ที่ผมจะขอเปิดประเด็นต่อไปนี้ ขอให้เป็นการวิพากษ์ความหมายของคำที่ใช้ทำงาน (Working definition) โดยไม่พูดถึงสถานะทางสังคมของใครทั้งสิ้น เพราะในความเป็นจริงทุกคนในสังคมจะมีสถานะเกือบทุกอย่างปะปนกันไปทั้งหมด เช่น ที่กล่าวว่า แม่เป็นครูคนแรกของลูก เป็นต้น โดยไม่ต้องจบหลักสูตรครูใดๆ หรือรอให้มีใครมาแต่งตั้งให้ใดๆทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ลูกก็จะเป็นนักเลียน คอยลอกเลียนการแสดงของแม่และคนเลี้ยง จนกว่าจะเข้าใจความหมายต่างๆ จึงเริ่มเป็นนักเรียน เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว และพัฒนาตนเองเป็นนักศึกษาโดยการนำความรู้ไปพัฒนาตนเอง พอเติบใหญ่เลี้ยงตัวเองได้ก็เป็นบัณฑิตที่มีปัญญาเลี้ยงตัวเองจนรอด และเป็นที่พึ่งพาของคนอื่นๆได้ ในระหว่างนั้นก็จะเป็นครูให้ผู้อื่นเห็นเป็นแบบอย่าง และเป็นอาจารย์จากการนำความรู้และภูมิปัญญาไปบอกเล่าหรือสอนให้คนอื่นได้รู้และนำไปลองใช้ในการปรับปรุงตนเอง ภายใต้ระบบการพัฒนาและถ่ายทอดภูมิปัญญาของสังคม ทั้งในรูปแบบของนักเลียน (นำไปใช้โดยตรง) นักเรียน (นำความรู้ไปปรับใช้) และนักศึกษา (นำความรู้ไปพัฒนาตนเอง) จนเกิดปัญญาพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เป็นบัณฑิต(นำปัญญาที่ได้ไปทำให้ตัวเองอยู่ได้ในทางที่ดี) ในระดับต่างๆ ทั้งมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต

                เมื่อผมมาทบทวนและพิจารณาวงจรชีวิตของคนรอบๆตัวผม มาตลอดชีวิตการทำงานผม ผมเห็นธรรมชาติของระบบการศึกษาแบบตลอดชีวิตในระบบชีวิตจริงของทุกคนที่อยู่นอกระบบการศึกษาที่เป็นทางการแล้ว ผมก็เริ่มมาประหลาดใจว่า เราเริ่มทำลาย หรือกดความหมายของคำว่านักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตให้ต่ำลงไปตั้งแต่ตอนไหน ทำไม เพื่ออะไร ใครได้ ใครเสียประโยชน์กับการทำแบบนี้ ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมา ๓๐ ปีพอดี ผมแทบไม่เคยพบนักศึกษาที่มาศึกษาและนำความรู้ไปพัฒนาตนเอง (ตามรากศัพท์) มีบ้างที่เป็นนักเรียน (เรียนเอาความรู้) ที่พบส่วนใหญ่คือนักเลียน (คอยลอกแผ่นใส สมุดจด ตำรา เพื่อเอาไปตอบข้อสอบ เพื่อ ผ่านให้ได้ใบปริญญาก็พอ) แม้แต่การศึกษาระดับปริญญาเอกก็ยังใช้วิธีนำเสนอแบบตัดแปะ แบบนักเลียน ผมพยายามถามทุกครั้งว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ได้แบบจับเข่าคุยกันส่วนใหญ่ ก็บอกว่า เคยชินมาอย่างนั้นตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม ใช้มาตลอดจนได้เกียรตินิยมในระดับปริญญาตรี ทำได้สบายอย่างไม่มีใครว่าอะไรในระดับปริญญาโท ก็เลยไม่รู้จะหยุดอย่างไรในระดับปริญญาเอก (ให้สังเกตว่าผมไม่เรียกคนเหล่านั้นว่านักศึกษา เพราะเขายังเป็นแค่ นักเลียน ในชีวิตจริงของเขาที่สัมพันธ์กับระบบการศึกษา แต่ในเรื่องอื่นๆ เขาอาจเป็นบัณฑิต หรือ มหาบัณฑิตแล้วก็ได้ ) ใครพอจะมีคำตอบถึงจุดและสาเหตุที่มีการทำลายระบบการศึกษาของไทย กดและตีกรอบให้คนที่หลงเข้ามาในระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง(ตามรากศัพท์) เหลือหรือได้แค่ความเป็น นักเลียน หรืออย่างมากก็นักเรียน แล้วเราจะมีระบบการศึกษาแบบนี้ไว้ทำอะไร ทำไมเราไม่เรียกว่า ระบบการเลียน (แทนคำว่าระบบการศึกษา)และ กระทรวงการเลียน (แทนกระทรวงศึกษาธิการ) และ สำนักงานแจกกระดาษเปื้อนหมึก (แทนโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย) ให้ตรงกับที่เราทำกันอยู่ จะได้ไม่ต้องมาหนักใจและอึดอัดกับการทำงานไม่ตรง ไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ (จะทำไปทำไมผมก็ไม่มีคำตอบนะครับ เพียงเห็นทำกันอยู่แล้วจึงเสนอให้เป็นหลักการซะเลย จะได้ไม่ลำบากใจ) ถ้าเราจะรักษาและพัฒนาระบบการศึกษา ทำไมเราไม่ช่วยกันหาทางให้ทุกคนที่เข้ามาได้วิ่งผ่านการเป็น นักเลียน (ในเบื้องต้น) อย่างรวดเร็ว จะได้เป็นนักเรียน กันเร็วๆ จนสามารถเป็นนักศึกษา และ บัณฑิตในระดับต่างได้ในระหว่างที่อยู่ในระบบการศึกษา จะ ๔ หรือ ๖ ปีก็แล้วแต่ ไม่ต้องรอให้เขาผ่านอย่างไม่ถูกต้องจากระบบการศึกษา แล้วจึงผ่านไปพัฒนาตัวเองเป็นนักศึกษา และ บัณฑิตในกระบวนการทำงานและประกอบอาชีพ ของแต่ละคน ที่ทำให้คุณค่าของระบบการศึกษา (ในระบบ) ของเราด้อยลงไป ดังที่มีคำกล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยคือระบบทำลายสมองคน โดยถอดบทเรียนและข้อสรุปของเครือข่ายปราชญ์ ที่พบว่าผู้ที่จบปริญญาตรี โท เอก ด้านการเกษตรแล้ว ยังทำการเกษตรสู้คนที่ไม่เรียนไม่ได้ บทเรียนดังกล่าวในอีกหลายวิชาชีพก็สรุปได้ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ดังนั้น เราลองมาพิจารณารากศัพท์ และใช้ความหมายที่แท้จริงเป็นตัวนำทางในการพัฒนากันดีไหมครับ อย่าทนอยู่กับความชินที่ไม่ถูกต้องนี้เลยครับ ท่านเห็นว่าอย่างไรครับ