การเตรียมการของชุมชนข้างต้น ส่งผลดีอย่างชัดเจน เมื่อนิสิตชาวค่ายเดินทางมาถึงงานทุกอย่างก็เดินต่อได้ในทันที มิหนำซ้ำทั้งชาวบ้าน นักเรียน คณะครูต่างก็มาร่วมด้วยช่วยกันอย่างไม่ขาดหาย กล่าวคือ ชาวบ้านออกมาร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการทำน้ำยาล้างจานอย่างแข็งขัน นักเรียนและคณะครู หรือแม้แต่เยาวชนต่างออกมาช่วยกันวาดภาพระบายศรีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงลงบนบานประตู้ห้องเรียน





ภาพรวมการเรียนรู้คู่บริการ


โครงการ “สานสายใยอาสาก้าวตามรอยเท้าพ่อ” ดำเนินการโดย “ชมรมสานสายใยร่วมชายคา” มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ชุมชนบ้านปลาค้าว ตำบลจำปาขัน อำภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลักสำคัญๆ ดังนี้

  • ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม
  • ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้เรียนรู้การบริการวิชาการแก่สังคมผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร
  • ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนและชุมชน ตลอดจนนิสิตได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันเพื่อบ่มเพาะเรื่องสำนึกรักษ์ท้องถิ่น




โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การนิสิต ปีการศึกษา 2559 ที่บริหารงานโดย “กลุ่มนิสิตพลังสังคม” เพื่อหนุนเสริม 5 ประเด็นเชิงรุกอันเป็นนโยบายการพัฒนานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามผ่าน “กิจกรรมนอกหลักสูตร” ในมิติ “ค่ายอาสาพัฒนา” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขับเคลื่อนแบบสหกิจกรรม มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างนิสิตกับชุมชนด้วยกลไกกิจกรรมด้านต่างๆ ดังนี้

  • ด้านบำเพ็ญประโยชน์ : ปรับภูมิทัศน์รอบโรงเรียน จัดทำสวนหย่อม จัดทำแปลงผัก แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว
  • ด้านวิชาการ : จัดทำสื่อการเรียนรู้เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ อบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการทำน้ำยาล้างจาน
  • ด้านกีฬาและนันทนาการ : ตีเต้นสนามกีฬา ดนตรี เกม กีฬา
  • ด้านศิลปวัฒนธรรม : เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ผลิตภัณฑ์ชุมชน
  • อื่นๆ : มอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้สูงอายุ






แรงบันดาลใจ : ตามรอยเท้าพ่อ


ด้วยเหตุที่ “ชมรมสานสายใยร่วมชายคา” เป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของนิสิตภายในหอพัก ดังนั้นทั้งแกนนำและมวลสมาชิกหลักๆ จึงมาจากนิสิตที่พักอาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยฯ ยังผลให้งานค่ายครั้งนี้บูรณาการทีมร่วมระหว่างคณะกรรมการชมรมฯ กับคณะกรรมการหอพัก โดยมีบุคลากรจากงานหอพัก (กองอาคารสถานที่) เข้ามาเป็น “พี่เลี้ยง” ทั้งในฐานะที่ปรึกษาองค์กรและที่ปรึกษาโครงการฯ

จากการพูดคุยกับแกนนำค่ายและที่ปรึกษาโครงการฯ ทำให้รู้ว่าค่ายครั้งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่จะจัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และน้อมนำพระราชปณิธานของพระองค์ท่านไปสู่การบริการสังคม เพื่อพัฒนานิสิตและสังคมคู่กันไป โดยยึดเอาเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหัวใจของการจัดกิจกรรม “เรียนรู้คู่บริการ”






ว่าด้วยการ “เสาะหา” พื้นที่การออกค่าย


ในทางกระบวนการ “สำรวจพื้นที่” เพื่อ “ออกค่าย” นิสิตดำเนินการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต กล่าวคือสืบค้นผ่านวาทกรรมสำคัญๆ เช่น โรงเรียนในชนบท โรงเรียนขาดแคลนในโซนจังหวัดเลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด เน้นการสอบถาม “ความต้องการ (โจทย์) ของโรงเรียน” เป็นหัวใจหลัก

รวมถึงกฎกติกาเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ เช่น (พยายาม) ให้เป็นโรงเรียนที่ยังไม่เคยมีนิสิตนักศึกษาเข้าไปออกค่ายมาก่อน ถัดจากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกับศักยภาพอันเป็น "ต้นทุนของชมรม" ทั้งที่เป็นวัตถุประสงค์ งบประมาณ ความสันทัดของชาวค่าย ระยะทางที่ไม่ไกลจนเกินไป เพื่อมิให้สิ้นเปลืองค่าเชื้อเพลิงจนเกินเหตุ ฯลฯ


สำหรับเหตุผลที่เลือกชุมชนบ้านปลาค้าวนั้น กลุ่มบรรดาแกนนำบอกเล่าในทำนองเดียวกันว่า “ความต้องการของโรงเรียนตรงกับความต้องการของนิสิต นั่นคือการจัดทำสื่อการเรียนรู้เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การปรับภูมิทัศน์และแปลงเกษตรในโรงเรียน รวมถึงการเปิดกว้างให้นิสิตได้จัดกิจกรรมตามวงเงินที่มีอยู่จริง ไม่เน้นกิจกรรมที่ใหญ่โตมโหฬาร”





ขณะที่กระบวนการคัดเลือกพื้นที่นั้นเริ่มต้นอีกครั้งหลังการสืบค้นผ่านอินเทอร์เน็ต โดยแจกจ่ายข้อมูลโรงเรียนหรือชุมชนให้กับแกนนำชมรมและคณะกรรมการหอพักเพื่อนำกลับไปประชุมภายในของแต่ละหอพัก จากนั้นจึงหวนกลับมาประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับพื้นที่ที่จะไปออกค่าย

ต่อเมื่อลงมติเลือกพื้นที่แล้วก็ประสานกลับไปยังโรงเรียน-ชุมชนอีกรอบ เพื่อสอบถามเชิงลึกในเรื่องข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนัดหมายวันเวลาการลงพื้นที่จริง เพื่อพบปะหารือร่วมกันระหว่างนิสิตกับทางโรงเรียนและชุมชนอย่างเป็นทางการ

กระบวนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นแนวปฏิบัติอันเป็นหลักคิดของการใช้ “เทคโนโลยี” อย่างสร้างสรรค์ที่ว่าด้วยการสืบค้นข้อมูล รวมถึงแนวคิด “การมีส่วนร่วม” นับตั้งแต่การพยายามสร้างทีมอย่างมีส่วนของนิสิตในสังกัดชมรมกับนิสิตที่เป็นคณะกรรมการหอพัก จากนั้นจึงเชื่อมโยงสู่การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนิสิตกับชุมชนตามครรลอง “ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจและร่วมลงมือทำ”





แต่ที่ผมประทับใจมากเป็นพิเศษก็คือการไปหารือเรื่องแนวทางการจัดทำค่ายร่วมกับทางชุมชน กล่าวคือ นิสิตได้สาธิตการจัดทำน้ำยาล้างจานให้ชุมชนได้ดูสดๆ ประหนึ่งเป็นการ “แสดงงาน” ให้ชาวบ้านได้รู้และมั่นใจว่านิสิตสามารถ “ทำได้” (ถ่ายทอดความรู้ได้)

เหตุที่ประทับใจก็เพราะว่า ก่อนหน้านี้แกนนำนิสิตได้ทำการรื้อฟื้นความรู้เก่าของตนเองผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาทดลองทำกันเองอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่า “ทำได้” และ “ใช้ได้จริง” ต่อเมื่อบรรลุผลแล้วก็บรรจุขวดหอบหิ้วลงไปสู่ชุมชน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงสิ่งที่อยากจะทำ หรืออยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชน

กรณีดังกล่าวนี้ผมสอบถามชุมชนได้ความประมาณว่า “เคยอบรมมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ฝึกปฏิบัติการเชิงลึกเท่ากับครั้งนี้"




ใช่ครับ-ฟังดูเหมือนว่าหน่วยงานที่สัญจรออกมาสอนเรื่องเหล่านี้ ก่อนนั้นจะเน้นการบรรยาย แจกเอกสารและสาธิตแบบเร่งรีบ แต่ไม่เน้นการมีส่วนร่วมในเชิงปฏิบัติการอย่างทั่วถึง ทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจและไม่มีแรงบันดาลใจในการกลับไปทำเอง

ตรงกันข้ามกับครั้งนี้ชาวบ้านยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “มื้อนี่ได่เฮ็ดอีหลี" (คราวนี้ได้ฝึกทำจริงๆ)

และเท่าที่สังเกตนั้นก็เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เพลิดเพลินสนุกสนาน แต่ละกลุ่มมีการหยอกล้อหยิกแซวกันเป็นระยะๆ อย่างน่ารัก มีการแข่งกันด้วยว่าใครเสร็จก่อนเสร็จทีหลัง หรือกระทั่งร้องทักแซวกันเป็นจังหวะๆ ว่าใครทำได้ดีมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน -







ร่วมแรงร่วมใจ : ผลลัพธ์ของการพยายามสร้างการมีส่วนร่วมมาตั้งแต่ต้น


การพยายามสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มนับตั้งแต่สำรวจพื้นที่-พัฒนาโจทย์ปรากฏเป็นมรรคผลที่เด่นชัดในระยะถัดมา เป็นต้นว่าแกนนำในหอพักและนิสิตในหอพักออกมาลงแรงสร้างสื่อการเรียนรู้ร่วมกัน โดยช่วยกัน “วาดภาพ” ลงใน “ไม้อัด” ที่คัดกรองมาจาก “ไม้ปูเตียง” ของนิสิตในหอพักที่ชำรุดแล้ว ซึ่งก่อนการวาดก็มีกระบวนการศึกษาข้อมูลร่วมกันและตกลงร่วมกันว่าจะเสนอเนื้อหาอะไร หรือวาดภาพออกมาในลักษณะใดบ้าง -

ขณะที่อีกกลุ่มก็ออกแบบสื่อการเรียนรู้ในรูปของป้ายไวนิลเพื่อไปติดตั้งไว้ตามศาลาหลังเล็กในโรงเรียน เป็นการเพิ่มแหล่งเรียนรู้ให้หลากหลายขึ้นกว่าเดิม

การจัดทำสื่อดังกล่าวไม่ใช่การวาดภาพลงในไวนิล แต่ใช้เทคโนโลยี หรือไอทีมาช่วย

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการของการพัฒนานิสิตในมิติของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกทิศถูกทาง






กรณีเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่การมีส่วนร่วมของนิสิตในหอพักเท่านั้น ทว่ายังครอบคลุมถึงประเด็นของการประหยัด หลีกเลี่ยงการสิ้นเปลือง ดังจะเห็นได้จากการนำทรัพยากรอันเป็นไม้อัดกลับมารีไซเคิลใหม่ หรือแม้แต่สะท้อนภาพการวางแผนล่วงหน้าด้วยการทำงานก่อนเวลา เพราะหากต้องแบกหามงานทุกชิ้นทุกแผ่นไปทำที่ค่าย ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการทำงานไม่เสร็จ –

เช่นเดียวกับชุมชนก็ไม่ต่างกัน เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่นิสิตได้ลงพื้นที่มาหารือล่วงหน้าร่วมกับชาวบ้านได้ก่อเกิดเป็นความร่วมมือ หรือการมีส่วนร่วมอย่างน่าประทับใจ ชุมชนและโรงเรียนต่างร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ช่วยตระเตรียมพื้นที่ต่างๆ ล่วงหน้ารอนิสิต ทั้งเรื่องภูมิทัศน์ แปลงผัก อุปกรณ์ในงานค่าย รวมถึงการสมทบข้าวปลาอาหาร ทั้งที่เป็นไข่ มะละกอ น้ำดื่ม ฯลฯ





การเตรียมการของชุมชนข้างต้น ส่งผลดีอย่างชัดเจน ทันทีที่นิสิตชาวค่ายเดินทางมาถึง งานทุกอย่างก็เดินต่อได้ในทันที มิหนำซ้ำทั้งชาวบ้าน นักเรียน คณะครูต่างก็มาร่วมด้วยช่วยกันอย่างไม่ขาดหาย อาทิเช่น ชาวบ้านออกมาร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการทำน้ำยาล้างจานอย่างคึกคัก นักเรียนและคณะครู หรือแม้แต่เยาวชนต่างออกมาช่วยกันวาดภาพระบายศรีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงลงบนบานประตู้ห้องเรียน หรือไม่ก็ช่วยติดตั้งป้ายไม้อัดและไวนิลตามห้องเรียนและศาลา

