หลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รุ่นที่ 12 (EADP12) (ช่วงที่ 6 (สุดท้าย): 1 – 3 มิถุนายน 2559)

สวัสดีครับลูกศิษย์ EADP 12 และชาว Blog

Blog นี้เป็น Blog ของการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของกฟผ. รุ่นที่ 12 (EADP12) ช่วงโค้งสุดท้ายที่มีความสำคัญ สำหรับกิจกรรมในช่วงนี้ของเราเริ่มต้นด้วยการศึกษาดูงาน ณ อมตะนคร เพื่อเรียนรู้แนวคิดในการทำธุรกิจชั้นนำของประเทศที่เชื่อมโยงให้เราเห็นภาพของอุตสาหกรรม และสามารถมองไปถึงเรื่องการจัดการพลังงานในอนาคตสำหรับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมได้ด้วย

นอกจากนั้น ยังมีการเรียนรู้จากหนังสือที่น่าสนใจ และผมขอชื่นชมลูกศิษย์ที่สามารถช่วยกันอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ผมมอบหมายและสามารถนำแนวคิดมาสู่การปรับใช้ได้อย่างดีมาก

ในวันที่สองของช่วงนี้ก็จะเป็นการเรียนรู้กับโค้ชจิมมี่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทักษะการโค้ชที่จะทำให้เราเรียนรู้ และเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้นเพื่อที่จะสามารถดึงศักยภาพของตัวเองและคนอื่นออกมาให้เกิดความเป็นเลิศ

และในวันสุดท้าย ก็จะเป็นการนำเสนอการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนางานของ กฟผ. ในอนาคตโดยลูกศิษย์ของผมทั้ง 6 กลุ่มซึ่งครั้งนี้เราได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. มาร่วมรับฟังด้วย เพื่อที่จะได้นำสิ่งที่พวกเราช่วยกันคิดไปสู่การทำให้เกิดผลสำเร็จได้จริง

ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุก ๆ ฝ่ายที่ทำให้เกิดโครงการนี้ ขอขอบคุณคณะวิทยากรทั้งหมดของโครงการ ขอขอบคุณคณะทำงานทั้งจากส่วนของ กฟผ. และทีมงานของผม และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ คือ ลูกศิษย์ทุก ๆ คนที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมในครั้งนี้ให้มีคุณค่าและความประทับใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมแห่งการเรียนรู้ของพวกเราจะคงอยู่ตลอดไป

จีระ หงส์ลดารมภ์


โครงการพัฒนาผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่า รุ่นที่ 12

EGAT Assistant Director Development Program (EADP 12)

ศึกษาดูงาน ณ นิคมอุตสาหกรรม อมตะ นคร

เรียนรู้เรื่องการศึกษาการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตจากปัจจุบันไปสู่อนาคตเพื่อปรับใช้ในนโยบายด้านการผลิตพลังงานของประเทศไทย

วันที่ 1 มิถุนายน 2559

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

สิ่งที่ทำไม่ได้หมายถึงว่าเป็นคนเก่งแต่เน้นการทำงานอย่างต่อเนื่อง และเมื่อได้รับเกียรติในการดูงานครั้งนี้จากคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ก็จะดูงานมากขึ้น และขอบคุณที่เชิญท่านกำจร

การบรรยายเรื่องการบริหารจัดการทั่วไปของอมตะ

โดย คุณก้อย

อมตะเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2532 ด้วยเงินลงทุน 120 ล้านบาท เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2540 ด้วยเงินลงทุน 1,067 ล้านบาท มีเนื้อที่พัฒนาแล้ว 47,070 ไร่ (75 ตารางกิโลเมตร) มีแหล่งผลิตไฟฟ้า 2 แหล่งและตั้งใจว่าในอนาคตจะพัฒนา เพิ่มขึ้น 100-200 ตารางเมตรให้ได้

