ว่าด้วยเรื่อง "กรอบแนวคิดการบริหารจัดการค่ายอาสาพัฒนา"

นอกจากนั้นก็ยังเพิ่มเติมกรอบแนวคิดอื่นๆ เข้าไปหนุนเสริม เช่น การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียนและส่วนราชการ) หรือกระทั่งกรอบแนวคิดจากข้อเขียนที่ผมสังเคราะห์ขึ้นเองผ่านประสบการณ์ตรง และงานวิจัยฯ ของตนเอง เช่น การจัดการเรียนรู้บนฐานวัฒนธรรม 9 ข้อคิด การจัดกิจกรรมเรียนรู้คู่บริการ บันเทิงเริงปัญญา สอนงานสร้างทีม

ต่อจากบันทึก มีความหมายใดในการ (จะ) "ไปค่าย"

ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการที่ว่านั้น  ผมและทีมงานได้สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  หรือการแบ่งปันความรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับนิสิต  โดยผมและทีมงานทำหน้าที่เป็นกระบวนกรตั้ง “คำถาม”  เน้นให้นิสิตจากแต่ละองค์กรได้ “บอกเล่าข้อมูลกิจกรรม” หรือ “ภาพรวมของค่ายอาสาพัฒนา” 

กระบวนการนี้  จริงๆ คือฝึกทักษะในการสื่อสารสาธารณะ  พร้อมๆ กับการกระตุ้นให้นิสิตได้ทบทวนองค์กรหรือกิจกรรมของตนเอง  พอๆ กับนัยสำคัญของการประเมินว่าผู้นำนิสิตที่นั่งในเวทีนี้ “รู้ตัวตน” แค่ไหน  อันหมายถึงรู้เรื่องกิจกรรมตัวเองแค่ไหน  รู้ประวัติศาสตร์ขององค์กรตัวเอง  รู้ปรัชญา-วัตถุประสงค์ขององค์กรและโครงการฯ  ที่กำลังจะจัดขึ้นแค่ไหน –


ว่าด้วยที่มาที่ไปของค่ายอาสาพัฒนา

ผมและทีมงานชวนให้นิสิตแต่ละองค์กรได้เล่าสู่กันฟังว่า “คัดเลือกพื้นที่อย่างไร”  ซึ่งค่ายอาสาพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในปลายธันวาคม 2561 อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น เลย อุดรธานี อุบลราชธานี  และเกือบทั้งหมดต่างเป็นพื้นที่อันคุ้นเคยของนิสิต  กล่าวคือเป็นโรงเรียนเดิมของสมาชิกในองค์กร  เป็นชุมชนเครือญาติ  ยกเว้นศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคมเท่านั้นที่ชุมชนสื่อสารผ่านเข้ามาทางเฟซบุ๊ก  จากนั้นแกนนำเครือข่ายฯ  จึงเดินทางออกไปสำรวจค่าย

ในทางกระบวนการของการคัดเลือกพื้นที่  ทุกองค์กรมีแนวทางที่คล้ายคลึงกัน  เริ่มจากการแบ่งทีมออกสำรวจพื้นที่เป้าหมาย  (สำรวจค่าย)  ทำการพบปะพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนและโรงเรียน เป็นการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการจัดกิจกรรมร่วมกัน  จากนั้นก็นำข้อมูลทั้งหมดกลับมาประชุมหารือในองค์กร  มีการนำเสนอข้อมูลและลงมติคัดเลือกพื้นที่ออกค่าย

ในทางหลักการแล้วแต่ละองค์กรก็จะกำหนดประเด็นการทำงานไว้ในใจ  ประเด็นที่ว่านั้นมีทั้งที่เป็นความรู้ความสามารถของตนเองที่อยากจะถ่ายทอด หรือนำไปช่วยเหลือชุมชน  รวมถึงประเด็นการไม่กำหนดตายตัว  แต่ยึดเอาความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้ง  แล้วค่อยพิจารณาว่าสัมพันธ์กับศักยภาพ หรือต้นทุนขององค์กรหรือไม่ – องค์กรสามารถทำได้หรือไม่ ....


