<p>เห็นอาจารย์พูดถึงสวนญี่ปุ่นก่อนจะจบเรื่องเล่า  หนูก็เลยนำรูปคนนั่งกำหนดดูสวนญี่ปุ่นมาฝากค่ะ</p><p>หนูอ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว เมื่อเทียบเคียงกับการที่ตัวเองได้มาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี้เป็นเวลาหลายเดือน ก็รู้สึกเห็นด้วยกับที่อาจารย์ว่าไว้ทุกประการ</p><p>ไม่ว่าจะเป็นในประเด็นที่ว่า </p><ul>

  • คนญี่ปุ่นกับคนไทยมีอะไรคล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะเรื่ืองของจิตใจ
  •  การที่ธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยตลอดทั้งปี ทำให้เขาสามารถเข้าถึงธรรมะเรื่อง "ความไม่เที่ยง" ได้ดีกว่าประเทศที่แสนจะสบายไม่ค่อยจะมีภัยพิบัติ ในน้ำมีปลา ในนามีข้่าว อุดมสมบูรณ์อย่างเรา
  • ความประณีตและสวยงามลงตัว (Aesthetics) ในทุก ๆ เรื่องที่เขาทำ  ประเด็นนี้หนูยกให้เป็นอิทธิพลของการเจริญสติไปเต็ม ๆ  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  วิทยานิพนธ์หนูก็เรื่องนี้นะคะอาจารย์ แหะ ๆ  
  • ความอ่อนน้อมถ่อมตน  เรื่องการโค้งนี่หนูอ่านที่อาจารย์เขียนแล้วก็อมยิ้มไปด้วยเลยค่ะ  อาจารย์เล่นคูณออกมาเป็นตัวเลขนี่เห็นชัดดีจังเลยนะคะ  และเรื่องภาษาที่สุภาพของเขาอีก  หูอาจารย๋์แปลออกมาได้เก่งจริง ๆ ค่ะ  เพราะเขาพูดประมาณนั้นจริง ๆ ด้วยค่ะ  เขามีระดับความสุภาพของภาษาต่างๆ กันสำหรับแต่ละโอกาสเหมือนเรานี่ล่ะค่ะ  และในโอกาสที่ต้องใช้ในงานบริการหรือติดต่อกับลูกค้าหรือผู้อื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว เพื่อนสนิท มิตรสหาย นั้น เขาใช้ภาษาสุภาพชนิดที่ฟังแล้วตกกระไดได้ด้วยความตกใจเลยล่ะค่ะ (ว่าทำไมถึงให้เกียรติฉันผู้ต่ำต้อยขนาดนี้)  ฮิ ๆ อีกหนึ่งนิสัยของคนญี่ปุ่นคือถ่อมตัวนั่นเองค่ะ  เขาจะชิงยกย่องคนอื่น แล้วมีอีกภาษาหนึ่ง คือ ภาษาถ่อมตัวไว้ใช้กับตัวเองด้วยค่ะ
  • </ul>เรื่องความร่วมมือของมหาวิทยาลัยของอาจารย์และของญี่ปุ่นนั้น  หนูอยากเข้าไปมีส่วนอาสาช่วยด้วยได้จังเลยค่ะ  เพราะตอนหนูอยู่ป.ตรีที่จุฬา (นานมากแล้วค่ะ) หนูเคยไปช่วยทำโครงการ International Understanding Program ของสถาบันเอเชียศึกษาด้วย  และก็อย่างที่อาจารย์ทราบน่ะนะคะ  หลังจากนั้นหนูก็ได้ทุนสั้น ๆ มาที่นี่อีกนิดหน่อยหน่อมแน้มพอเป็นกระสาย  และมาหนนี้ก็รู้สึกเอ็นดูพวกเด็ก ๆ ป.