เทพแห่งการเปลี่ยนแปลง


จุดเปลี่ยนในชีวิตของแต่ละคนมีอยู่ตลอดเวลา และมีทุก ๆ ช่วงวัย เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือบางทีเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง การที่เราโตขึ้นไปบางครั้งมันไม่ได้ยื่นยันว่าเราจะคิดได้ และนี้เป็นเรื่องราวจุดเปลี่ยนหรือ Check Point ของผมในตลอดชีวิตที่ผ่านมา

1. เทพแห่งการโกหก

           การเป็นเด็กสิ่งหนึ่งที่ดก็กทุกคนปรารถนาอยากจะได้นิดเหนือจากขนม ของเล่น อาจจะเป็นเพื่อน เพื่อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆในวัยเด็กของผม การที่เพื่อนยอมรับในตัวเราหรือยกย่องเราว่าเก่ง ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตช่วงนั้นเลยก็ว่าได้ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อก่อนผมตัวเล็กมาก ๆ การเล่นกีฬาเลยสู้เพื่อนไม่ได้ ผมเลยมาเอาดีทางด้านการวาดรูปแทน เมื่อก่อนผมฝึกว่ารูปไปเรื่อย ๆ จนในขณะนั้นมีเกมส์ออนไลน์ที่ดังมาก ๆ เพื่อนผมบางส่วนต่างเริ่มพูดคุยถึงเกมส์ ๆ นั้นและไม่ได้สนใจในงานเขียนของผม ดังนั้นผมจึงพยายามทำความรู้จักกับเกมส์นั้นให้มากที่สุด เพื่อที่ตนเองจะได้กลับเข้ามาอยู่ในกระแสอีกครั้ง เพื่อนหลายคนได้มีโอกาสได้เล่นเกมส์เหล่านั้น เนื่องจากความพร้อมทางบ้านที่มีอินเทอร์เน็ตในยุคนั้น หรือบริเวณชุมชนมีร้านเกมส์อยู่ ซึ่งแตกต่างจากผม ที่เป็นแค่เด็กบ้านนอกเข้าไปเรียนในเมือง ดังนั้นแต่ผมก็พอจะมีประสบการณ์บ้าง ในบางครั้งที่พี่ผมออกไปร้านเกมส์ผมก็มักจะตามไปด้วย จากนั้นผมเลยได้สร้างเรื่องขึ้นมา โดยการพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับเกมส์นั้น เพื่อนผมประหลาดใจมาก แต่หลังจากนั้นผมก้กลับเข้ามาอยู่ในกลุ่มได้ ทุกคนอาจจะคิดว่า แล้วผมรู้เรื่องเกมส์นี้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เล่นเกมส์เลย (ทำหน้าชั่วร้าย) วิธีการก็คือผมยอมเอาเงินค่าขนมไปซื้อนิตยสารเกี่ยวกับเกมส์นั้นมา ทำให้ผมรู้เรื่องเกี่ยวกับวงค์การนี้เป็นอย่างดี ที่บ้านก็ถามผม แต่บอกว่ายืมเพื่อนมาก จนมาถึงจุดพีค หลังจากที่เพื่อน ๆ ฟังผมโม้มาเยอะมาก มีเพื่อนผมคนหนึ่งถามผมว่า "ตัวละครที่ผมเล่นมีชื่อว่าอะไร" ผมก็เริ่มเกิดความกังวลขึ้น หลังจากนั้นพวกเขาก็พยายามเหมือนจับโกหกผม โดนการนัดเจอในเกมบ้าง ถามคำถามในเกมส์บ้าง จนสุดท้ายเข้าก็รู้ว่าผมนั้นไม่ได้เล่นเกมนั้นจริง ๆ ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ เพื่อนคนนั้นพุดว่า เขาจะไม่เป็นเพื่อนกับคนโกหกเด็ดขาด ผมรู้สึกเสียใจและพยายามจะขอโทษเขา แต่มันก็สายเกินไปแล้ว หลักจากนั้นผมจึงไม่พูดมาก และไม่พูดในเรื่องที่ตนเองไม่รู้ ซึ่งพอมาคิดดูแล้วเราเองก็ทำไม่ถูก ที่เอาความเชื่อใจของเพื่อนมาเป็นผลประโยชน์ให้ตัวเอง

