กูเก่ง

ธรรมชาติมนุษย์เกิดมาบนโลกมีสัญชาตญาณเอาตัวรอด เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ รอดพ้นภัยต่างนานา และพัฒนาเป็นการปกป้องตัวเอง (Self defense)ในรูปแบบความคิดต่างๆ อาทิ เช่น การระแวงภัยจากคนอื่น การปกปิดความผิดตัวเอง การบิดเบือนความเป็นจริง ฯลฯ 

ซึ่งการปกป้องตัวเองนี้ เป็นความรู้สึกที่อาจจะเป็นไปในทางที่ดีก็ได้ หรือทางที่เลวก็ได้ ทางดีคือ การพัฒนาตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่น  ส่วนทางเลวคือเบียดเบียนตัวเอง และเบียดเบียนคนอื่น ขึ้นอยู่ที่ผู้นั้นได้รับการอบรมให้เกิดมีสามัญสำนึกแค่ไหน 

สามัญสำนึกที่ว่านี้ มี 2 อย่างเบื้องต้นที่สำคัญคือ การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ การคิดถึงผลกระทบในอนาคต ซึ่งผมเคยเขียนไว้แล้วที่นี่ https://www.gotoknow.org/posts/646368  และสามัญสำนึกเบื้องกลาง คือจิตสาธารณะ (Public mind) และสามัญสำนึกในเบื้องลึก คือจิตปกติ (Equanimity) 

สามัญสำนึกเบื้องต้น เป็นไปเพื่อความสงบสุข ทั้งตนเองและสังคม
สมัญสำนึกเบื้องกลาง เป็นไปเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม (เมตตา - ค้ำจุนโลก)
สามัญสำนึกเบื่้องลึก เป็นไปเพื่อความพ้นจากทุกข์ (โลกุตระธรรม)

ในทางตรงกันข้าม หากขาดสามัญสำนึก สัญชาตญาณปกป้องตัวเองจะสูงและเป็นไปในทางเลว จะเกิดภาวะ อัตตา หรือ EGO ขึ้นในความคิด คือความรู้สึกว่า กู และ ของกู  ถ้าเป็นมากๆ จะเอาตัวเองเป็นศุนย์กลาง อยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจนึก อยากครอบครองทุกสิ่ง ทุกอย่างคือกูถูก คนอื่นผิดและงี่เง่าไปหมด มันคือความรู้สึกว่า กูเก่

อาการอยากเอาชนะ ไม่ฟังคนอื่น ทำตัวเหนือ ดูถูกคน จ้องจับผิด คิดว่าคนอื่นนั้นรู้น้อยด้อยค่ากว่าตน นั่้นคือ อัตตากูเก่ง ตามที่ผมกล่าว ซึ่งถ้าเราสังเกตุตัวเองดีๆ เราจะพบว่า เราเองก็มีอัตตาแบบนี้เป็นบางขณะ ! มันคือธรรมชาติการปกป้องตัวเองในทางเลว ขาดสามัญสำนึกในจังหวะนั้น 

ที่ผมเขียนเรื่องนี้เพราะอาการกูเก่ง เป็นอาการที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาอัตตาทั้งหมด มีผลร้ายแรงที่สุด ก่อความพินาศได้มากที่สุด ลองพิจารณาดูได้ว่าหากเราอยู่ใกล้คนที่มีอัตตาประเภทนี้บ่อยๆ เราจะรู้สึกอย่างไร  อัตตาแผ่รังสีไปหาคนรอบข้างอย่างที่สัมผัสรับรู้ได้  คู่สมรสใดที่มีความรู้สึกเช่นนี้ต่อกัน สามารถทำนายอนาคตได้เลยว่าไม่พ้น 7 ปี เลิกกันแน่นอน อันนี้มีการวิจัยแล้ว...!!   

โลกเราวุ่นวายทุกวันนี้เพราะอัตตาตัวนี้เป็นหลัก หากเราต้องการพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จที่มีความสุข ผมขอเน้นคำว่า ความสุข และขอเรียกว่า สุขสำเร็จ (สุขมาก่อน-สำเร็จตามมา) เราต้องคอยระวังอัตตาให้มาก โดยเฉพาะกูเก่ง

เมื่อใดที่เราได้เห็นใคร ได้ยินคำพูดอะไร แล้วรู้สึกว่า คนนั้นมันด้อย ไร้สาระ งี่เง่า ต่ำตม  นั่นหมายความเรากำลังผุดคิดว่ากูเก่ง ยกตนให้เหนือเขาอย่างขาดเมตตา (ขาดสามัญสำนึก) ถ้าเราทันเเห็นจิตตนเองขณะนั้น เขาจะเห็นว่าความคิดแบบนี้มันเผารนใจเจ้าของ ให้ร้อนลึก และกัดกร่อนสุขภาพกายให้สะสมอาการที่จะนำให้เกิดโรค NCDS จำพวก เบาหวาน ความดัน หัวใจ สมองเสื่อม มะเร็ง ฯลฯ  นอกจากเบียดเบียนคนอื่นแล้วก็เบียดเบียนตัวเองด้วย  

ซึ่งผมเองรู้สึกว่าโลกเรากำลังหันไปสู่ความหายนะมากขึ้นทุกวัน สังเกตุได้ช้ดจากการด่ากันในโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นทุกที ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนก็สามารถทำได้อย่างขาดสามัญสำนึก เอาความรู้สึกคิดเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางอย่างรุนแรง ...ทำนายได้เลยว่า ต่อไปเราจะพบโรคแปลกๆ มากขึ้น โดยเฉพาะโรคทางจิตเวท  โลกที่เราพูดกันว่าโลกพัฒนา แต่กลับหันหัวไปในทางเลว ผมถึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนสติกัน

รณรงค์ให้มีสติย้อนหันกลับมาดูตัวเองทุกครั้งที่เกิดผุดความคิด กูเก่ง รู้ทัน-ไม่เอากะมัน ไม่ให้มันครอบหัวเรา   แล้วชีวิตจะดี ความสงบสุขจะบังเกิดขึ้นทั้งภายในจิตตนเอง และสังคมรอบข้าง ... สุขสำเร็จแน่นอน ด้วยความปรารถนาดี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปัญญาญาณแบบพื้นๆ



ความเห็น (3)

-สวัสดีครับอาจารย์-ตามมาอ่าน-ตัวกูของกู…นะครับ-อัตตา….เกิดขึ้นบ้างเป็นบางครั้งบางคราว…ได้รู้จึงได้ลดลงบ้างขอรับ…-ขอบคุณครับ

ครับ องค์ความรู้เรื่องอัตตา เป็นสิ่งแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องรู้ เป็นสิ่งแรกที่เราสัมผัสโลก และเป็นชีวิตเราทั้งชีวิตน่าเสียดายอย่างสุดขั้วที่กระทรวงศึกษา ไม่ให้ความสนใจเลย สังคมมันถึงวุ่นวายขนาดนี้ !!

เขียนเมื่อ 

ท่าน.. พุทธทาส.. แยกแยะไว้แจ๊ะแจ้งว่าด้วย ตัวกู.. ของกู.. และยังยินคำสั่งสอนนี้.. อยู่ได้.. ในปัจจุบัน.. เราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ ใน โรงเรียน.. ซึ่งท่านพุทธทาส.. เรียกการศึกษาตามกฏกระทรวง ว่า เป็น.. การศึกษา.. แบบ”หมาหางด้วน”…. เจ้าค่ะ