การกักเก็บน้ำหรือผลิตน้ำ อมตะมีบ่อน้ำใหญ่ ๆ 2 บ่อ เก็บน้ำ 31 ล้านลูกบาศก์เมตรเก็บน้ำ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนอีก 15 ล้านลูกบาศก์เมตรจะเช่าเขตชาวบ้านผลิต

มีบริษัทในเครือ 26 บริษัท มีโรงงานทั้งหมด 1,176 โรงงาน จำนวนพนักงานประมาณ 2 แสนห้าหมื่นคน

อมตะมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาที่ดิน แต่การขยายพื้นที่ไม่สามารถขยายได้ จึงมีการมองเรื่องการสร้างมูลค่าให้กับนิคม คือโรงเรียน และศูนย์ฝึกอบรม มี 5 สถาบัน โรงเรียน 4 โรง และศูนย์ฝึกเทคโนโลยี 1 แห่ง มีนักลงทุนต่างชาติในอมตะทั้งหมด 31 สัญชาติ

มีโรงเรียนสาธิตเกษตร เป็นพหุภาษา สอนไทย จีน ญี่ปุ่น

นิคมอุตสาหกรรม มี 2 ที่คือ

- อมตะนคร

- อมตะซิตี้

ตัวอย่างการร่วมงานของอมตะนครด้านสาธารณูปโภคร่วมลงทุนกับอมตะบีกิมพาวเวอร์

ด้านการบริการมีร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลวิภาราม อมตะ

การผลิตส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ได้แก่ สแปร์พาร์ต

อมตะซิตี้จังหวัดระยองจะมี Chinese Zone

สัญชาติหลักเป็นชาวญี่ปุ่น มีชาวจีนเพิ่มขึ้น และคาดว่าในอนาคตจะมีชาวจีนเพิ่มมากขึ้น ส่วนเรื่องการผลิตส่วนใหญ่จะเป็นอุตสากรรมยานยนต์

อมตะซิตี้เวียดนาม

โซนด้านหน้าเป็นโซนพาณิชยกรรม มีห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล อาคารต่าง ๆ พนักงาน 4 หมื่นกว่าคน มี 148 โรงงาน การผลิตเวียดนามจะหลากหลายยิ่งขึ้น มีอุตสาหกรรมสิ่งทอ เคมี และยาหลัก ๆ มากยิ่งขึ้น

มุมมองด้านการทำธุรกิจของอมตะ นคร

คุณกำจร วรวงศากุล

วิสัยทัศน์ของคุณวิกรมตั้งแต่เริ่มต้น ในตอนแรกยังไม่มีใครรู้จัก เริ่มทำนิคมอยู่ทางเข้า EGAT เล็ก ๆ ชื่อบางปะกงมีเพียง 300 ไร่ แล้วขยายมาตรงนี้เป็นบางปะกง 2 และได้เปลี่ยนชื่อเป็นอมตะ

Motto เป็นส่วนหนึ่งของ Vision เรื่องน้ำเสียยังไม่มีใครรู้เรื่องระบบของนิคมอุตสาหกรรม มีการต่อต้านการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอย่างมาก

คุณวิกรม ได้ตั้งไว้ว่าจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ Green and Clean ในการเริ่มต้น และการทำธุรกิจของคุณวิกรมไม่ได้เน้นที่การกอบโกยผลประโยชน์

แต่ประเด็นคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการและชุมชนยอมรับ ในช่วงนั้นยังไม่รู้จักว่า CSR คืออะไร สิ่งที่คุณวิกรม มีให้มากที่สุดคือการคำนึงถึงสังคม มีการปลูกต้นไม้ และสร้างภาพให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่ดีจะไม่มีในนิคมอุตสาหกรรม อมตะ มีการคุยกับผู้ใหญ่บ้านและกำนัน

สมัยก่อนแม้ยังไม่มี CSR แต่คุณวิกรมได้คำนึงถึงด้านนี้มากโดยเริ่มจาก เว้นที่ Life of way ไว้ปลูกต้นไม้ เพราะเน้นเรื่องการให้ความสำคัญด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสังคม

การก่อตั้งประกอบด้วยคุณวิกรม กสิกร คุณสุวัตน์ คุณประยูร พล.ต.ท.เชาวลิต และคุณศุภลักษณ์ เริ่มก่อตั้งบริษัทขึ้นมาและเริ่มขยายมี 1,400 ไร่

การให้ความสำคัญกับ R&D มีแนวคิดในการทำเมืองวิทยาศาสตร์ขึ้นมา

การทำให้ใครยอมรับต้องเน้นการสร้างสิ่งที่ดีอย่างแท้จริง มีกฎระเบียบมากกว่าของราชการ ลูกค้ารายแรกคือกระจกไทยอาซาฮี คนที่สองคือโรงงาน Daikin

การวางแผนเรื่องของน้ำ รู้ว่ามีน้ำก็ขาดแคลนน้ำ มีการถมที่สูง 1.8 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3 กม. กฎระเบียบเหนือกว่าของกรมอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น Daikin มีการสร้างรั้วยุบเพื่อที่จอดรถบัสไม่ให้เข้าไปอยู่ในโรงงาน และไม่ไปจอดในที่ถนน

ผู้ประกอบการเพื่อสิ่งแวดล้อม ถอยไป 20 เมตรเพื่อสร้างอาคาร จะเห็นว่าเจ้าของบริษัท และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของอมตะ ส่วนใหญ่จะเป็นประธานบริษัท มีการหาคนที่เขายอมรับได้มาช่วยในการขยายธุรกิจ สังเกตได้ว่าคนที่เก่งจะหาคนที่เขายอมรับได้ เช่น คุณสุวิทย์ ยอดมณี

คุณธีระ เลขาธิการ BOI และคุณวิษณุ และคุณสุรินทร์ เลขาธิการอาเซียนเป็นต้น

หาคนที่มีอำนาจ มีบารมี ร่วมมือกับชุมชนในการช่วยเหลือ มีการประชุม บำบัดท่อน้ำเสียอย่างไร

มีการดูเรื่อง Recycle น้ำ ส่วนหนึ่งเข้าโรงไฟฟ้าหล่อเย็น อีกส่วนเข้ากรีน ผลิตเป็นไฮเกรด ซึ่งถ้าทำดีแต่เน้นการช่วยเหลือลูกค้า เน้นเรื่องการ Service เป็นส่วนที่ทำให้ลูกค้ายอมรับเรา มีการจัด Customer day ขึ้นมา มีส่วนในการคลุกคลีกับผู้ประกอบการ และในเรื่องการขยายช่องทางทางธุรกิจ จะบอกว่าเราดี เราแจ๋ว เราดีที่สุดและไปพูดให้คนฟังไม่มีใครโอ้อวดตัวเอง

Economic Forum บริษัทที่เติบโตได้ดีต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่าง

รัฐบาลที่เวียดนามเริ่มจากการมองว่าต้องได้นักธุรกิจแบบคุณวิกรม ได้ที่ติดกับแม่น้ำ ดองไนที่จะออกไปสู่ท่าเรือ ประเทศไทย Cost Logistic 20% ของ GDP ของประเทศแต่ประเทศที่เจริญแล้ว Cost Logistic จะประมาณ 9% โดยดูที่ใกล้ท่าเรือ อย่างอมตะ Cost ทาง Logistic ไม่ถึง 20%

อมตะ พยายามขยายธุรกิจและขยายผ่านเพื่อนฝูง มี Joint กับ โซน Esso เพราะมองเรื่องพันธมิตรอยากมีเพื่อน

การขยายธุรกิจ อมตะมองว่าถ้าไม่ชำนาญอย่าไปทำ เช่น ด้านบริการเชิญโรงพยาบาลวิภาราม มาทำ ดังนั้นการจะเป็นผู้นำและผู้บริหารที่ดีต้องไปหาความรู้ใส่ตัวเองเรื่อย ๆ แสดงถึงว่าแนวทางขยายธุรกิจคือได้พันธมิตร ได้เพื่อน ได้เงินเป็นต้น

ในเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะไม่แพ้ใครในโลก เราทำให้นิคมอุตสาหกรรมเวียดนามพัฒนาใกล้เคียงกับของอมตะ มีการพัฒนาและปรับปรุงนิคมให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มองเรื่องการถ่ายทอดความรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เขาเป็น Partner กับเรา

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เริ่มต้นด้วยการพูดถึงชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับโรงไฟฟ้าที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้า

คุณกำจร วรวงศากุล

ตรงทางเข้าที่บางปะกง 1 แต่ก่อนเป็นซุมโจร เป็นป่าจาก แต่เมื่ออมตะเข้าไป จากชุมชนโจรเปลี่ยนเป็นมีงาน มีความรู้ มีเงินให้ลูกเรียน กลายเป็นหมู่บ้านที่ดี

คำถาม-คำตอบ

1. อมตะเวลาไปขยายพื้นที่ในเรื่องซื้อที่ดินเจอปัญหาอะไรบ้าง

ตอบ บางคนซื้อแล้วก็ไม่มีคนออกก็มี มีการซื้อเครื่องกรองน้ำเค็มเป็นน้ำจืด มีการขอปล่อยลงท่อสู่ทะเล เขาไม่ให้เนื่องจากคิดว่าเป็นน้ำเสีย ชาวบ้านไม่ฟังว่าเป็นน้ำดีหรือไม่ดี แม้ว่ามีนักวิชาการไปพูด เพราะเขาเชื่อเพียงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าเห็นด้วยหรือไม่

คนที่ซื้อที่ต้องเป็นความลับ เพราะคนรู้จะว่า จึงทำให้ได้ที่มากว่า 25,000 ไร่

ช่วงทำธุรกิจ แบงค์กรุงเทพ ให้ไปอบรมเรียน Mini MBA มีนักธุรกิจรวบรวมกัน

2. อยากให้ผู้นำชุมชนในพื้นที่มีส่วนเป็นคณะกรรมการ มีส่วนร่วมด้วยทำอย่างไร

ตอบ การเป็นเมืองเป็นปัญหาเยอะ อย่าง NGOs ไปอธิบายก็ยาก สิ่งที่ทำคือทำของจริงให้ดีจริงแล้วเชิญสื่อมวลชนมาดู มีการตั้งคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม เชิญผู้นำชุมชนเป็นกรรมการร่วม จ่ายค่าเบี้ยประชุมในอัตราปกติ เช่นการทำลุ่มน้ำ มีเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง มีกรรมการเกือบ 100 คน ความเป็นมา ถ้าโปร่งใส และเสียแค่อาหาร การกิน ให้ทุกคนมีส่วนร่วม แทนที่เราจะไป Fight กับเขา ให้เขามีส่วนร่วมเพื่อช่วยกัน

3. โดยปกติต้องมีการจัดสรรงบทาง CSR ไว้ ทางอมตะ มีการจัดสรรส่วนนี้อย่างไร

ตอบ ทุกปีมีหน่วย CSR ทำออกมาแล้วขออนุมัติงบประมาณ คิดตามการเตรียมแผนงานและใช้งบประมาณเท่าไหร่ เช่น การกำจัดผักตบชวา การทำเรื่องยั่งยืน การกำจัดขยะเป็นต้น

4. สัญญามีการ Flexible อย่างไรบ้าง และปรับสัญญาเช่าอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับจากลูกค้า

ตอบ ที่ดินจะเป็นการซื้อขาด ต้องมีการยื่นขอส่งเสริม BOI ก่อน มี Infrastructure fund และทำให้ยอมรับคืออะไรที่จะขึ้นต้องมีเหตุมีผล และเชิญโรงงานมาชี้แจงให้ฟังว่าทำไมถึงต้องขึ้น เช่นค่าน้ำเป็นต้น สรุปคือทำอะไรก็ตามด้วยการมีเหตุ มีผลและถูกต้อง

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เสนอ 2 เรื่องที่เกี่ยวกับเรา มูลค่าสู่การสร้าง Service คือศูนย์พัฒนาคนและ R&D เราต้องคิดที่จะขยาย และเมื่อจบหลักสูตรทุกครั้ง บางปะกงก็คือ EGAT โดยเฉพาะลูกศิษย์ถ้ามีความเชื่อมโยงบ้างจะดีมาก และปรับ Mindset ในอดีตที่ตั้งรับ เปลี่ยนเป็นการทำงานเชิงรุก ให้ดูตัวอย่างของคุณวิกรม ที่อมตะ ที่เน้นการสร้างพันธมิตร และเน้นด้านการทำงานเชิงรุก

5. เรื่อง CSR อมตะกับ EGAT จะต่างกันเล็กน้อยเนื่องจาก คุณวิกรมตัดสินใจได้โดยตรง แต่ EGAT มีขั้นตอน แต่ทาง CSR มีลักษณะเป็นเทา ๆ ทางคุณวิกรมมีแนวคิดอย่างไร

ตอบ จริง ๆ อยากทำทุกอย่างให้โปร่งใส ธุรกิจเอกชนทำได้เพราะมีความคล่องตัว อย่าง SCG เรื่องสีเทาไม่ค่อยเห็น และเป็นคนตรงไปตรงมา เราจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี ใครที่จะมารีดไถ อย่างน้อยมีผู้ใหญ่สนับสนุน อย่างสหภาพต่าง ๆ บางคนที่ไม่โปร่งใส ถ้าทำดีแล้วเรื่องนี้จะน้อยลง ไม่จำเป็นต้องเสียค่าปิดปาก หรือการมาขอบริจาค ข้าราชการจะมาขอบริจาคเป็นประจำเป็นต้น สรุปคือ ผมจะเป็นคนดี ใช้ได้ทุกแห่ง อย่าใช้เรื่องเงินสีเทา หรือผิดกฎหมายมาก ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ทำให้ถูกกฎหมาย แต่อย่าไปหักกับเขา ดังนั้นการใช้เงินทาง CSR ทำให้กำไรมากขึ้น

นำเสนองานกลุ่ม : วิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจและบทเรียนจากหนังสือเล่มที่ 4

HBR’s Must Reads The Definitive Management Ideas of the Year from Harvard Business Review

กลุ่มที่ 1 The Authenticity Paradox

ความหมายคือการเป็นของแท้ ความเป็นตัวตนแท้จริง ไม่ลอกเลียนแบบใคร อย่างเช่นตัวตนที่จะเป็นผู้นำเป็นอย่างไร เป็นบทความที่คัดลอกโดย

ISEAD ว่าเป็น Business School of the world

Paradox ความหมายคือความขัดแย้ง เป็นอะไรที่เป็นความขัดแย้งกับตัวตนของเรา

Authenticity เป็นเสมือนมาตรฐานสำคัญของการเป็นผู้นำ (Leadership)

Self Authenticity คือตัวตนที่แท้จริงของเราว่าเป็นอย่างไร กับ Leadership Authenticity คือ ผู้นำที่แท้จริง ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีการปรับให้เหมาะสมเพราะบางครั้งไม่สามารถใช้ Self ใน Leadership ได้

ตัวอย่าง คุณซินเทีย บุคลิกเปิดเผย ตรงไปตรงมาโปร่งใส มีภาวะผู้นำแบบทำงานความร่วมมือกัน ดูลักษณะนี้เหมือนมีความเหมาะสมในการเป็นผู้นำได้และในวันหนึ่งได้รับการ Promote ให้เป็น General Manager แต่มีความกลัวและไม่มั่นใจว่าจะทำตำแหน่งนี้ได้ดี ได้เปิดเผยต่อลูกน้องว่าไม่มั่นใจว่าจะทำตำแหน่งนี้ได้ดี ผลลัพธ์คือเป็นการแสดงที่ไม่เหมาะสมเพราะทำให้ผู้นำเสียเครดิต และลูกน้องไม่มั่นใจในบทบาทผู้นำ ดังนั้น การเป็นผู้นำต้องปรับให้อยู่ในความเหมาะสมคือเปิดเผยในขอบเขตจำกัดและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้นำ

ตัวอย่างที่ 2 George กล่าวถึง วัฒนธรรมการทำงานให้ความสำคัญกับมติที่ประชุม มีการอ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ก้าวร้าว วัฒนธรรมการทำงานเปลี่ยนไป การตัดสินใจทำโดยการโต้แย้งกัน ให้มีการปะทะกันทางปัญญา ต้องแคร์ในความแตกต่าง สรุปคือการเสนออะไรขึ้นมาต้อง Debate เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อหา Best Solution แต่พอมีบริษัทใหม่มา Take over วัฒนธรรมเปลี่ยน ตัวตนที่เราเป็นอยู่ก็ควรปรับเปลี่ยนตามวัฒนธรรมใหม่

หลักการเหตุผล

1. การมีตัวตนที่แท้จริง และแสดงตัวตนที่แท้จริง เป็นคุณลักษณะสำคัญของ Leadership ผู้บริหารหรือผู้นำหลายท่านยังติดกับ Comfort zone อยู่ การทำอย่างนั้นจะปิดโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ถ้ายึดติดกับตัวตนเดิมโดยไม่ยึดว่า Environment เปลี่ยนอย่างไรจะปิดกั้นการพัฒนาตัวเอง

2. การเปลี่ยนตัวตนในฐานะผู้นำอาจเหมือน Fake ในขั้นแรก แต่การปรับให้สอดคล้องกับ Authenticity ก็จะเป็นผู้นำแบบมีความเป็นตัวของตัวเองได้

3. สิ่งที่ต้องต่อสู้เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ลักษณะงานเปลี่ยน มีความคาดหวังในลักษณะผู้นำแตกต่างกัน ดังนั้นภาพลักษณ์จึงสำคัญในการต่อสู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ทำงานในฐานะผู้นำ

จาก Research IBARA พูดว่าการออกจาก Comfort zone ต้องใช้ความกล้า ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าไปเจอ Environment ที่เราไม่มั่นใจจะกลัว ต้องออกจาก Comfort zone ให้ได้ การออกจาก Comfort zone เป็นการ Learning

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้กล่าวถึง Paradox เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง จะดีก็ต่อเมื่อวิเคราะห์ปัญหา

Authenticity ยังอยู่ แต่ต้องปรับให้อยู่กับ Audience การเปลี่ยนไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่าง แต่ต้องเปลี่ยนบางอย่าง

การฝึกในสถานการณ์ลูกน้องกับเรา Self Authenticity ไปพอ เพราะเราจะต้องเป็น Leadership Authenticity เราอย่าประหม่า

Learn-Share –Care และ Honour ความแตกต่าง

Authenticity ขึ้นกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ เพราะ Leadership อยู่ในวัฒนธรรมอีกอันหนึ่ง

สอดคล้องกับทฤษฎี Reality ของ ดร.จีระ การเป็น Self Authenticity ยังอยู่ แต่เมื่อเป็น Leadership ต้องขับเคลื่อนไปสู่ High Performance

ต้องกล้า และฝึกด้วย

อยากให้สร้าง Habit ในการอ่านหนังสือ Learning Culture กับ Learning Organization เป็นอย่างไร

ร่วมวิจารณ์โดยกลุ่มที่ 2

โดยปกติ กฟผ.จะเกิด Authenticity โดยตัวเอง อย่างในกรณีที่กำลังคัดเลือกผู้ว่าการฯ ท่านได้พูดว่า คน กฟผ.ต้องออกจาก Comfort zone เป็นความขัดแย้งในตัวเองเพราะคน กฟผ.ส่วนใหญ่เป็น Comfort zone

