ก่อนที่จะเขียนบันทึกนี้เมื่อคืนก็ได้ฝันถึงคุณตาที่จากไปเมื่อประมาณ7ปีที่แล้วหลังจากที่ไม่ได้ฝันถึงมานานมาก ในความฝันท่านยังมีน้ำใจ และแสดงออกถึงความรักที่ดิฉันสัมผัสได้อย่างอบอุ่นเช่นเดิม(ในความฝันคือคุณตานำมันสำปะหลังฝากที่คุณยาย เพื่อให้คุณยายเอามาให้และให้ดิฉันนำไปทอด)แต่บันทึกนี้จะเกี่ยวข้องกับคุณตาอย่างไรท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจ เมื่อจะได้อ่านบันทึกที่อยู่ตรงหน้าท่านฉบับนี้ค่ะ


สำหรับจุดเปลี่ยนในชีวิตของฉันนั้นก็มีมากมายอยู่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็น

การเลื่อนชั้นขึ้น ป.1 แบบไม่ได้ตั้งใจเพราะจำได้ว่ามีครูคนหนึ่งบอกว่าใครอยากจะขึ้นป1 บ้างให้ออกมาข้างหน้า ด้วยความที่ยังเด็กจึงขึ้นตามเพื่อนถ้าวันนั้นไม่ออกไปข้างหน้า ตอนนี้คงอยู่ปี3  


การมาอยู่โรงเรียนม. ปลายตามเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทชื่อเต้ยอยากมาโรงเรียนราชประชาแต่เราอยากเรียนอีกที่หนึ่งที่ใกล้บ้านด้วยความที่รักเพื่อนคนนี้มากจึงเลือกโรงเรียนนี้แต่สุดท้ายเพื่อนก็ไม่มาเรียนด้วยเพื่อนกลับไปเรียนอีกที่คือเกษตรลำพูน 55ถ้าไม่มาเรียนที่นี่คงไม่ได้รู้จักพวกเขาเหล่านี้



การสอบไม่ติดและการกรอกเกรดไม่ถูกตอนสมัครเรียนต่อช่วงใกล้จบม6เอกที่เลือกลงคือครูเอกภาษาไทยทุกมหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายที่แม่ฮ่องสอนไม่มีเอกภาษาไทยเลยเลือกเรียนเอกประถมศึกษาจึงได้มาเจอเพื่อนเหล่านี้ อาจารย์ที่สอนวิชานี้ และนำมาซึ่งการได้เขียนบันทึกนี้ถ้าวันนั้นสอบติดที่อื่นและกรอกเกรดถูกคงไม่ได้มาเจอรู้จักกันแน่555


แต่อย่างไรก็ตามสำหรับจุดเปลี่ยนที่ดิฉันคิดว่ามันมีอิทธิพลต่อชีวิตที่มากที่สุดเพราะมันทำให้ดิฉันมีมุมมองการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปมากนั่นก็คือการจากไปของคุณตา ที่ดิฉันรักมาก การจากไปทำให้โลกของฉันไม่ได้สดใสเหมือนเดิม รู้ซึ้งถึงรสชาติของการคำว่า "การจากลาไปตลอดกาล" เพราะไม่มีเเล้วคนที่เรียกใช้เราบ่อย ๆ ไม่มีเเล้วคนที่ให้เรานวดขาให้ ไม่มีเเล้วคนที่เรียกเราว่า"ปุลุ" (คำที่ผู้ใหญ่มักเรียกหลานที่ตนรัก) ไม่มีเเล้วคนที่ใช้เราไปซื้อเจเล่ไลท์ให้ (คุณตาชอบกินมากเพราะบอกว่าเมื่อก่อนไม่มีให้กินเเละไม่มีเงินให้ซื้อกินด้วย) ไม่มีที่นอนอุ่น ๆ ข้างผิงไฟให้เราได้นอนเเล้ว (เพราะตอนเด็ก ๆ ชอบนอนกับคุณตามาก)


เเละเมื่อไม่กี่ปีมานี้ผู้ใหญ่ที่รูู้จักค่อย ๆ เลือนหายจากไปจากชีวิตเเละสายตาทีละคนละคน เมื่อกลับมาบ้านช่วงปิดเทอมรู้สึกใจหายนะเมื่อไม่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่ที่เรารักเหล่านั้นคอยถามคำถามเหล่านี้ว่า "กลับมาเมื่อไหร่" "กลับครั้งนี้จะอยู่บ้านกี่วัน" "กินกล้วยไหมลุงเพิ่งไปเอามาจากสวนมันมีเยอะเลย" บางครั้งเวลากลับบ้านความรู้สึกเหมือนว่าบางท่านยังอยู่เพราะมีหลายท่านกำลังจากไปขณะที่เรากำลังเหมือนเพิ่งเริ่มต้นเดินทางของชีวิตตามความฝันของตนเองอย่างเอาเป็นเอาตาย

จากการจากไปของคุณตาเเละผู้ใหญ่ทุกท่านที่เรารักทำให้มุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปคือ เวลาของเรานั้นมากน้อยไม่เท่ากัน อย่าคิดว่าเราจะมีความสุขได้เมื่อเรามีเงินเดือน มีรถ มีบ้านถ้าคิดว่าเเบบนี้ทั้งชีวิตเราคงไม่มีความสุข จงพยายามมีความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุก ๆ วันไม่ว่าจะเป็นการให้รางวัลกับตนเองบ้าง เช่นการนำร่างเเละวิญญาณไปในที่ที่อยากไป ไปดููความสวยงามของธรรมชาติ มีความสุขกับการได้กินอาหารที่อร่อย มีความสุขกับการได้ฟังเพลงเพราะ ๆ ซ้ำ ๆ มีความสุขกับการได้ซื้อเสื้อตัวใหม่ มีความสุขกับการได้ออกกำลังกาย มีความสุขกับการยิ้มให้คนอื่น มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง เเละมีความสุขเเม้กระทั่งกับเรื่องที่เเม่ค้าพูดเพราะกับเราเเละเเถมของให้เรา

อย่าคิดว่าจะตอบเเทนหรือทำสิ่งต่าง ๆ ให้บุพการีเมื่อเรามีทุกอย่างเเล้ว ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ รถ บ้าน เเต่จงพยายามตอบเเทนกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุก ๆ วันไม่่ว่าจะเป็นการโทรคุยทางโทรศัพท์ การซื้อของเล็กน้อยที่ท่านยังไม่เคยได้ทาน การพาไปเปิดหูเปิดตาบ้างในสถานที่ที่เราพาเขาไปได้ บางที่ที่เราเคยไปมาเเล้วเเละคิดว่ามันไม่ได้สวยมากเเล้วเเต่สำหรับท่านอาจเป็นที่ที่เเปลกตาเเละไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลยก็เป็นได้  เราจึงมักเตือนตนเองว่า….

"สิ่่งที่ไปพร้อมกับเวลา คือการพาเราหรือใครสักคนจากกันไปตลอดกาล"