.....ในสภาวะจริงของชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นนัก ไม่เชื่อลองนับถอยหลังดูสิครับ ...แต่สำหรับบางคน คิดว่าพรุ่งนี้คืออนาคต คนที่อายุยังน้อย ก็จะบอกว่า "อนาคตยังอีกยาวไกล" วัยชราก็บอกว่า "อนาคตเหลือมีน้อยเต็มที" หารู้ไม่ว่า...อนาคตกำลังไล่ล่าเราให้จนมุมทุกขณะเวลา นับถอยหลังๆๆ ไปเรื่อยๆ ...แล้วก็เรื่อยๆ เรามีเวลาอีกสักเท่าไรกัน? ทุกท่วงทำนองของชีวิตประดุจสายน้ำไม่เคยหยุดไหล มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย สุข ทุกเศร้า ปะปนกันไป ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสัมมนาอาชีพอาจจะพอใจหรือไม่ก็ตาม ประเด็นข้างต้นมองโดยผิวเผินบางคนอาจไม่ใส่ใจนัก ถึงหน้าที่และบทบาทของตนในการปฏิบัติกิจกรรมใดนั้นสำคัญที่ต้องปฏิบัติด้วยใจรักจริงๆ หรือถ้าหากจำเป็นต่อการดำรงอยู่ด้วยความต้องการปัจจัยสี่ (เกินจากนี้ถือว่าไม่เพียงพอ เป็นกิเลสที่ต้องการเพิ่ม)
     ....สิ่งสำคัญมีอยู่ว่า เราทำสิ่งที่เรารักที่จะปฏิบัติและถึงจะถูกบังคับด้วยปัจจัยใดๆ ก็แล้วแต่ "เราทำดีที่สุดหรือยัง เราพอใจ เรามีความสุข ณ ขณะนั้นเพียงใด" การทำให้ดีที่สุดได้นั้นจำเป็นต้องอาศัย "ความรู้เป็นฐาน" ไม่ใช่คำที่เป็นเพียงแฟชั่นเท่านั้น ถ้าหากการเรียนรู้ระหว่างกัน (ลปรร.) ในที่สุดก็จะไม่เกิดทักษะทางความคิด ทักษะการปฏิบัติกิจการงานนั้นได้ หรือถ้าได้ก็คงเป็นแบบขอไปที  KM ไม่ได้ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตและการปฏิบัติภารกิจการงานของเราแม้แต่น้อยเลย ไม่ว่าจะโดยบังคับโดยเงื่อนไขทางกฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือ ทำด้วยใจ ....ที่เรียกว่า "KM ทำด้วยศรัทธาหรือว่าเหตุผล" หากมนุษย์ปราศจากความรักและศรัทธา การเรียนรู้ การถ่ายทอดความรู้  และจิตใจที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีแล้วจะทำอะไรก็ตามคงไร้ซึ่งวิญญาณแห่งความสำเร็จ

ด้วยจิตคารวะ

วิชิต ชาวะหา