ประเด็นเช่นนี้  ผมบอกกับนิสิตว่านี่คือ “การมีส่วนร่วม” อันเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของการทำงานค่ายฯ  เป็นการมีส่วนร่วมระหว่างนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน  ประหนึ่ง “การจัดการความรู้” ร่วมกัน หรือจะเรียกเป็นภาษาวิจัยว่า“พัฒนาโจทย์” ก็ไม่ผิด  
 
และผมก็ย้ำหนักแน่นว่าหากสามารถสนธิโจทย์ความต้องการของนิสิตกับชุมชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้มากเท่าไหร่ ค่ายอาสาพัฒนาที่ว่านั้นก็จะเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรในวิถี “เรียนรู้คู่บริการ”  ที่ทรงพลังต่อการพัฒนานิสิตและชุมชนไปพร้อมๆ กัน  เสมือนการ “เกาถูกที่คัน”  หรือ “ทายาถูกแผล-แผลก็หายได้เร็ว”  นั่นเอง   
 
เช่นเดียวกับการตั้งข้อสังเกตแบบกว้างๆ ว่า  กระบวนการสำรวจค่ายอาสาพัฒนาในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก  แต่ละองค์กรส่วนใหญ่มักนำพาค่ายกลับไปยังหมู่บ้านหรือชุมชนของตนเอง  มากกว่าการเสาะแสวงหาผ่านส่วนราชการ  หรือโบกรถไปเรื่อยๆ  รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตมาสืบค้นหาพื้นที่ จากนั้นค่อยลงไปดูพื้นที่  
 
นั่นยังไม่รวมถึงเจ้าของพื้นที่ติดต่อสื่อสารขอความอนุเคราะห์ให้นิสิตไปช่วยจัดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา  ที่มีทั้งส่งหนังสือมาถึงมหาวิทยาลัยและนิสิต  ส่งข้อความผ่านเว็บเพจของนิสิต  หรือกระทั่งการดูปรากฏการณ์จากสื่อ หรือกระแสหลัก  เช่น ฝนตกน้ำท่วมไฟไหม้  พอนิสิตเห็นข่าวก็ระดมพลังเข้าไปเกื้อหนุน


ว่าด้วยแนวคิด/กรอบแนวคิดของการไปออกค่าย

ในเวทีครั้งนี้  ประเด็นเรื่องกรอบแนวคิดการบริหารจัดการค่ายอาสาพัฒนาคือหัวใจหลักที่ผมและทีมงานต้องการเจาะลึก  ทั้งโดยการถ่ายทอดและการกระตุ้นให้แต่ละองค์กรได้สะท้อนสู่กันฟังว่ากิจกรรมที่จะจัดขึ้นนั้นใช้อะไรเป็นกรอบแนวคิด  หรือใช้อะไรเป็นเครือมือของการจัดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาในมิติเรียนรู้คู่บริการ

เบื้องต้นนิสิตได้สะท้อนถึงแนวคิดสำคัญๆ ของค่ายฯ  เช่น  กระบวนการ PDCA  อริยสัจ 4  เรียนรู้คู่บริการ  การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ จิตอาสา  ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่า "ผิด หรือ ถูก" 

ในทุกประเด็นที่นิสิตสื่อสารนั้น  ผมจะทำหน้าที่ขยายความเป็นเนื้อหาเชิงลึกเหล่านั้นให้นิสิตได้ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน  เน้นการอธิบายความหมายของกรอบแนวคิดเหล่านั้น  พร้อมๆ กับยกตัวอย่างประกอบ  ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม-แตะต้องสัมผัสได้  เช่น เหตุการณ์ หรือกิจกรรม หรือพฤติกรรมในค่ายอาสาพัฒนา 

นอกจากนั้นก็ยังเพิ่มเติมกรอบแนวคิดอื่นๆ เข้าไปหนุนเสริม  เช่น  การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning)  บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียนและส่วนราชการ)  หรือกระทั่งกรอบแนวคิดจากข้อเขียนที่ผมสังเคราะห์ขึ้นเองผ่านประสบการณ์ตรง  และงานวิจัยฯ  ของตนเอง   เช่น  การจัดการเรียนรู้บนฐานวัฒนธรรม  9 ข้อคิด  การจัดกิจกรรมเรียนรู้คู่บริการ  บันเทิงเริงปัญญา  สอนงานสร้างทีม

ยอมรับว่าในระยะหลังๆ  ผมเน้นเรื่องเหล่านี้มาก  ผมอยากให้ผู้นำนิสิตจัดกิจกรรมแบบมีทฤษฎีเชิงวิชาการบ้าง  มิใช่ทำในแบบ “ใจล้วนๆ” หรือ ใจนำพาศรัทธานำทาง  

ด้วยความคิดเช่นนั้น ผมจึงบรรจุประเด็นกรอบแนวคิด หรือทฤษฎีไว้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของแบบฟอร์มการ “เขียนโครงการ”  ขึ้นอยู่กับว่านิสิตจะใช้ประเด็นใดมาเป็นกรอบในการขับเคลื่อนกิจกรรม