ตรีที่ได้เข้าไปทำกิจกรรมด้วยมากเลยค่ะ  รู้สึกเขาใส ๆ ขี้อายน่ารักจริง ๆ ด้วยค่ะ  โดยเฉพาะเด็กผู้ชายน่ะนะคะ  นั่นขนาดหนูไปร่วมชมรมฟันดาบซามูไรน่ะนะคะ น่าจะเฮี้ยวหน่อยแล้วนะนั่น  เจอหนูฟันหัวแบะ ฮิ ๆ (ต้องอธิบายเขาค่ะว่าเมืองไทยเรามีวีรสตรีเยอะ เปลก็ำไกว ดาบก็แกว่ง เพราะกีฬาดาบซามูไรที่นี่แข่งไม่แยกผู้หญิงผู้ชายแล้วเขางงว่าหนูทำไมแววดีเหลือเกิน  ประเทศไทยนี่เลี้ยงด้วยอะไร ถึงได้ตัวโตอย่างนี้ เอ๊ย สู้ตายอย่างนี้ และได้เหรียญด้วยนะคะ ทำเป็นเล่น ฮิ ๆ)
    <p> ยิ่งเด็กนักศึกษาต่างจังหวัด  ก็จะยิ่งมีความใสซื่อ น่ารัก มากกว่าเด็กในเมืองหลวงมากค่ะ  อย่างที่หนูมีโอกาสไปเยือนเมืองนาโงย่ากับรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยช่วงวันหยุดยาวก่อนปีใหม่  เขามีเพื่อนเป็นเด็กนาโงย่ามาอาสาพาไปชมเมืองและพาไปทานข้่าวกลางวัน  เขาบอกว่าเขาพามาร้านนี้เพราะพ่อแม่เขาแนะนำให้พามา  เนื่องจากเป็นร้านที่พ่อแม่เคยมาเดทกันครั้งแรก และอาหารอร่อยดีและไม่แพงด้วย และเป็นเขตวัฒนธรรมเขาด้วย คือ เป็นร้านที่อยู่ติดกับโรงละครโนะ นั่นเองค่ะ  </p><p>ดูสิคะอาจารย์  นั่นเด็กหนุ่มเพิ่งจบปริญญาตรีนะคะ ปิดวันหยุดปีใหม่ก็กลับไปอยู่กับพ่อกับแม่ และพามาร้านนี้ที่ตัวเองก็ยังไม่เคยมาด้วยซ้ำ  แต่พ่อแม่แนะนำให้พาแขกต่างบ้านต่้างเมืองมาก็เชื่อพ่อแม่  แล้วก็พ่อแม่เขาก็มีน้ำใจช่วยคิดให้เสร็จว่า น่าจะโชว์ัวัฒนธรรมเขาหน่อย   ร้านอาหารที่อยู่ในเขตโรงละครโนะ (คืออยู่ในโรงละครนั่นล่ะค่ะ compound เดียวกัน) อารมณ์ก็เหมือนกับร้านของโรงละครโอเปร่านั่นเอง  มองออกไปก็มีลานน้ำเป็นบ่อ เป็นน้ำพุ เป็นอะไรต่ออะไรที่ดูเหมือนน่าจะแพงแต่กลับไม่แพงเลย  ยังงงอยู่ว่าทำไม  หรือว่าทางเมืองเขามา subsidized ก็ไม่ทราบ</p><p>สรุปว่า มาญี่ปุ่นแล้ว หนูได้ความรู้สึกเดียวกับอาจารย์เลยค่ะ  แล้วก็รู้สึกหวาดเสียวกับวัฒนธรรมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้ามาเรื่อย ๆ อย่างเป็นธรรมดาของโลกด้วย  หนูเสียดายจิตวิญญาณ และ ธรรมชาติของเขาน่ะค่ะ  ลองใครถ้าได้สัมผัสความใสซื่อและธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของเขาแล้ว  รวมทั้งธรรมชาติรอบข้างที่สะอาด สงบ บริสุทธิ์ งดงาม  ก็คงไม่อยากจะเสียตรงนั้นไปให้กับป่าคอนกรีต มลพิษ และจิตใจที่หยาบกระด้าง ชีวิตที่รวดเร็ววุ่นวายเช่นกันน่ะค่ะ</p><p> ฟังดูคุ้น ๆ ไหมคะ  คล้าย ๆ เมืองไทยยังไงก็ไม่ทราบ อาจารย์ว่าไหมคะ  เฮ้อ....(เผลอถอนหายใจหนอ)</p><p>สวัสดีค่ะ</p><p>ณัชร </p>