ถ้าหากมีคนถามคุณว่า  ทำไมถึงพาตัวเองมาอยู่ในจุดนี้ได้?   นั่นสิคะ บางทีฉันก็อยากถามตัวเองเหมือนกันนะ
          เมื่อลองคิดย้อนกลับไป ฉันคิดว่ามันน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนประถมค่ะ ฉันเรียนโรงเรียนชุมชนมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนก็ได้สนิทสนมคลุกคลีกับคุณครูหลาย ๆ ท่าน ท่านสอนทั้งวิชาความรู้และวิชาชีวิตให้ฉัน ซึ่งก็คงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันในตอนนั้นคิดอยากจะเป็นครูเหมือนพวกท่าน และช่วงที่เรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนฉันจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาแวะเยี่ยมชมโรงเรียนอยู่เสมอ ๆ ทำให้ฉันได้มีโอกาสรู้จักกับอาชีพมัคคุเทศน์หรือไกด์  ฉันรู้สึกว่าคนที่เป็นไกด์เขาโชคดีจังที่ได้ทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วย รู้สึกว่าชีวิตการทำงานเขาดูสนุกและน่าตื่นเต้นมากบวกกับฉันชอบภาษาอังกฤษ จึงทำให้ฉันเบนความคิดที่อยากจะเป็นครูมาเป็นไกด์เพราะอยากเที่ยว  
          หลังจากเรียนจบชั้น ป.6 ก็เป็นช่วงเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากที่เคยเรียนโรงเรียนชุมชน ตอนนี้ฉันย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ โรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ ที่ฉันอยากไปเรียนต่อที่นั่นเพราะอยากตามรอยพี่ชาย คงจะเป็นปกติของเด็กบ้านนอกที่เห่อได้ไปเรียนโรงเรียนใหญ่และด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว คิดว่าเรียน ม.1 ก็เหมือนกับเรียนประถม ฉันจึงยังติดนิสัยเรียน ๆ เล่น ๆ ไม่จริงจังกับการเรียนเหมือนตอนเรียนประถม จนมาถึงวันที่ประกาศเกรดของ ม.1 เทอม 1 จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้แหละค่ะ จากเด็กที่เคยเรียนได้ที่ 2 ของชั้นมาตลอด ได้เกรด 3.7 ขึ้นมาตลอด เกรดของฉันเหลือแค่ 2.5 นิด ๆ แต่ของเพื่อนในห้องหรือเพื่อนที่รู้จักกันหลาย ๆ คน ทำไมเขาได้เกรดกันสูงจัง จากคนที่เคยเรียน ๆ เล่น ๆ ไม่สนใจเรียนเท่าไหร่ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาฉันก็คิดได้และเปลี่ยนตัวเองเป็นเด็กที่ตั้งใจและใส่ใจกับการเรียนมากขึ้น จนสามารถดันตัวเองขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของห้องได้ ตอนนี้ความคิดที่อยากเป็นครูและไกด์ของฉันยังสับสนวนเวียนอยู่ในความนึกคิด ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วอยากทำอะไรกันแน่ จนมาถึงช่วงที่ฉันเรียน ม.4 ค่ะ ยิ่งโต เราจะยิ่งมีมุมมองของการเลือกที่แตกต่างไปจากเดิม เราจะมองหาความคุ้มค่าในอาชีพมากขึ้น มองที่ผลตอบแทนมากขึ้น จากที่เคยเป็นครู อยากเป็นไกด์ ฉันก็มาถึงจุดเปลี่ยนของทางเลือกอีกครั้งค่ะ ฉันจำได้ว่าทางตอนนั้นมีกิจกรรมแนะแนวอาชีพ ซึ่งฉันเลือกที่จะไปฟังการแนะแนวของอาชีพ "อัยการ" เป็นครั้งแรกที่ทำให้ฉันรู้จักอาชีพนี้และเมื่อได้ฟังการแนะแนวจากท่านอัยการ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันว้าวคือ อัยการได้เงินเดือนสูงถึง 150,000 บาทต่อเดือน จากนั้นฉันก็เปลี่ยนเป้าหมายเลยค่ะ ฉันเริ่มอยากศึกษากฎหมาย หาหนังสือกฎหมายมาอ่าน ไปแข่งขันการสอบปัญหาด้านกฎหมาย ซึ่งก็ทำให้ฉันรู้สึกสนุกและชอบกฎหมายมากขึ้น จนมาถึงช่วง ม.6 เป็นช่วงเวลาที่ต้องคิดแล้วว่าจบ ม.6 แล้วจะไปเรียนต่ออะไร   ฉันก็ได้คุยกับพี่ชายว่าฉันอยากเป็นอัยการ แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ชายบอกกับฉันคิด ฉันไม่เหมาะกับงานด้านนี้ เพราะฉันไม่ชอบติดตามข่าวการบ้านการเมือง ซึ่งก็จริง หลังจากลองไตร่ตรองอะไรแล้ว ฉันจึงล้มเลิกความฝันที่อยากเป็นอัยการไป แล้วเลือกเรียนต่อในสาขาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
          อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของชีวิตและน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ฉันได้มาอยู่ในจุดนี้คือ ช่วงเวลาหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่เราต้องเลือกทางเดินของชีวิตด้วยตัวเอง เป็นช่วงที่ฉันยังไม่แน่ใจในตัวเองว่าอยากทำอะไรกันแน่ ฉันมีโอกาสได้ไปศึกษาธุรกิจที่ดีมากธุรกิจหนึ่ง แต่มันไม่ใช่ทางที่เหมาะกับฉัน ฉันเคยไปทำงานวิจัยการตลาด เป็นงานที่มีอิสระดีและไม่มั่นคง และไม่ได้ใช้ความรู้ที่ฉันเรียนมาเลย ฉันจึงได้ย้อนกลับมานึกคิดกับตัวเองอีกครั้งว่าที่จริงแล้วฉันควรเดินเส้นทางไหนกันแน่ และอาชีพครูก็เป็นอาชีพเดียวที่ฉันคิดได้และคิดว่าเหมาะสมกับฉัน  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉันจึงพยายามไปหาสมัครงานตามโรงเรียนต่าง ๆ จนได้มาทำงานที่นี่ โรงเรียนวชิราลัย อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ถึงแม้จะไม่เคยเรียนครูมา แต่ฉันก็พยายามจะพัฒนาตัวเองและทำหน้าที่ของครูที่ดีให้สมบูรณ์และดีที่สุด ช่วงแรก ๆ ฉันตื่นเต้นและสนุกกับการได้มาทำงานมาก ฉันดีใจและมีความสุขที่ได้มากเจอเด็ก ๆ เจอเพื่อนร่วมงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกว่า..นี่แหละทางของฉัน...หลายครั้งที่ครอบครัวหรือคนรู้จักแนะนำให้ฉันไปสมัครสอบอาชีพอื่น แต่ในความคิดฉันคือ ฉันยังอยากทำหน้าที่นี้และรักที่จะทำหน้าที่นี้อยู่ แม้ว่าบางครั้งมันจะมีอุปสรรคหรือปัญหาต่าง ๆ เข้ามาทำให้ฉันเหนื่อย ท้อ แต่ฉันกลับรู้สึกดีใจที่ได้ทำหน้าอาชีพนี้ เป็นอาชีพในฝันตั้งแต่เด็กที่ตอนนี้ฉันได้ทำตามความฝันนั้นแล้วและจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด สู้ ๆ นะครูโบว์ ^_^