ทำไมคนเราถึงชอบกินอาหารหวาน มัน เค็ม


เมื่อหลายวันก่อนมีคนถามผมด้วยความสงสัยว่าทำไมคนเราถึงชอบกินอาหาร หวาน มัน และเค็ม จัง ทั้งๆ ที่เราก็รู้กันอยู่โดยทั่วไปในปัจจุบันจากสื่อต่างๆ ว่าอาหารที่มีรสพวกนี้จัดไม่ดีต่อสุขภาพ

ผมตอบไปสั้นๆ ว่า "เพราะมันอร่อย"

คำตอบนี้เป็นคำตอบที่ถูกต้องและไม่ได้เป็นการเล่นลิ้นกับการตอบแต่อย่างไร เพราะในจิตใต้สำนึกของมนุษย์เราที่พึ่งพัฒนามาจากคนป่าและเรียนรู้การเพาะปลูกมาไม่นานนี้ อาหารที่ หวาน มัน หรือเค็ม เป็นของหายากและสำคัญต่อสุขภาพของเรามาก

ในสมัยโบราณที่การหาอาหารยังลำบากกว่าปัจจุบันมากมายนักนั้น อาหารหวานมีแป้งมากหรืออาหารที่มันเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่เป็นอาหารที่หายาก คนในสมัยโบราณใช้พลังงานต่อวันมากกว่าคนในปัจจุบันมาก ดังนั้นอาหารพวกนี้เจอเมื่อไหร่ต้องรีบกิน ยิ่งกินยิ่งเยอะก็ยิ่งดี เพราะยังไงโอกาสจะได้เก็บพลังงานจากอาหารไว้เป็นไขมันเนื่องจากไม่ได้ใช้นั้นยาก กินเท่าไหร่ก็ใช้หมดไม่ค่อยมีเหลือ เพราะเราต้องใช้แรงงานทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองสารพัดอย่าง แม้กระทั่งเศรษฐีในอดีตยังต้องใช้แรงงานต่อวันมากกว่าคนทั่วไปในสมัยนี้

ส่วนอาหารเค็มนั้นสัญชาติญาณเราบอกว่ามันมีเกลือแร่ต่างๆ สูง คนในอดีตต้องใช้แรงงานและเสียเหงื่อมาก สิ่งที่เสียไปกับเหงื่อคือเกลือแร่ ดังนั้นอาหารเค็มจึงช่วยเติมเกลือแร่กลับมาในร่างกายของเรา สำหรับคนก่อนยุคทำงานในห้องแอร์ เกลือแร่เติมเข้ามาแค่ไหนก็ไม่มีตกค้างให้ไตต้องทำงานหนักเพราะเหงื่อได้ไหลระบายเกลือแร่ออกทั้งวัน

ดังนั้นสำหรับคนในอดีต อาหารหวาน อาหารมัน และอาหารเค็ม คือของดีที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพและหายาก

แต่โลกปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เรานั่งทำงานกันโดยส่วนใหญ่ คนที่ถือว่าทำอาชีพใช้แรงงานยังใช้พลังงานน้อยกว่าคนในอดีตมาก คนที่ทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องแอร์ไม่ต้องพูดถึง มนุษย์หลายคนไม่มีโอกาสเหงื่อไหลเลยทั้งวัน แต่สัญชาติญาณเราไม่ได้พัฒนาเร็วตามไปด้วย ดังนั้นเรายังรู้สึกว่าอาหารหวาน เค็ม และมัน เป็นอาหารอร่อย เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะกินให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

การที่สัญชาติญาณในการกินอาหารพัฒนาไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้เอง เลยทำให้คนส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพราะเรากินเกินความต้องการของร่างกายที่ใช้จริง

ที่ซ้ำร้ายอาหารพวกนี้ที่ในอดีตเป็นของหายากกลับกลายเป็นของหาง่ายและราคถูกมากเพราะพัฒนาการของการผลิตอาหารที่ไปไกลมากในยุคนี้ เรียกได้ว่าตอนนี้อาหารหวานจัด มันจัด และเค็มจัด มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อเกือบจะกลายเป็นของฟรีที่ไม่มีค่าไปแล้ว ผู้ขายอาหารเหล่านี้ก็ต้องไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดแก่สินค้าซึ่งก็ยิ่งกระตุ้นให้มนุษย์กินอาหารเหล่านี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ปัญหาสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากความสามารถในการพัฒนาอาหารหวาน มัน และเค็ม ให้ต้นทุนต่ำและตรงกับสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์นี้ผมถือว่าเป็นด้านลบของพัฒนาการของเทคโนโลยีของมนุษย์ที่อาจจะถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสิ่งหนึ่ง

สำหรับพวกเราที่ต้องดูแลตัวเองในยุคที่แสนวุ่นวายเช่นนี้ สิ่งที่จะช่วยเราได้คือ "สติ" ที่รับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้แม้จะรู้สึกว่าอร่อย แต่ที่จริงไม่ได้อร่อย ไม่ได้จำเป็นต่อร่างกายเราแล้ว เราควรจะกินเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการใช้งานจริงๆ เท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วเป็นปริมาณไม่มากนักด้วยครับ

ขอให้คนที่บังเอิญมาอ่านเจอบันทึกนี้จง "สติมา ปัญญาเกิด" เกิดความไม่อยากกินอาหารหวาน มัน และเค็มครับ

หมายเลขบันทึก: 625522เขียนเมื่อ 9 มีนาคม 2017 08:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มีนาคม 2017 08:56 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (10)

-สวัสดีครับอาจารย์

-จากสิ่งที่หายากและมีประโยชน์กลับกลายเป็นสิ่งหาง่ายและเป็นโทษต่อร่างกาย

-แบบนี้ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัยนะครับ

-ขอบคุณครับ..