มิหนำซ้ำในแบบประเมินผลโครงการ  และการเขียนสรุปตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กในเวทีวันวิชาการกิจการนิสิต หรือวันกิจกรรมพัฒนานิสิต  ผมก็บรรจุหัวข้อนี้ไว้ด้วยเช่นกัน  เพื่อให้นิสิตสกัด หรือสะท้อนออกมาว่า “ใช้กรอบแนวคิดใดในการจัดกิจกรรม”

ว่าด้วยเครื่องมือการเรียนรู้และประเมินผลการเรียนรู้

นอกจากกรอบแนวคิดข้างต้นแล้ว  ผมยังบอกเล่าให้นิสิตได้รับรู้และทำความเข้าใจกับหมุดหมายของการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรในครรลองของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เป็นการบอกเล่าเชิงผลลัพธ์ของการเรียนรู้มากกว่าการสื่อให้เห็นถึงมิติของการประเมิน หรือประกันคุณภาพการศึกษา

ประเด็นอันเป็นหมุดหมายที่ผมหยิบจับมาสื่อสารก็มีหลากหลาย  เช่น  

  • ปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) 
  • เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) 
  • อัตลักษณ์นิสิต (เป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) 
  • ค่านิยมนิสิต (MSU FOR ALL : พึ่งได้) 

    โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมการเป็นนิสิตนั้น  ผมเจาะลึกด้วยการชวนพูดคุยและอธิบายมากกว่าประเด็นอื่นๆ   พร้อมๆ กับการพูดโยงไปเรื่อง Soft skills  อันเป็นมนต์เสน่ห์ที่นิสิตจะได้เรียนรู้และบ่มเพาะตัวเองจากค่ายอาสาพัฒนา –

สิ่งหนึ่งที่ผมเจตนานำมาสื่อสารเพิ่มเติมก็คือ “เครื่องมือการเรียนรู้-เครื่องมือการประเมินผลการเรียนรู้”

ในเวทีครั้งนี้ผมพูดถึงเครื่องมือที่นิสิตควรต้องนำไปใช้  เช่น  BAR-AAR  แบบสอบถาม  การสัมภาษณ์  การสังเกต  ประชุม-ระดมความคิด  ซึ่งทั้งปวงนั้นนิสิตต้องเลือกเองว่าอะไรต้องใช้ตอนไหน  อะไรจะใช้กับแกนนำ  อะไรจะใช้กับสมาชิกค่าย อะไรจะใช้กับชุมชน  ทุกอย่างผมย้ำให้คำนึงถึงความเหมาะสม – คำนึงถึงกาลเทศะ  หรือกระทั่งการชี้ประเด็นว่าสามารถประเมินผลผ่านบัตรคำและผ่านระบบสังคมออนไลน์ด้วยก็ได้ 

นั่นยังไม่รวมถึงการทิ้งประเด็นของการใช้ "ภาพถ่าย" และ "เรื่องเล่า"  เป็นทางเลือกของการประเมินผลการเรียนรู้ –

นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมและทีมงานได้จัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับนิสิตในวันนี้ 



ตอนท้าย  ผมฝากกับนิสิตว่า “... ขอให้นำเรื่องราวทั้งหมดไปสื่อสารกับมวลสมาชิก  อย่างน้อยก็ให้สื่อสารถ่ายทอดต่อคณะกรรมการบริหารองค์กร หรือคณะกรรมการบริหารค่าย  เพราะบางครั้งจำนวนคนเยอะที่ไปค่ายก็กลายเป็นข้อจำกัดในการติดอาวุธทางความคิด  แต่ขอให้ตระหนักว่าผู้นำต้องสร้างผู้นำ  มิจำเป็นต้องทุกข์ร้อนว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นจะต้องมีผู้นำเกิดขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนทั้งหมดที่เข้าร่วม  ขอเพียงจบค่ายแล้วมีผู้นำเกิดขึ้นค่ายละ 5-10 คน  ผมก็ถือว่าสุดยอดแล้ว...

...  รวมถึงการทำแล้วต้องชัดเจนว่าได้เรียนรู้อะไร  รู้ตัวเองชัดขึ้นหรือไม่  รู้ความเป็นมหาวิทยาลัยตัวเองหรือไม่  ไม่ใช่รู้เรื่องชุมชนแต่ไม่รู้จักตัวเอง  และเมื่อทำแล้วก็ควรต้องได้ความรู้เพื่อถ่ายทอดไปยังคนรุ่นหลังบ้าง  มิใช่ได้แต่ความบันเทิง  หรือได้ความรู้ดีๆ  แต่ไม่บอกต่อ  นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ....”

ผมพูดเช่นนี้จริงๆ


เขียน : พฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม 2561

ภาพ : พนัส  ปรีวาสนา / จิรัฎฐ์ อภิวิชญ์ทีปกร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (1)

ทำงานกับนักศึกษา ดูมีความสุขนะคะ