      2. เทพแห่งการเอาเปรียบ

           จุดหนึ่งที่ผมคิดได้ว่าการที่เราจะโตแล้วหรือเป็นเด็กอยู่มันอยู่ที่ว่า เราดูแลตัวเองได้มากน้อยเพียงใด หลายคนยังรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ จึงอยากจะได้คนอื่นมาคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา ช่วงหนึ่งผมเอาก็เป็นเด็กอยู่ (แต่ใจชอบคิดว่าตัวเองโตแล้ว) เมื่อก่อนในเวลาเรียนคาบภาษาอังกฤษ คนในห้องมักจจะจับตาหาคนที่เก่ง ๆ เพื่อคอยตอบคำถามแทนหรือทำงานแทน หรือในบางครั้งเวลาทำรายงาน ก็ออกแค่เงินให้กับเพื่อน แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเพื่อนเลย สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเป็นเด็กในตัวเรา หรือแม้กระทั่งการลอกการบ้านเอง ก็ถือเป็นการเอาเปรียบเพื่อนที่ตั้งใจ ผมใช้ชีวิตแบบนี้จนไม่รู้ว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นในชีวิตผม ตอนผมใกล้จะขึ้นมหาวิทยาลัยทุกคนต่างพูดคุยเกี่ยวกับการสอบที่ใกล้จะมาถึงและอ่านหนังสือกับอย่างหนักหน่วง เพื่อน ๆ ผมมักจะทำสรุปไว้อ่านเอง ผมเองก้มักจะขอสรุปเหล่านั้นไปถ่ายเอกสารบ้าง แต่ถึงจะมีสรุปแต่เราไม่ได้ทำมันด้วยตัวเอง และไม่ได้ตั้งใจทำความเข้าใจกับมันจริง ๆ สุดท้ายผลก็คือ ผมยังสอบไม่ติดในรอบโควต้า ซึ่งมันทำให้ผมเริ่มคิดอะไรบางอย่างได้ จนท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เปลี่ยนให้ผมพึ่งพาตัวเอง และทำให้ผมรู้ถึงความสามรถของตัวเองก็คือตอนทำงานวิจัยส่งนี้แหละครับ ผมพยายามอย่างมากในการทำ มันเหนื่อยมากครับ เพราะว่าเราอาจจะติดสบายมาก่อน แต่เพื่อน ๆ และอาจารย์ก็ดีมากเลยครับ จนสุดท้ายผมได้ลดการเอาเปรียบลงได้ แล้วลองพยายามมันดู ปรากฏว่าเราได้ในสิ่งที่เราควรได้จริง ๆ ครับ

      เทพแห่งการรอบรู้

           ในช่วงที่ขึ้นมัธยมมีเรื่องต้องปรับตัวหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการพูด เมื่อก่อนด้วยความที่ผมเป็นคนพูดน้อย คำพูดหรือลักษณะการพูดจึงยังมีปัญหาอยู่ อาทิเช่น พูดดังไป พูดแรงไป พูดไม่รู้เรื่อง หรือพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด เป็นผลทำให้ในหลาย ๆ ครั้งเพื่อนผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เหตุการณ์นี้มีอยู่ว่า ผมเริ่มพูดคุยกับเพื่อนผู้หญิงบางครับ การพูดคุยเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเคยมีแต่เพื่อนผู้ชาย (และอื่น ๆ) ดังนั้นปัญหาเลยตามมาครับ มีเพื่อนผู้หญิงเข้ามีปัญหากันโดยที่ตอนนั้นเราไม่รู้ แต่ด้วยความอยากรู้เลยเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเรื่องของเขาด้วย ตอนแรก ๆ ก็เหมือนกับว่าผมจะว่างตัวเป็นกลางนะครับแต่ไม่เลย มีอยู่วันหนึ่งเรื่องมันบานปลายจนกลายเป็นเรื่องเป็นราว ถึงขนาดเพื่อนคนหนึ่งต้องมาต่อว่าผมว่า "เรามีสิทธิอะไรมายุ่งเรื่องของคนอื่น" ผมนี้ตกใจมากครับทำตัวไม่ถูกและไม่รู้จะพูดอะไรเลย ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูกและไม่เข้าใจด้วย จนมาถึงเรื่องครับ หลังจากจบเรื่องนี้ก็เริ่มจุดประกายความคิดว่า ถ้าเราไม่ปรับปรุงวิธีพูดของเราาหรือนิสัยนี้จบแน่นอน ผมเลยพูดให้น้อยลง และพยายามไม่ยุ่งกับเรื่องที่ควรยุ่ง เรื่องในช่วยได้ก็ช่วย แต่บางที่เรื่องนั้นมันไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่นมากเกินไป ผมก็จะพอครับ

