“มหาวิทยาลัยโพฮัง ลูกรู้จักไหม” ผมถามแป้งขึ้นมาในวันหนึ่ง

ในช่วงวัยที่ลูกสาวคนโตอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนอีกครั้ง

“มันคือเมืองอุตสาหกรรมนะพ่อ” นั่นแสดงว่าเธอรู้จักเมืองนี้

“ถ้าลูกยังอยากจะไปเรียนที่เกาหลีอยู่ล่ะก็ ที่นี่เป็นที่เดียวที่พ่อคิดว่ามันดีมากๆเลยนะลูก” ผมบอกออกไปลอยๆ ไอ้ที่ต้องลอยๆ นั่นเพราะผมกำลังคุยอยู่กับวัยรุ่นที่มีนิสัยกากๆเหมือนผมเมื่อก่อน ถ้าผมบอกให้ลูกตั้งใจฟัง มันก็จะฟังเพลง แต่ถ้าพูดทิ้งๆรับรองได้ว่า มันกำลังฟังอยู่ ฮ่าฮ่า (นั่นมันกูชัดๆ ผมกระหยิ่มยิ้มในใจ)

นานมาแล้ว ผมเคยไปนั่งฟังการบรรยายจากผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. เค้าพูดเรื่องบริษัทและทิศทางของการพัฒนา วันนั้นเรื่องระบบการศึกษาได้ถูกนำขึ้นมาแสดงวิสัยทัศน์

“โพฮัง เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรเลย แต่เมืองนี้นำเข้าเหล็กมาถลุง แปรรูป แล้วนำเหล็กมาต่อเรือ” ผมหลับตานึกภาพพื้นที่สีส้มๆ ถูกปกคลุมไปด้วยหมอควันขึ้นมาทันที

“รู้ไหมครับ เรือเดินสมุทรราวครึ่งหนึ่งที่แล่นอยู่ในมหาสมมุทรขณะนี้ ถูกต่อมาจากเมืองโพฮัง” เขาบรรยายต่ออย่างมีอรรถรส

เชื่อสิครับ เล่นพูดซะน่าสนใจขนาดนี้ ให้กับผมซึ่งเป็นแค่หมอกระจอกๆที่ไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อนฟัง 

“บริษัทเขาตระหนักดีว่า อุตสาหกรรมหนักจะทำให้เกิดมลพิษในเมือง และมีผลกระทบต่อประชาชนแน่ๆแม้ว่าจะมีระบบที่ดีเพียงไหน เขาจึงมีการคืนประโยชน์สู่สังคม และการคืนประโยชน์กลับที่ดีที่สุดนั้น คือการสร้างสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดขึ้นมา นั่นก็คือ Pohang University of Science and Technology ครับ” 

โห.....(ผมเอง)

“เค้ามีเป้าหมายว่า โพฮัง ต้องเก่งที่สุดเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” การบรรยายน่าสนใจมาก คนกว่าพันคนในห้องประชุมนั้นเงียบกริบ

“เมื่อเดินเข้าไปในอาคารแห่งหนึ่ง เราจะเห็นรูปปั้นของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลยืนอยู่บนแท่น” ผมจำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง จำได้แค่ไอสไตน์เท่านั้นเอง

“ที่น่าสนใจมากก็คือ เขาจะมีแท่นเปล่าๆอยู่โดยที่ไม่มีรูปปั้นของใครยืนอยู่ เค้าบอกว่า แท่นเหล่านี้ จะเป็นรูปปั้นของนักศึกษาจากโพฮัง ที่ได้รับรางวัลโนเบล” 

ถึงตรงนี้ ผมขนลุกซู่ คิดถึงพี่แป้งขึ้นมาจับใจ

ปล.พับผ่าเถอะ ถึงตอนนี้ ผมก็ยัง search หาดูไอ้รูปปั้นที่ว่านั้นไม่เจอสักที (หากใครหามาให้ดูได้จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง)

..........................

ปตท.ก็ทำโรงเรียนแล้วนะครับ “กำเนิดวิทย์” 

ผู้บรรยายในวันนั้น ท่านทิ้งท้ายไว้ว่า ความฝันของ ปตท. คือการสร้างโรงเรียนที่ปั้นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีและเก่งที่สุดให้กับประเทศไทยให้ได้

จริงเหรอ?

ผมเคยมีข้อกังขาเหมือนกันเมื่อพบว่า โรงเรียนต่างๆ อาจจะไม่ได้คิดเหมือนกับกำเนิดวิทย์

พวกเขาเหล่านั้น อยากจะปั้นนักเรียนของเขาให้เข้าเรียนแพทย์ให้มากที่สุด หรือไม่ก็วิศวกรรมศาสตร์ให้ได้มากที่สุด 

เขากำลังแข่งขันกันสุดชีวิต 

ย้อนกลับไปดู มหิดลวิทยานุสรณ์ สิครับ เมื่อตั้งโรงเรียน ก็บอกว่าจะสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้ประเทศไทย นักเรียนไม่ต้องเสียค่าเทอม เพราะมีกระทรวงอะไรสักอย่างออกค่าเทอมให้ กระทั่งตอนนี้ โรงเรียนหลายแห่งก็มีโครงการห้องเรียนพิเศษที่เสริมความเก่งทางวิทยาศาสตร์ โรงเรียนแป้งก็มี ชื่ออะไรวะ วมว. อะไรทำนองนี้ นักเรียนไม่ต้องเสียค่าเทอม ต้องนอนหอพัก ต้องเรียนภาคค่ำ 

