากนั้น ความไม่เข้าใจ ความหลงผิด ค่านิยมเก่าๆ อำนาจ และผลประโยชน์ส่วนตน ที่แฝงเร้นอยู่ และทำให้เกิดอคติ ก็จะต้องถูกกำจัดออกไป เพราะอาจขัดขวางการดำเนินงาน ตามกระบวนทัศน์ใหม่ได้ กล่าวคือ แต่เดิมมานั้น เรามักตีราคา คนที่ ความรู้” ไว้สูงมาก โดยคาดว่า เขาคงมีจากการศึกษาเล่าเรียน หรือจากการได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรต่างๆ ในขณะเดียวกัน เรามักไม่ใคร่เน้นคุณค่าของ “ความมีสติปัญญา” ของคน ที่รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ และมีภูมิปัญญาล่วงรู้ได้ว่า ตนจะต้องทำอะไรต่อไป ในเรื่องที่ตนรับผิดชอบให้ได้ อย่างถูกต้อง อีกทั้งมักมองข้ามคุณค่าอันสูงสุด ของความเป็นคน คือ ความมั่นคงและความกล้า ที่จะลงมือทำอะไรต่อไป ในงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่สังคมไทยถึงตระหนักไว้ ก็คือ สติปัญญา หรือภูมิปัญญา (wisdom) นั้นมีคุณค่าเหนือกว่าความรู้ (knowledge)ในตอนที่ ดร.จีระ พูดกับ คุณพารณ ว่าจะต้องนำ knowledge ไปสร้างคุณค่าและให้ได้รับประโยชน์อีกด้วยจึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้คน ในทางสร้างสรรค์ได้ และถึงแม้สติปัญญา หรือภูมิปัญญา (wisdom) จะมีคุณค่าสูงปานใด แต่หากขาดความมุ่งมั่น และความกล้า ที่จะทำคุณค่าดังกล่าว ก็จะยังไม่บังเกิดแก่บุคคล  สุนทรี  ธูปพนม48684658