รวมถึงการช่วยทาสีสนามกีฬา ช่วยทำแปลงผัก ช่วยปรับแต่งภูมิทัศน์ ตลอดจนการร่วมเล่นดนตรีและกีฬา หรือแม้แต่การ “เข้าครัว” ช่วยทำอาหาร

เรียกได้ว่าค่ายๆ นี้ได้ขับเคลื่อนบนฐานของการมีส่วนร่วมและครบรสในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา” อย่างไม่ต้องกังขา

การมีส่วนร่วมเช่นนี้แหละ คือภาพที่สื่อให้เห็นถึงแนวโน้มอันเป็น "ความเข้มแข็ง" และการหยั่งรากของ "สำนึกรักษ์ท้องถิ่น" หรือ "สำนึกรักษ์บ้านเกิด"






บทสรุป : ความงดงามของการเดินตามรอยเท้าพ่อ


ถึงแม้ค่ายครั้งนี้จะใช้เวลาเพียง 3 วัน 2 คืน

กระนั้นก็ยังอยากจะยืนยันว่าค่ายครั้งนี้เป็นค่ายที่ง่ายงามแต่ทรงพลังมิใช่ย่อยต่อการสานต่อแนวทางของพระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ว่าด้วยการนำเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาถ่ายทอดสู่โรงเรียนและชุมชน เพื่อให้เกิดความตระหนัก หรือย้ำความคิดความจำให้หนักแน่นขึ้นกว่าที่ผ่านมา ขณะที่นิสิตเองก็เกิดการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวมาเป็นระยะๆ เป็นการเรียนรู้ผ่านการสืบค้นข้อมูล เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงๆ ทั้งส่วนตัวและเป็นทีม

เช่นเดียวกับการมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องผลิตภัณฑ์ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเสื่อกก ผ้าไหม ผักปลอดสาร รวมถึงเรื่องอันเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ในชุมชน ซึ่งนั่นคือ “ต้นทุนทางสังคม” ที่นิสิตมีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยการสัมผัสจริง มิใช่เรียนรู้ผ่านภาพวาด ภาพถ่าย หรือภาพที่แสดงไว้ในระบบอินเทอร์เน็ตอันด่วนดิบและเร็วรี่ –




รวมถึงกิจกรรมการแจกเมล็ดผักให้แต่ละครัวเรือน เป็นการแจกจ่ายในลักษณะเดินเท้าเข้าไปยังครัวเรือนแต่ละหลัง ผสมผสานกับการมอบสิ่งของเครื่องใช้ให้กับผู้สูงอายุที่แกนนำชุมชนได้คัดเลือกไว้จำนวน 20 คน

กิจกรรมเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเช่นนี้ถูกออกแบบเพื่อให้สมาชิกชาวค่ายได้สัมผัสกับวิถีชุมชนไปในตัว

หรือแม้กระทั่งการเลือกที่จะอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำน้ำยาล้างจานอีกรอบ เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดการตกผลึกและมีแรงจูงใจที่จะนำกลับไปทำใช้เองในครัวเรือน รวมถึงพลังสามัคคีและการเสียสละ ด้วยการก้าวออกมามีส่วนร่วมต่อกิจกรรมต่างๆ นับตั้งแต่การค้นหาพื้นที่ ตัดสินใจเลือกพื้นที่ การลงชุมชนเพื่อพัฒนาโจทย์ปรับความคาดหวัง ผูกโยงมาสู่วันจริงที่เต็มไปด้วยความร่วมมือทั้งนิสิต-ครู-นักเรียน-ชาวบ้าน-เด็กและเยาวชน

สิ่งเหล่านี้ล้วนยืนยันถึงแนวทาง หรือหลักการทรงงานของพระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ว่าด้วยความความสามัคคี ความเสียสละ การยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง การใช้ความรู้คู่กับคุณธรรม ฯลฯ ซึ่งเชื่อว่านิสิตเองก็ได้เรียนรู้ไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ

นี่คืออีกหนึ่งกิจกรรมการเรียนรู้คู่บริการของนิสิต “ชมรมสายสายใยร่วมชายคา” ที่พกพาหัวใจไปสู่การบริการสังคมเพื่อเดินตามรอยเท้าพ่อที่อดชื่นชมและบอกเล่าไม่ได้





หมายเหตุ

ภาพ : พนัส ปรีวาสนา / ชมรมสานสายใยร่วมชายคา

เขียน : 1 มีนาคม 2560