ต่อจากบันทึก มีความหมายใดในการ (จะ) "ไปค่าย"
ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการที่ว่านั้น ผมและทีมงานได้สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือการแบ่งปันความรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับนิสิต โดยผมและทีมงานทำหน้าที่เป็นกระบวนกรตั้ง “คำถาม” เน้นให้นิสิตจากแต่ละองค์กรได้ “บอกเล่าข้อมูลกิจกรรม” หรือ “ภาพรวมของค่ายอาสาพัฒนา”
กระบวนการนี้ จริงๆ คือฝึกทักษะในการสื่อสารสาธารณะ พร้อมๆ กับการกระตุ้นให้นิสิตได้ทบทวนองค์กรหรือกิจกรรมของตนเอง พอๆ กับนัยสำคัญของการประเมินว่าผู้นำนิสิตที่นั่งในเวทีนี้ “รู้ตัวตน” แค่ไหน อันหมายถึงรู้เรื่องกิจกรรมตัวเองแค่ไหน รู้ประวัติศาสตร์ขององค์กรตัวเอง รู้ปรัชญา-วัตถุประสงค์ขององค์กรและโครงการฯ ที่กำลังจะจัดขึ้นแค่ไหน –
ว่าด้วยที่มาที่ไปของค่ายอาสาพัฒนา
ผมและทีมงานชวนให้นิสิตแต่ละองค์กรได้เล่าสู่กันฟังว่า “คัดเลือกพื้นที่อย่างไร” ซึ่งค่ายอาสาพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในปลายธันวาคม 2561 อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น เลย อุดรธานี อุบลราชธานี และเกือบทั้งหมดต่างเป็นพื้นที่อันคุ้นเคยของนิสิต กล่าวคือเป็นโรงเรียนเดิมของสมาชิกในองค์กร เป็นชุมชนเครือญาติ ยกเว้นศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคมเท่านั้นที่ชุมชนสื่อสารผ่านเข้ามาทางเฟซบุ๊ก จากนั้นแกนนำเครือข่ายฯ จึงเดินทางออกไปสำรวจค่าย
ในทางกระบวนการของการคัดเลือกพื้นที่ ทุกองค์กรมีแนวทางที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากการแบ่งทีมออกสำรวจพื้นที่เป้าหมาย (สำรวจค่าย) ทำการพบปะพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนและโรงเรียน เป็นการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการจัดกิจกรรมร่วมกัน จากนั้นก็นำข้อมูลทั้งหมดกลับมาประชุมหารือในองค์กร มีการนำเสนอข้อมูลและลงมติคัดเลือกพื้นที่ออกค่าย

ในทางหลักการแล้วแต่ละองค์กรก็จะกำหนดประเด็นการทำงานไว้ในใจ ประเด็นที่ว่านั้นมีทั้งที่เป็นความรู้ความสามารถของตนเองที่อยากจะถ่ายทอด หรือนำไปช่วยเหลือชุมชน รวมถึงประเด็นการไม่กำหนดตายตัว แต่ยึดเอาความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยพิจารณาว่าสัมพันธ์กับศักยภาพ หรือต้นทุนขององค์กรหรือไม่ – องค์กรสามารถทำได้หรือไม่ ....
ประเด็นเช่นนี้ ผมบอกกับนิสิตว่านี่คือ “การมีส่วนร่วม” อันเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของการทำงานค่ายฯ เป็นการมีส่วนร่วมระหว่างนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน ประหนึ่ง “การจัดการความรู้” ร่วมกัน หรือจะเรียกเป็นภาษาวิจัยว่า“พัฒนาโจทย์” ก็ไม่ผิด
และผมก็ย้ำหนักแน่นว่าหากสามารถสนธิโจทย์ความต้องการของนิสิตกับชุมชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้มากเท่าไหร่ ค่ายอาสาพัฒนาที่ว่านั้นก็จะเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรในวิถี “เรียนรู้คู่บริการ” ที่ทรงพลังต่อการพัฒนานิสิตและชุมชนไปพร้อมๆ กัน เสมือนการ “เกาถูกที่คัน” หรือ “ทายาถูกแผล-แผลก็หายได้เร็ว” นั่นเอง
เช่นเดียวกับการตั้งข้อสังเกตแบบกว้างๆ ว่า กระบวนการสำรวจค่ายอาสาพัฒนาในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก แต่ละองค์กรส่วนใหญ่มักนำพาค่ายกลับไปยังหมู่บ้านหรือชุมชนของตนเอง มากกว่าการเสาะแสวงหาผ่านส่วนราชการ หรือโบกรถไปเรื่อยๆ รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตมาสืบค้นหาพื้นที่ จากนั้นค่อยลงไปดูพื้นที่
นั่นยังไม่รวมถึงเจ้าของพื้นที่ติดต่อสื่อสารขอความอนุเคราะห์ให้นิสิตไปช่วยจัดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ที่มีทั้งส่งหนังสือมาถึงมหาวิทยาลัยและนิสิต ส่งข้อความผ่านเว็บเพจของนิสิต หรือกระทั่งการดูปรากฏการณ์จากสื่อ หรือกระแสหลัก เช่น ฝนตกน้ำท่วมไฟไหม้ พอนิสิตเห็นข่าวก็ระดมพลังเข้าไปเกื้อหนุน
<p>ว่าด้วยแนวคิด/กรอบแนวคิดของการไปออกค่าย
</p><p>ในเวทีครั้งนี้ ประเด็นเรื่องกรอบแนวคิดการบริหารจัดการค่ายอาสาพัฒนาคือหัวใจหลักที่ผมและทีมงานต้องการเจาะลึก ทั้งโดยการถ่ายทอดและการกระตุ้นให้แต่ละองค์กรได้สะท้อนสู่กันฟังว่ากิจกรรมที่จะจัดขึ้นนั้นใช้อะไรเป็นกรอบแนวคิด หรือใช้อะไรเป็นเครือมือของการจัดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาในมิติเรียนรู้คู่บริการ</p><p>เบื้องต้นนิสิตได้สะท้อนถึงแนวคิดสำคัญๆ ของค่ายฯ เช่น กระบวนการ PDCA อริยสัจ 4 เรียนรู้คู่บริการ การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ จิตอาสา ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่า “ผิด หรือ ถูก” </p>

โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมการเป็นนิสิตนั้น ผมเจาะลึกด้วยการชวนพูดคุยและอธิบายมากกว่าประเด็นอื่นๆ พร้อมๆ กับการพูดโยงไปเรื่อง Soft skills อันเป็นมนต์เสน่ห์ที่นิสิตจะได้เรียนรู้และบ่มเพาะตัวเองจากค่ายอาสาพัฒนา –
</ul>
</p>
</p><p>ตอนท้าย ผมฝากกับนิสิตว่า “… ขอให้นำเรื่องราวทั้งหมดไปสื่อสารกับมวลสมาชิก อย่างน้อยก็ให้สื่อสารถ่ายทอดต่อคณะกรรมการบริหารองค์กร หรือคณะกรรมการบริหารค่าย เพราะบางครั้งจำนวนคนเยอะที่ไปค่ายก็กลายเป็นข้อจำกัดในการติดอาวุธทางความคิด แต่ขอให้ตระหนักว่าผู้นำต้องสร้างผู้นำ มิจำเป็นต้องทุกข์ร้อนว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นจะต้องมีผู้นำเกิดขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนทั้งหมดที่เข้าร่วม ขอเพียงจบค่ายแล้วมีผู้นำเกิดขึ้นค่ายละ 5-10 คน ผมก็ถือว่าสุดยอดแล้ว…
… รวมถึงการทำแล้วต้องชัดเจนว่าได้เรียนรู้อะไร รู้ตัวเองชัดขึ้นหรือไม่ รู้ความเป็นมหาวิทยาลัยตัวเองหรือไม่ ไม่ใช่รู้เรื่องชุมชนแต่ไม่รู้จักตัวเอง และเมื่อทำแล้วก็ควรต้องได้ความรู้เพื่อถ่ายทอดไปยังคนรุ่นหลังบ้าง มิใช่ได้แต่ความบันเทิง หรือได้ความรู้ดีๆ แต่ไม่บอกต่อ นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ….”</p><p>ผมพูดเช่นนี้จริงๆ</p>
ทำงานกับนักศึกษา ดูมีความสุขนะคะ