ท้ายที่สุด นักเรียนเหล่านี้ก็แห่กันสอบเข้าเรียนแพทย์กันชิ้บหายวายป่วง และนั่นก็เป็นการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนเป็นอย่างดี และดูเหมือน มหิดลวิทย์เองก็น่าจะเข้าใจจุดยืนของตัวเองที่ค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างถาวรเสียแล้ว

ผมว่านะ ผู้ที่ออกเงินค่าเทอมให้นักเรียนเหล่านี้ได้เรียนฟรีควรต้องมานั่งคิดใหม่ เมื่อไหร่ที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์จริงๆ ควรต้องมีการเรียกร้องให้ชดใช้ทุนกลับ 

(ฮ่า ฮ่า คิดเองนะครับ คิดเล่นๆ ขวางโลกไปเรื่อยเปื่อย)

มาดูกันต่อไป ว่ากำเนิดวิทย์จะผลิตหมอให้กับประเทศอีกกี่คน

ยังครับ

ก็อย่างที่รู้กันดี ว่าเดี๋ยวนี้โรงเรียนต่างๆ ล้วนมีห้องเรียนพิเศษที่บ่มเพาะนักเรียนให้สอบเข้าเรียนแพทย์หรือวิศวะให้ได้มากที่สุด ห้องเรียนที่ว่านี้จะเรียนหนักมาก เรียนเช้ากว่าใครและเลิกสายกว่าใคร บางทีมีแถมภาคค่ำ เนื้อหาที่เรียนก็เข้มข้น และมุ่งเน้นการทำข้อสอบให้ได้ (มั้ง) น่าสนใจมาก หากจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนดูสักสัปดาห์หนึ่ง ผมอยากดูว่า เขาจัดการเรียนการสอนอย่างไร วิชาสังคมศึกษามีการสอนกันจริงไหม เกรดที่ออกมานั้นมีการสอบจริงหรือไม่ ฮ่าๆๆๆ แดกดันขนาดนี้ ใครจะไปเชื่อ เขาจัดการได้ดีสิน่า เด็ก (และพ่อแม่) อยากเข้าไปเรียนกันออกจะมาก การสอบเข้าก็ยาก เขาน่าจะเอาข้อสอบระดับมหาวิทยาลัยมาออกสินะ

และเมื่อท่านสอบเข้าเรียนต่อแพทย์ได้จริงๆ ก็หมดหน้าที่ของโรงเรียน

อ้อ ยังครับ

โรงเรียนยังมีหน้าที่ในการประกาศเกียรติคุณของเหล่าผู้กล้าไว้ยังที่ที่โรงเรียนจัดไว้ให้อย่างดีต่อไป

..................

วันนี้น้องจ้าขอไปสอบคณิตศาสตร์ ที่ถูกจัดขึ้นมาโดย สพฐ.

“ทำไมลูกอยากสอบจัง” ผมถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะโดยปกติ โรงเรียนนกฮูกมักไม่ค่อยสนับสนุนการสอบแข่งขันแบบนี้

“ไม่รู้ จ้าอยากลองสอบบ้าง อยากรู้ว่าทำได้แค่ไหน” โห..รู้ไหม มันแจ่มมากที่ลูกรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ว่าอยากจะประเมินตนเอง (มากไปกว่าการแข่งขัน) ผมยิ้มให้กับตัวเอง

สพฐ.เป็นผู้จัดสอบในวันนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าสอบ

แยก ๒ วิชา ใครอยากสอบคณิตศาสตร์ก็สอบที่โรงเรียนหนึ่ง แต่หากใครอยากสอบวิชาวิทยาศาสตร์ก็ไปสอบที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง

เอาตามความชอบ

ผมไปส่งลูกตั้งแต่เช้า เราเลือกที่จะจอดรถไกลๆ แล้วเดินเข้าไปในซอย 

โรงเรียนแห่งนี้มีรูปถ่ายนักเรียนติดที่รั้วมากมาย (น่าจะเหมือนกับหลายๆโรงเรียน)

แต่ละท่านล้วนผ่านสนาม (รบ) ต่างๆมาอย่างโชคโชน เราจึงขอสดุดีท่านเหล่านี้ไว้ให้โลกจารึกไว้ว่า ท่านคือผู้เสียสละ ท่านคือผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนและประเทศชาติชาติชาติ (เอ๊กโค่หน่อยแล)

และที่มันทำให้ผมขนลุกซู่ขึ้นมา (นอกจากการเดินหลบก้อนขี้หมาริมถนนหลายกองติดต่อกันเกือบร้อยเมตร) ก็คือ “ผนังที่ว่างอยู่”

ผมคิดถึง “โพฮัง” 

“พื้นที่แห่งนี้ จะถูกเก็บไว้ เพื่อเป็นที่ติดภาพถ่ายของนักเรียนรุ่นต่อไป ที่ได้รับรางวัลโนเบล”

ขำ

ธนพันธ์ ชูบุญอยากมีรูปติดผนังรั้วโรงเรียนบ้างจัง

๗ มค ๖๑

และท้ายที่สุด โรงเรียน ครู และพ่อแม่ ก็ได้ร่วมกันสร้างลูกๆขึ้นมา เพื่อตัวเองมากกว่าเรื่องอื่นใด สิ น ะ