อ่านบันทึกหลายบันทึกที่กล่าวถึงเรื่องการกอด นึกถึงตัวเองที่เป็นคนชอบกอด หลาย ๆ คนอาจจะมีข้อคำถามในใจบ้าง ว่าอะไรถึงทำให้เป็นคนชอบกอด แล้วเวลากอดคิดถึงอะไร จะบอกว่าคิดถึงการกอดสงบค่ะ เคยอ่านหนังสือ เรื่องมีอยู่ว่า.............
กอดสงบหรือ คาล์ ฮัค (clam huck) เป็นเทคนิคการผ่อนคลายได้ความสงบที่ดีวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์อันวุ่นวาย คับขันในอารมณ์ คือการกอด-ฮัค แท้จริงการกอด เป็นฐานของความสุของมนุษย์ทุกคน
การกอด เป็นกิริยาท่าทางของการสัมผัส-ทัชชิ่ง (tuching)
เรามิใช่คุ้นเคยการถูกกอดมาตั้งแต่เกิดเท่านั้น แต่ว่ามันคือความจำเป็นของทุกคนที่จะต้องได้รับเพื่อเสริมพัฒนาการด้านจิตใจให้สมบูรณ์ เป็นสัญชาติญาณก็ว่าได้ มันช่วยสร้างความมั่นคงภาคภูมิในตนเอง สอนให้เป็นผู้รับ เป็นผู้ให้ที่ดี และสอนให้รู้ซึ่งถึงความต้องการที่ขาดไม่ได้ และรู้ซึ่งถึงคุณค่าของมัน
ลองสังเกตุแม่ที่กอดรัดลูกผู้กำลังสะอึกสะอื้นร้องไห้ สังเกตดูให้ดีๆ จะเห็นว่าการกอดเป็นการเยียวยาบาดแผลใจของลูกน้อยได้ชะงัดนัก และท่านจะรู้สึกว่าได้เคยอยู่ในอ้อมกอดเช่นนั้นมานานแล้ว และได้ความรู้สึกเป็นสุขอยู่ลึก ๆ ด้วยในขณะเดียวกัน
ถ้าท่านได้สัมผัสการถูกสัมผัสจากใครสักคนที่มิใช่ในเรื่องรักใคร่โรแมนติก ท่านก็จะซึ้งถึงความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการได้มา ซึ่งความรู้สึกผ่อนคลายหรือคาล์ม(ความสงบ)
การกอดสงบ-คาล์ม ฮัค เป็นเรื่องธรรมดา จงลุกขึ้นและตรงไปหาคนที่ท่านวางใจในตัวเขา อ้าแขนออกโอบกอดเขาไว้ ถ้าท่านรู้สึกติดขัดไม่สนิทใจที่จะทำเช่นนั้น ก็บอกเขาก่อน โดยพูดว่า "ผม/ฉันต้องการกอดคุณสักครั้ง คุณรังเกียจไหม" ตรงนี้อาจเป็นฝรั่งหน่อย แบบไทยถ้าทักทายอย่างเป็นมิตรและจับมือถือแขนแน่นหนาของกันและกันก็น่าจะอบอุ่นพอ และอาจจะไปสู่การกอดอันอบอุ่นได้ความสุขสงบซึ่งกันและกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ จงทำบ่อย ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ เท่าที่จะทำได้ ย่อมได้รับความสุขสงบแน่นอนจากการกอดสงบ หรือ คาล์ม ฮัค แต่ละครั้ง
นึกถึงวันมหกรรม KM จังเลย มีความสุข
วันนี้คุณกอดใครหรือยังคะ (โดยเฉพาะคุณพ่อ)
วันนี้ครูอ้อยจะไปกิดคุณพ่อ คุณแม่และน้องๆ และจะกอดเผื่อทุกคนด้วยค่ะ
เห็นหนังสือ และสื่อประชาสัมพันธ์กันมากมายนะคะ ผลของการกอดคงจะดีจริง แต่....
บางคนไม่ชินเลยนะคะ อย่างพี่
บางครั้งพี่ ๆ ที่ทำงานเขาทักทายเข้ามากอดจะรู้สึกขนลุก ไม่อยากให้กอดแต่ไม่กล้าพูด เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่
นักเรียนบางคนก็เข้ามานวดมากอด มาแอบ เพราะว่าพี่เองก็รุ่นแม่ รุ่นป้าของเขาแล้ว ก็มีอาการที่ไม่สนิท ขนลุกขนพอง แต่ไม่กล้าปฏิเสธ กลัวเด็กจะไม่เข้าใจ
การกระทำของพี่จะเพียงเอามือสัมผัสหรือโอบหลัง เอวเท่านั้น กับแม่ก็จะบีบ นวด อิง หนุน แต่ไม่กอด
เลี้ยงสุนัข ก็แค่ทักทาย จับขา ลูบหัว ไม่อุ้มไม่กอด
กับเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่อุ้ม ไม่กอด ได้แต่ยืนมอง อาจจะจับมือหยอกบ้าง
แต่กับน้องแมวนี่กอด อุ้ม
เฮ้อ ! อย่างนี้พี่ผิดปกติ รึเปล่านี่
มีเรื่องเล่าจาก ศูนย์อนามัยที่ 5 ของกรมอนามัย เกี่ยวกับการกอด ของพี่เลี้ยงเด็กค่ะ
"ในสมุดบันทึกที่เขาบันทึกไว้ จากการอบรมที่ให้ครูพี่เลี้ยงและได้คุยกัน บอกว่า ... มีเด็กเหงา เขาไม่เคยโดนกอดเลย เขาก็บอกวิธีว่า โอบเด็กยังไง กอดยังไง เขาบอกวิธีว่า ก็โอบเด็กเข้ามากอด และคิดว่าเขาเป็นลูก แล้วเขาก็จะเงียบ"
คุณสุรวัฒน์ มาคุยให้ฟัง ที่นี่ค่ะ เรื่องช่วยงานอบรมผู้ดูแลเด็ก
คุณติ๋ว
นั่นนะสิ วันที่เธอกลับมา เราทุกคนต้องส่งใจไปเชียร์เธอนะคุณติ๋ว อิอิ ขำขำ
แม้จะไม่ได้กอด แต่ผมก็โทรไปคุยด้วยแล้วครับ เช้านี้
อิจฉา…อิจฉา…
ครูอ้อย…เราจะเลี้ยงรับเธอยังไงดีคะ
ได้เลย บอกมา ครูอ้อยร่วมด้วยเสมอ case คุณไมโตนี่ คุณติ๋วคิดนะ ครูอ้อยคิดไม่เก่ง พูดไม่เก่ง เขียนเก่งอย่างเดียว
คุณไมโตคะ
กลับบ้านมาคงได้กอดสมใจ ไม่ใช่สิ กอดคุณสมจิน (อิอิ) อย่างสมใจนะคะ ลูก ๆ ด้วยค่ะ
เตรียมรอรับกลับด้วยด้วยกอดเหมือนกันค่ะ
ครูอ้อยคะ
ฝากกอดทุกคนที่ครูอ้อยรักด้วยค่ะ
คุณไมโตคะ น้องอ๊อบคะ
ครูอ้อยฝากกอดไปยังคุณสมจินและลูกทั้งสองด้วยค่ะ
อ.ภาทิพคะ
อ.หมอนนท์คะ
หนูตามไปอ่านตามที่ อ.แนะนำแล้วคะ
เวลาที่เจอเด็ก ๆ หรือเจอหลาน ๆ ก็ต้องเรียกให้มารับกอดพร้อมกับจุ๊บหน้าผากและจุ๊บผม 1 ที เด็ก ๆ จะชอบ และรักอา-ป้าอึ่งค่ะ.....เวลากอดเด็กไม่ใช่เด็กเท่านั้นที่ได้ความรักความอบอุ่น .....ผู้ใหญ่ (อย่างเรา) ก็ได้รับและเรียนรู้จากเด็ก ๆ ด้วยค่ะ
ขอบคุณคุณหมอมากที่เติมเต็มความรู้สึกของการกอดให้ค่ะ
คุณติ๋วคะ
คุณขจิตคะ
ค่ะ..เห็นด้วยทุกเรื่องค่ะ