      เทพแห่งการเปลี่ยนแปลง

          เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองที่สุด สิ่งเหล่านี้ค่อยปรับปรุงผมที่ละน้อย เหมือนเราค่อย ๆ ปรุงอาหารแล้วชิมไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันก็ออกมาอร่อยกว่าตอนแรก การทำค่ายเปลี่ยนแปลงชีวิตผมในหลาย ๆ ครั้งซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ค่ายที่เข้าครั้งแรกคือ ค่ายลูกเสือ การได้นอนกับเพื่อน ๆ มันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ ครับ แต่นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ ยังช่วงฝึกทักษะหลาย ๆ เช่นการทำอาหาร การใช้ชีวิตในป่า หรือจะเป็นค่ายธรรมะ ในเวลานั้นเพื่อนผมชวนไปด้วย ด้วยความที่ได้คะแนนครับ เลยพากันไป ปรากฏว่าการเข้าค่ายครั้งนั้น เป็นอะไรที่ท้าทายมาก เนื่องจากทางวัดเน้นในเรื่องของการปฏิบัติ นี้เป็นครั้งแรกเลยครับที่ได้ทำสมาธิ 1 ชั่วโมง เราแรก ๆ ก็บ่นครับแต่วันหลัง ๆ ฅ
      (ก็บ่นน้อยลงหน่อย) จากนั้นก็มาเป็นค่ายวิชาการในมหาวิทยาลัย ผมได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า การให้ ครับ ในระหว่างการทำค่ายเราก็ทำกิจกรรมหลากหลายอย่าง เจอเด็กหลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมหยุดคิดทุก ๆ ค่ายก็คือ "จะกลับแล้วเหรอ/อยู่ต่อได้ไหม" ความรู้สึกมันอาจจะค้างคาอยู่ แต่เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น จากการที่มองว่าคนอื่นควรจะให้เราก่อน การทำค่ายทำให้ผมเปลี่ยนแนวคิดไปเรื่อย ๆ จนมันกลายมาเป็น เราควรจะให้คนอื่นก่อน ยิ่งคนที่เขาไม่มีโอกาสมากมายอย่างเรา 

           ในบางทีผมเองอยากจะลืมทุกอย่าง ความผิดพลาด การทำผิดกับคนอื่นในอดีต แต่มันก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องที่แย่ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทำให้ผม เป็นคนที่ดีกว่าเมื่อก่อนได้ และถ้าคิดว่าเราดีพอแล้ว นั้นแสดงว่าเราจะหยุดอยู่กับทีทันที ชอบทุกการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผมได้เติบโตขึ้นมา ออกจากกรอบเดิม ๆ และมองเห็นมุมมองใหม่ ๆ 

      หมายเลขบันทึก: 675025เขียนเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020 09:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2020 18:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


      ความเห็น (3)

      สวัสดีค่ะคุณสุภชัย คุณเขียนเรื่องราวผ่านความรู้สึกออกมาได้ดีมากค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้คุณต่อไปนะคะขอบคุณค่ะ

      สวัสดีค่ะ คุณสุภชัย ดิฉันชื่นชมในสิ่งที่คุณได้เขียนมาเป็นผลงานที่น่าประทับใจและขอให้กำลังใจนะคะขอบคุณมากค่ะ

      สวัสดีค่ะ คุณสุภชัย ฉันชื่นชอบในงานเขียนของคุณและฉันเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณค่ะ

      พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
      ขอแนะนำ ClassStart
      ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
      ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี