สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้ว  บทความนี้อาจจะเป็นบทความสุดท้ายที่จะเข้ามาเขียนหรืออาจจะมีมาให้อ่านเรื่อยๆ ต้องคอยติดตามนะคะ เรื่องราวที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คิดทบทวนเวลาที่ผ่านมาในชีวิตของตัวเองว่าเหมือนพึ่งเริ่มต้น ทั้งที่ผ่านมาแล้ว 27 ปี 

อายุ 27 แต่รู้สึกเหมือนชีวิตเพิ่งเริ่มต้น

....ชีวิตยี่สิบปีที่ผ่านมาคล้ายว่าเป็นประสบการณ์ไร้เดียงสาที่ปล่อยผ่านตาผ่านใจไป เราเปราะบางทั้งการใช้ชีวิตและทัศนคติ ฟูมฟายอยู่กับความล้มเหลวและกลัวที่จะก้าวต่อ ทั้งๆ ที่ความผิดหวังก็เป็นเรื่องสามัญธรรมดา รู้แต่รับไม่เคยได้ เกิดขึ้นทุกวันแล้วแต่จะเก็บเรื่องไหนมาคิด นั่นก็เท่ากับว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย การกระทำโดนความคิดแผ้วถางจนไม่เหลือตอตะโก แต่นั่นคือหนึ่งในหลักฐานพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ มีความกลัวเป็นศูนย์ถ่วงให้เลือดสุขนิยมข้นน้อยลง

อายุ 27 แล้วเพิ่งจะนึกได้ว่า้ต้องมีความรับผิดชอบ...

ต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม แสดงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหลบมุมเห็นแก่ตัวมาตลอด อัตตาสูงจนมโนไปเองว่าสิ่งที่อยากทำคือความรับผิดชอบ จริงอยู่มันคือออกซิเจนของแต่ละวัน แต่มันทำให้ลืมไปว่าคาร์บอนไดออกไซด์ก็สำคัญ การทำให้สารทั้งสองอย่างสมดุลเป็นเรื่องที่ไม่ต้องทำก็ได้ แค่จะมีความหม่นหมองเจือปนอยู่ทุกเสี้ยวชีวิต เหมือนทำธุรกิจรวยร้อยล้าน แต่ไม่เคยคิดจะแบ่งปัน

อายุ 27 แล้วควรจะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง

การเลี้ยงดูเป็นปัจจัยสำคัญของการปั้นแต่งมนุษย์หนึ่งคน บังคับเราไม่ได้เหมือนหางเสือบังคับเรือ แต่ละเอียดอ่อนมากพอที่จะทำให้ล้มเลิกบางอย่างเพราะเหตุผลทางจิตใจ คำว่าครอบครัวเป็นนามธรรมที่อาํศัยการจินตนาการถึงพ่อ แม่ ลูก ร่วมสายเลือดและร่วมชีวิต แต่เมื่ออยู่ร่วมกันความสำเร็จของการเลี้ยงดูกลับต้องเป็นเรื่องรูปธรรม จับต้องได้ และมั่นคง เรื่องพวกนี้อาจจะผิดตั้งแต่มายาคติที่คิดว่าครอบครัวเป็นคำในเชิงบวกมากจนลืมว่าเมื่อมีคนมากกว่าหนึ่ง ปัญหามักจะตามมา เราต้องตามแก้และอยู่กับมันให้ได้ เพราะเชื่อในความสุขของการอยู่ร่วมกัน อยู่ด้วยกันเพราะความรักและความผิดใจ ผิดใจที่ยังไงก็ต้องลงเอยด้วยความเข้าใจกัน เพราะสุดท้ายแล้วเรือทุกลำก็ไม่ได้ต้องการหางเสือบังคับ วันหนึ่งมันจะสามารถลอยไปตามน้ำได้ด้วยตัวของมันเอง

อายุ 27 แต่ยังมีชีวิตอยู่...ยังหายใจ ยังสร้างปัญหา ยังทำให้โลกร้อน ยังรู้ว่าตัวเองเป็นใคร

จงมีชีวิตอยู่อย่างมีสติ เห็นคุณค่าในตัวเอง..04/02/63