ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า

"จินตนาการ สำคัญกว่า ความรู้" เพราะจิตนาการสามารถสร้างความรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ผมครุ่นคิดเรื่องนี้มาไม่ต่ำกว่าสิบปี ตั้งแต่ผมทำงานสอนนักศึกษามากว่า ๓๐ ปีมาแล้ว แต่ไม่ค่อยมีโอกาสหารือกับใครมากนัก

เพราะผมรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานผมเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ เวลาสอน(ผมชอบไปแอบฟังว่าเขาสอนอะไรกัน) ก็เน้นให้เด็กท่องมาสอบ

โดยเฉพาะเมื่อดูจากลักษณะของข้อสอบที่วัดความจำมากกว่าวัดความคิด ความรู้ ความเข้าไจ (ผมจะดูทุกครั้งเมื่อต้องไปคุมสอบให้กับวิชาต่างๆ)    

แต่ ข้อสอบที่ผมออกจะวัดความจำเพียงไม่เกิน ๒๐% ความเข้าใจ ๔๐% และการนำไปพัฒนาตัวเองในฐานะนักศึกษา อีก ๔๐%

ทั้งที่ใจผม อยากจะออกให้เป็นประเด็นสุดท้าย ๑๐๐% แต่เคยทำแล้วมีคนตอบไม่ได้เลยมากเหลือเกิน เลยต้องยอมอ่อนลงมาที่จุดพอจะช่วยพัฒนาเขาได้บ้าง เรียกว่ากลางที่สุดแล้ว นั่นแหละครับ

จึงได้ข้อสรุปมาอย่างที่กล่าวไปแล้ว (นี่คืออีกความพยายามหนึ่งของผมที่จะช่วยให้นักศึกษาพัฒนาจินตนาการ นี่ผมเข้าใจเอาเองนะครับ)  

ผมเคยคุยกับพี่ชายผมบ่อยๆ ในเรื่องนี้ (พี่ชายผมก็ทำงานเป็นครูสอนอาชีวะศึกษามากว่า ๓๐ ปีเช่นกัน) ว่าที่เราคิดได้หลายๆเรื่อง อาจมาจากที่เราชอบฟังนิทานจากปากแม่ ก่อนนอนทุกวัน   

เวลาฟังเราต่างคนต่างมีความคิดตามเรื่องที่แม่เล่าไม่ซ้ำกันเลย ทั้งรูปร่างหน้าตา การแต่งตัวของคนในนิทาน สถานที่  แต่ยังเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ จำไปเล่าต่อได้เหมือนกัน และไม่เคยมีการปะปนกันของเรื่อง แต่ก็มีการใช้สถานที่ซ้อนกันได้บ้าง แต่คนละบริบทกัน  

ผมเลยคิดว่าการเล่านิทานโดยไม่ต้องมีภาพใดๆ จะสร้างจินตนาการได้ดีที่สุด  แต่ก็อาจใช้กับคนที่มีลักษณะพหุปัญญาแบบผมกับพี่ๆ ได้เท่านั้น หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนะครับ  

ผมสงสัยว่านี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า จินตนาการ   

ผมก็ลองนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ในการสอน และพัฒนาจินตนาการของนักศึกษา ก็ไม่แน่ใจว่าได้ผลแค่ไหน เพราะ ผมยังไม่ค่อยได้ประเมินผลระดับจินตนาการ   

แต่ ผมมีความสงสัยว่า เวลาผมสอนอะไร ทำไมเด็กนักศึกษาจะไม่ค่อยคิดตาม แต่จะเน้นการจำไปตอบข้อสอบมากกว่า พลิกคำถามนิดเดียวก็ตอบไม่ได้แล้ว

แตกต่างจากสมัยผมเรียนที่ผมจำได้ว่าเราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือสอบกันเท่าไหร่ เพราะ

หนังสือก็ไม่ค่อยมี

สมุดจดก็ไม่ค่อยมี

จดแล้วก็ไม่ได้นำมาท่องแบบเอาเป็นเอาตาย แต่จะเน้นการสร้างความเข้าใจตั้งแต่ตอนเรียน

แล้วแค่ทบทวนบ้างก็พอไปสอบได้แล้ว

  ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม และทำไม?????????  มีอะไรที่แตกต่างกัน?

  อาจจะเป็นที่เนื้อหาการเรียนไม่มาก    

อาจจะไม่มีสื่อการสอนแบบทันสมัยเหมือนสมัยนี้    

อาจไม่มีตำราและเนื้อหาให้ท่องมากเหมือนสมัยนี้    

อาจจะไม่มีทีวี วีดีโอ ให้ดู แบบไม่ต้องจินตนาการตาม เพราะมีทั้งภาพ และเสียง    

หลายท่านอาจบอกว่ามันเป็นความจำเป็นที่ต้องยัดเยียดเนื้อหาให้ครบ (อย่าเพิ่งโทษกันว่ามาจากใคร)   

ผมขอถามกลับไปว่าเราจะพัฒนาอะไร พัฒนาผู้เรียน หรือพัฒนาตำรา หรือพัฒนาการสอน หรือจะพัฒนาสื่อการเรียนการสอน หรือจะทำไปตามที่เข้าใจเองว่าต้องทำอย่างนั้นๆ โดยไม่ทราบ หรือไม่สนใจว่าจะพัฒนาใครหรือไม่ (อันนี้คำถามวัดใจครับ เหมาะกับคนที่คิดจะแก้ไข ไม่เหมาะกับคนที่ชอบแก้ตัว)  

ผมถามเช่นนี้เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายกลับไปคิดว่าเป้าหมายสุดท้ายคืออะไร

ถ้าไม่ได้ จะต้องปรับอะไร

ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำพอจบๆ ก็แล้วกันไป  

ลองไปทบทวนดูนะครับว่า เราจะช่วยให้เด็กพัฒนาจิตนาการได้อย่างไร  

หรือว่าเราก็ไม่มีจินตนาการเหมือนกัน???????