เหมือนเค้นหากะทิจากมะพร้าวอ่อน ทำยังไงๆมันก็ยากที่จะสำเร็จ

              ความยากของการทำงานเรื่องการจัดการความรู้ระดับชุมชน ก็คือการจัดทีมงาน ถึงแม้จะทำการคัดเลือกแล้วเลือกอีก แต่ตัวเลือกมีจำกัด มนุษย์ที่มีมิติทางสังคม สนใจที่เรียนรู้ ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในวิถีชุมชนมีบ้าง แต่ในจำนวนเด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบที่จะมาทำงานในป่าในสวนอย่างของเรา ต้องการแต่งตัวสวยๆนั่งในสำนักงานมากกว่า การทำงานระยะแรกถึงจะคัดแล้วคัดอีกเราก็ได้เพื่อนร่วมงานที่หัวใจฝ่อแฟบมาร่วมทีม ทั้งๆที่ครั้งแรกดูทีท่าว่าจะคล้องแขนแน่นแฟ้นในอุดมการณ์ แต่ทำไปสักพักก็รู้ว่าเราคิดคนละอย่างในเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นเหมือนกัน แต่การทำงานก็คงต้องคำนึงถึงหลักการไว้บ้าง ส่วนกระบวนการจะพลิกแพลงอย่างนั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะฉีดยาขนานไหน โรคดื้อตาใสจึงจะสงบลงได้ ถ้าทีมงานปณิธานเรรวนก็จำเป็นต้องปรับแก้ การตั้งโจทย์ที่จะผลิต”คุณเอื้อ” “คุณกิจ” “คุณอำนวย” ไว้โดยการบล็อกตัวบุคคลไว้ล่วงหน้า แล้วเค้นขับให้เขาเกิดเขาเป็นตรงนี้ผิดธรรมชาติเสียแล้ว เห็นอาการบิดตะกูดเล็กๆระแคะระคายเรื่อยมา ไม่สามารถที่จะบีบเค้นดั่งใจได้

             ตรงนี้อธิบายได้ว่า..เหมือนเค้นหากะทิจากมะพร้าวอ่อน ทำยังไงๆมันก็ยากที่จะสำเร็จ กระตุกมากๆเข้าก็เกิดอาการงอแง หาเหตุเอาอิทธิพลเถื่อนทางการเมืองมาเป็นอีแอบอยู่ข้างหลัง สร้างเงื่อนไขเรื่องไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้บังคับบัญชาและจากแม่บ้าน ตรงจุดนี้ทำให้เกร็ง มันมีหลายอารมณ์ คิดว่ายาก ไม่น่าเป็นไปได้ ก็เกือบถอดใจ มีเรื่องเครียดๆเข้ามา ทำให้กังวลเรื่องความรับผิดชอบ ที่ไม่สามารถทำตามที่ท่านอาวุโสกำหนดตารางไว้ให้

              สรุปได้ว่าในยกแรกนี้เรายังอ่อนด้อยประสบการณ์ จำเป็นต้องเว้นวรรคเพื่อทบทวนกันเอง ว่าเราจะบริหารความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างไร หลังจากนั้นค่อยเปิดอกคุยกัน