"พี่มา Refer คนไข้ค่ะ"

หัวใจมันอ่อนยวบลงเลยนะคะนี่ เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายในเช้านี้ หลังจากพี่เขาส่งเปเปอร์งานวิจัยมาให้ช่วยดู ยุ่งแค่ไหนงานมากแค่ไหน มีหลายภารกิจที่จ่ออยู่ ก็ต้องวางลงเพื่อรีบดูเนื้องานให้พี่เขา

ผลงาน R2R ไม่ใช้งานวิจัยชั้นสองนะคะ

มันก็คือวิจัยนี่แหละ องค์ประกอบก็ครบ 5 บทนั่นแหละทั้งในส่วนบทคัดย่อ(Abstract) และบทความ (Manuscrip) เพียงแต่ไม่เน้นเขียน 5 บทสมบูรณ์ เหมือนรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Full Paper) หรือใครจะเขียนก็ได้ไม่มีข้อห้าม

สิบกว่าปีผ่านมาก็ยังมีคนสับสนว่า R2R ต่างจากงานวิจัยทั่วไป จะต่างก็ตรงที่โจทย์และคำถามการวิจัยมาจากงานประจำ และผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ R2R มันมี Value และ Impact ไม่ใช่เน้นที่การตีพิมพ์หรือประกวดผลงานอย่างเดียว แต่เน้นที่การนำกลับมา Implement งาน พัฒนางานปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น เกิดเป็นวงล้อเห็นคุณภาพของการพัฒนางานรอบใหม่

และที่สำคัญการจัดกระบวนการเรียนรู้การทำ R2R ไม่ใช่การมาเปิดสอนแค่ระเบียบวิธีวิจัย ต้องเน้นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งไปสู่การเกิดทักษะในการสร้างความรู้ (Knowledge Construction) ผ่านการลงมือปฏิบัติทำวิจัยในหน้างาน เกิด Research Skill และเกิด Creative Thinking ที่สุดเกิด New Knowledge และ New Mindset ที่นำไปสู่การตื่นรู้และเบิกบานในการเรียนรู้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป (Transformation and Passion)

ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพียงแค่สอนเนื้อหาวิจัยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นไปในลักษณะผสมผสาน เกิด Interactive Learning ที่สุดเกิดความสุขและปัญญาจากการเรียนรู้จากการลงมือทำ R2R ความคิดจะปิ๊งแว้ปต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ สภาวะนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นปัญญาปฏิบัติ

#SelfReflection

10-06-52