ขอบพระคุณ ดร.แสวง ที่เปิดประเด็นท้าทายให้ทราบกันนะครับ ผมชอบความคิดเรื่อง "นักเลียน" มากครับ เป็นเรื่องจริงทีเดียวที่ทารก และเด็กไม่ได้เข้าโรงเรียน แต่ก็เรียนรู้ตลอดเวลา เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่คนสับสน เพราะเมื่อใดมีคำว่า "เรียน" ก็ต้องคิดถึง "โรงเรียน"
เทอมที่ผ่านมา มีเพื่อนในชั้นนำเสนอสองทฤษฎีที่น่าสนใจอยากเล่าสู่กันฟังครับ คือ เรื่อง lifelong learning ซึ่งแบ่งเป็น professional development (formal) และ personal development (informal / non-formal) โดย informal หมายถึงการเรียนรู้ในบริบททางสังคม (น่าจะตรงกับคำว่าภูมิปัญญาของอาจารย์นะครับ) และ non-formal หมายถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่นการเรียนดนตรี เมื่อย้อนมาดูประเด็นที่ดร.แสวงกล่าวไว้ว่าเมื่อไรกันหนอที่เราเริ่มกดความหมายของการเรียนแบบ personal ให้ต่ำลง อาจเป็นเพราะมันไม่มีราคา ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ? การเรียนรู้แบบวิชาชีพมันใช้ทำมาหากินได้มากกว่าหรือ? ผมว่าหลายคนเห็นเป็นภาพลวงตาไปแล้วครับ ไม่ได้คิดว่าจะมาเอาความรู้วิชาชีพ คิดแต่จะมาเอาปริญญาวิชาชีพ ซึ่งอาจเป็นผลจากทั้งสถาบันและผู้เรียน คือสถาบันเองสร้างภาพของความเป็นวิชาการ สร้างคุณค่า ส่วนผู้เรียนก็หลงไปกับภาพนั้น พอดีกันเลย แค่เข้าไปเรียนได้ ก็เหมือนเก่งแล้ว เหมือนที่เราคิดกันว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังได้ ก็เหมือนจบแล้ว เก่งแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนกันเลยด้วยซ้ำ!
อีกทฤษฎีที่อยากเล่าสู่กันฟังเนื่องจากประเด็นที่ ดร.แสวงกล่าวถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนกระบวนคิดของสังคม ทำให้ผมนึกถึงทฤษฎี diffusion of innovations ที่กล่าวถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมใหม่ในสังคม ซึ่งบางครับ ของดี อาจไม่ได้เกิด เพราะนำเสนอผิดวิธี หรือของไม่ดีอาจจะเป็นที่นิยม ถ้านำเสนอดีๆ กล่าวสั้นๆ จากหนังสือของคุณ Everett Rogers เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือการแพร่ขยายความคิดโดยสื่อมวลชนนั้นไปได้ไกลและเร็ว แต่ไม่ยั่งยืนครับ ส่วนการใช้ผู้นำชุมชน ผู้นำสังคมค่อยๆ นำความคิดไปใช้นั้น ช้ากว่าแต่แน่นอน มีเรื่องสั้นๆ จากหนังสือเล่มนี้ตอนหนึ่งที่ผมชอบมาก
เรื่องมีอยู่ว่าบริษัทผลิตเกมรายหนึ่งอยากจะขายเกมกดตัวใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับเครื่องเกมที่อยู่ใกล้ๆ ได้ เกมนี้ต้องเล่นหลายคนถึงสนุกครับ ต่อสู้กับเพื่อนที่มีเกมกดเหมือนกัน วิธีการนำเสนอสินค้าของบริษัทคือทำวิจัยสอบถามนักเรียนทั่วนิวยอร์ก โดยถามสั้นๆ ว่า "คิดว่าเด็กคนไหนในโรงเรียนเจ๋งบ้าง? (cool kid)" พอได้ชื่อมาก็นำไปถามเด็กเหล่านั้นต่อ ถามไปเรื่อยๆ จนเจอเด็กที่ตอบว่า ฉันนี่แหละเจ๋ง เขาเอาเด็กที่คิดว่าตัวเองเจ๋งมาทำ focus group เสนอสินค้า และแจกเกมกดให้ฟรีคนละหลายเครื่อง เท่านั้นล่ะครับ ขายดิบขายดี คือภาพของเด็กเจ๋งมันสอดคล้องกับเกมกดที่ต้องการนำเสนอความเจ๋งน่ะครับ
จะเห็นว่าประเด็นทางสังคมมีส่วนอยู่มากแม้แต่ในการขายเกมกด เรื่องการกระจายความรู้ด้านอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน ผมเชื่อว่าการสร้างเครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญ เทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้การสร้างเครือข่ายแข็งแกร่งขึ้นในทางหนึ่ง และช่วยขยายเครือข่ายให้กว้างไกลขึ้นอีกด้วยครับ
กลับมาที่ประเด็นเรื่องนักเรียน นักเลียนอีกนิดนะครับ ผมเข้ามาทำงานในวงการศึกษาไม่นานนักแต่ก็พอจะเห็นและสัมผัสความคาดหวังทางสังคมจากสถาบันการศึกษาได้พอควร ว่าต้องเป็นทางการ ต้องจับต้องได้ ใช้หาเงินได้ เพราะเราผลิตนักศึกษาตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ความรู้จากในห้องเรียนต้องแปรเป็นเงินเดือนได้ (ผมมีพื้นฐานเป็นคนชั้นกลางในเมือง ผู้ปกครองรับราชการ ทำงานบริษัท ดังนั้นผมไม่สามารถคิดเป็นอย่างอื่นได้) และมหาวิทยาลัยก็ตอบสนองความต้องการได้ แต่พอผมเริ่มสอนเอง ได้มีโอกาสช่วยวางหลักสูตรภาควิชาฯ ได้ลองเขียนโครงการสอน (course syllabus) แล้วต้องมาสอนตามแผนซึ่งบางครั้งเนื้อหาเยอะจนไม่สามารถสอนทัน หรือสอนทันแต่ไม่สามารถดูแลผู้เรียนได้ทั่วถึง (หรือไม่สนใจจะดูแล) ก็ทำให้คิดว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เรียนอะไรกันมากมายในมหาวิทยาลัยเลย โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรี ซึ่งมีแต่วิชาพื้นฐาน และไม่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม กรณีตัวอย่างก็เอามาจากต่างประเทศ เรื่องเทคโนโลยีต่างๆ ก็ไม่ได้จับไม่ได้ใช้จริง ทฤษฏีก็ล่องลอยจับต้องไม่ได้ ปัญหาก็คือมันยากครับ สอนแบบเชื่อมโยงมันยาก ผมเจอบล๊อกของ ครูบัว ทองกะไลย ท่านนำเสนอวิธีการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้ละครเป็นสื่อให้เด็กเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางสังคมได้ ทั้งน่าสนใจและน่าเผยแพร่ให้ทดลองกันนะครับ ท่านยังบอกด้วยว่าไม่ได้ใช้เวลามากสำหรับกิจกรรมสอดแทรกนี้ และที่สำคัญคือผู้บริหารสนับสนุนครับ