เรียนอาจารย์

มีปัญหาการเข้าใช้งานค่ะ ปกติจะคลิกที่รูปสามขีด เพื่อเลือกอ่านอนุทินหรือบันทึกหรือเข้าระบบ แต่วันนี้ทำไม่ได้ เมื่อคลิก จะปรากฏเมนูเดินนั้นแว้บเดียวไม่ทันได้ทำอะไรก็ไปแล้ว ลองทำอยู่หลายครั้งก็เหมือนเดิม ต้องไปอ่านหน้าแรก หรือคลิกที่รูปคนเขียนอนุทินที่ต้องการอ่าน เลยถือโอกาสเรียนอาจารย์ตรงนี้ค่ะ

ชอบเรื่องที่อาจารย์เขียนนะคะ แต่ยังไงคนก็ยังชอบ หวานมันเค็ม เปรี้ยวเค็มหวานคงโอเคกว่านะคะ

ขอบคุณที่แจ้งปัญหาครับ ช่วงสองสามวันนี้ทีมงานปรับปรุงการแสดงผลใหม่ครับ เลยอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างครับ เดี๋ยวผมจะรีบแก้ไขนะครับ

อาจารย์คะ ยังมีปัญหาเดิมค่ะเช้าวันนี้ เมื่อวานหลังจากแจ้งปัญหาไปแล้ว ตอนเย็นลองเข้าใหม่ พบว่ารูปสามขีดไม่มี แต่มีเมนูเดียวกันในแนวนอนด้านบน และเข้าระบบจากตรงนั้น แต่เช้านี้กลับไปเหมือนเดิม สงสัยว่าเป็นที่ของเราคนเดียวเพราะคนอื่นก็ยังเข้าไปเขียนได้ ขอบคุณค่ะ

ผมแก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ รบกวนอาจารย์ทดลองอีกครั้งนะครับ

Just filling in about 'มัน' (fat): fat is high density energy packed food for use much much later while หวาน (carbohydrates) is ready-to-use-now energy food. So as you say "we need wisdom in eating" -- knowing what we eat for ;-)

รัก..ชอบ. ที่จะ..กิน..เจ้าค่ะ...

กินทุกอย่างที่ขวางหน้า. 5555..เปรี้ยวหวานมันเค็ม...

อาจารย์คะ. ..ทำไงคะโฆษณา..มันแทรกเข้ามาตลอดเวลา..ค่ะ..?

ผมปรับการแสดงโฆษณาขนาดใหญ่ด้านข้างออกเพื่อให้แสดงเนื้อหาได้เป็นคอลัมน์เดียวครับ เว็บก็จะดูสะอาดตาขึ้นครับ แต่ต้องแทรกโฆษณาอีกหนึ่งชิ้นเข้ามาในตรงกลางเนื้อหาของสมาชิกครับ

เรื่องโฆษณานี่ผมต้องขออนุญาตแสดงนะครับ เพราะถ้าไม่แสดงโฆษณาเราก็ไม่มีรายได้มาพัฒนาเว็บไซต์ครับ ผมพยายามให้มีโฆษณาน้อยที่สุดแต่ก็ให้มีรายได้เพียงพอในการทำงานครับ

รายได้จาก GotoKnow ตอนนี้ใช้ในการให้บริการ ClassStart ซึ่งใช้งานโดยสถานศึกษาต่างๆ มากมายแต่ไม่ได้มีรายได้เข้ามาเลยครับ ในอนาคตเราวางแผนที่จะให้ ClassStart มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ด้วย พอถึงตอนนั้นก็น่าจะลดปริมาณโฆษณาใน GotoKnow ลงได้อีกครับ

ขอบคุณค่ะ. .นึกว่าเขาแทรกเข้ามาโดย..พละการ..แบบแฮกๆน่ะเจ้าค่ะ..

เข้าใจเจ้าค่ะ..เอาใจช่วย. ค่ะ. มีโฆษณาเยอะก็ไม่เป็นไร..ถ้าเราได้. ..กะตังค์. เจ้าค่ะ. ยิ่งเยอะยิ่งดี....

สวัสดีค่ะอาจารย์...ช่วยกันรณรงค์ไม่กินอาหาร หวาน มัน เค็ม โดยเฉพาะขนมกรุบกรอบที่แสนอร่ายนะคะ ... ดูที่มุมซองรูปกระบอก จะบอกปริมาณ ค่ะ ที่ โรงเรียนก็บอกเด็กๆ แต่ก็ห้ามยากมากนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี