เมื่อฉันถูกตั้งคำถามว่า R2R แตกต่างจาก CQI อย่างไร

Ka-Poom
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

หลายวันก่อน

ฉันถูกตั้งคำถามว่า R2R แตกต่างจาก CQI อย่างไร ซึ่งถ้าเป็นในแง่ของนิยามเราต่างให้ความหมายกันได้อย่างดีและมองเห็นความแตกต่างชัดเจน

R2R เป็นกระบวนการวิจัยที่มีโจทย์หรือคำถามการวิจัยมาจากหน้างาน/งานประจำ มีระบบระเบียบกระบวนการวิจัยชัดเจน รวมทั้งมีเครื่องมือในการวัดและประเมินผล ผลการวิจัยนำกลับไปใช้ในงานประจำ หรือเราๆ จะคุ้นๆ กันในคุณลักษณะ 4 ข้อคือ

คำถามการวิจัยมาจากงานประจำ

ผู้วิจัยคือ คนที่ทำงานประจำนั้น

กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่รับบริการในงานประจำดังกล่าว

ผลการวิจัยต้องนำกลับมาใช้ในงานประจำ 

แน่นอนว่าเมื่อเราเห็นคุณลักษณะดังกล่าว ทุกคนที่มีงานประจำ (Routine) ก็สามารถที่จะทำวิจัยนั้นได้ ไม่น่าจะจำกัดเฉพาะว่าเป็นงานวิจัยที่ทำกับผู้ป่วยอย่างเดียว (ตั้งคำถามต่อตนเอง เพราะดูเหมือนว่าถ้าเป็นงานที่ไม่ได้ทำกับผู้ป่วยความอ่อนด้อยจะเกิดขึ้นทันทีหรือเปล่า)

ในส่วนของ CQI เป็นขั้นการพัฒนาอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน แต่จุดแตกต่างคือ ไม่ได้ดำเนินไปในลักษณะรูปแบบการวิจัย ไม่ครบองค์ประกอบของวิจัย ไม่มีคำถามการวิจัย หรือการทบทวนวรรณกรรมที่เป็นระบบ (Systematic Review) หรือการเก็บข้อมูลที่อาศัยเครื่องมือและการวัดผลทางสถิติ หรืออาจสรุปแบบสั้นๆ ห้วนๆ ได้ว่า “การใช้เครื่องมือ CQI ไม่ได้ดำเนินไปตามระบบระเบียบวิธีทางการวิจัย” มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนางาน

ส่วน R2R ย่อมมีความลึกซึ้งในเชิงความหมายมากกว่า

เคยเขียนไว้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/661985  และเคยเขียนไว้ว่า

“แท้ที่จริงแล้ว...

กระบวนการ R2R คือ เส้นทางการแห่งการพัฒนาคนอันเป็นการพัฒนามาจากกระบวนการภายในผ่านวิถีทางปัญญาดั่ง R2R แล้วที่สุดก็จะเกิดการพัฒนางาน พัฒนาองค์กรต่อไป

ซึ่งหากว่าได้อ่านบันทึกของ อ.หมอวิจารณ์จะทำให้เราได้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

และย้อนไปที่บันทึกที่ท่าน อ.หมอวิจารณ์บรรยายพิเศษที่งานมหกรรม R2R ที่มีเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา KMI Thailand » ชีวิตที่พอเพียง : ๑๓๒๒. เชื่อมพลังเครือข่าย ขยายคุณค่างานประจำ

…” [ที่มา https://www.gotoknow.org/posts/460826

ประเด็นเกี่ยวกับว่า R2R แตกต่างจาก CQI หรืองานวิจัยทั่วไปอย่างไร ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในหมู่ผู้คนอยู่มากพอสมควร แม้ว่าการขับเคลื่อนในเรื่องนี้จะล่วงเลยผ่านมาถึงสิบกว่าปีแล้วก็ตาม

และสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อน่าสังเกตคือ “กระบวนการทำ R2R น่าจะเป็นเรื่องเริ่มยุ่งยากมากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น” เพราะเมื่อต้องนำไปเผยแพร่ในเวทีประชุมวิชาการต่างๆ หรือแม้แต่ R2R Forum เองก็ตาม ดังนั้นหลายๆ แห่งหลายๆ องค์กรจึงเริ่มมีการพัฒนาผลงานให้เข้มงวดทางระเบียบวิธีวิจัยมากขึ้น R2R ที่มาในสไต์ง่ายงามอาจเริ่มจางหายไป กลิ่นอายของความเป็นวิชาการที่เข้มข้นกลบเข้ามาแทนที่ได้

ส่วนตัวมองว่า

“ทุกๆ การงานที่เป็นงานประจำ หากมี GAP หรือมีประเด็นที่นำไปสู่คำถามการวิจัยได้ ก็สามารถออกแบบรูปแบบการวิจัยเพื่อหาคำตอบอย่างเป็นระบบได้ ส่วนความเข้มงวดทางการวิจัยต่างๆ นั้นน่าจะขึ้นอยู่กับคำถามการวิจัยว่ามีความซับซ้อนและลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด”

แต่ยิ่งกว่านั้นคือ

กระบวนการจัดการความรู้ที่เกิดจากการทำ R2R น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และสนุกในการทำ เกิดการแตกยอดทางความคิด แบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ขยายผลเกิดเป็นความเกลียวความรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ตรงนี้น่าจะเป็นเสน่ห์ในการทำ R2R ที่ยิ่งกว่าการส่งผลงานประกวดและตีพิมพ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

12-07-62

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KM & R2R



ความเห็น (0)