กลุ่มที่ 2 Workspaces That Move People

เวลาได้ความท้าทายของหน่วยงาน เราจะได้ไอเดียดี ๆ ที่จะแก้ปัญหามาจากที่ไหน ไอเดียดี ๆ มาได้อย่างไร หลายคนบอกว่า

1. ให้ไปนั่งสงบ นั่งคิด ไอเดียดี ๆ

2. การแก้ปัญหาแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้อง Set ว่ามาจากที่นั่น ที่นี่

กฟผ.จะปฏิวัติอะไรแรง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ทำได้อย่างไร คำถามเหล่านี้มีคำตอบหรือไม่ และอยากได้คำตอบเหล่านี้จะทำอย่างไร

การหา Solution เหล่านี้ต้องจัดลำดับความสำคัญก่อน ใช้สิ่งที่ทำมาแก้โจทย์นี้ได้ เราต้องแสวงหาแนวคิดใหม่ ๆ นั้น

Ben บอกว่า ถ้าเราทำงานในออฟฟิศและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ใช้วิธีเดิมไม่ได้

สรุปคือทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้คนมาพบปะ

ความคิดดี ๆ ไม่ได้มาจากห้องประชุม หรือที่ทำงานของแต่ละคน แต่มาจากการพูดคุย

ผู้นำของ Sumsung บอกว่าไอเดียดี ๆ ไม่สามารถหาได้จาก Monitor ทีเดียว

มี Outdoor ที่เป็น Private ในการพูดคุยข้ามสายงาน สามารถแลกเปลี่ยนปัญหาร่วมกัน

การเข้าใจถึงความสามัคคี ถ้ารวมกันจะหักกันได้ยาก เป็นการเอาความเชี่ยวชาญแต่ละ Silo มาผนึกร่วมกันจะเป็น Power ในการแก้ปัญหา การที่จัด Space ให้ Create Creativity ได้ดีที่สุดคือการ Design Interactive

วิธีการที่ให้ผู้คนทำงานมี Interactive ต่อกัน ผลจะออกมาดีเกินคาดทำให้มุมมองใหญ่ขึ้น

การสนทนาเป็นการสื่อสารคือทักทายในกลุ่มเดียวกัน

คนต้องมีการแบ่งปันความรู้

และเรื่อง Think Tank คือเอาความคิดดี ๆ ของคนต่างอาชีพมาถ่ายทอดกัน

วิธีการออกแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็น Productivity เฉพาะฝ่ายการปล่อยให้คน Interactive กัน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เสริมว่าถ้าบรรยากาศไม่ Serve การเรียนรู้จะเป็นอย่างไร Space คือสถานที่ทำงานที่สร้างบรรยากาศให้ทุกคน ตัวอย่างเช่น Starbucks ประเด็นคือ EGAT ให้คะแนนบรรยากาศในการทำงาน ในออฟฟิศ แค่ 4 ใน 10 คะแนน คือไม่น่าสนใจ

ร่วมวิจารณ์โดยกลุ่มที่ 3

การสร้าง Workspace ให้เกิดขึ้นในสำนักงานต้องปรับพอสมควร นายกับลูกน้องก็ห่างพอสมควร เราต้องสร้างบรรยากาศทั้ง Creativity Innovation และวัฒนธรรมการทำงาน อย่างพี่น้องจะให้เป็นที่การพัฒนาแนวคิดให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

กลุ่มที่ 3 Outsmart Your Own Biases

Outsmart เกิดได้อย่างไรและจัดการอย่างไรให้สมดุล โดยปกติระบบความคิดของคนเราเกิดจาก 2 ส่วน ส่วนแรกเกิดจากแบบ Automatic เป็นการตัดสินใจแบบกะทันหัน เป็นการเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ และบางคนใช้หลักการและเหตุผล แต่อาจมีความไม่สมบูรณ์เพียงพอ เรียกว่า Biases

ซึ่งไม่ใช่แค่บวกและลบ แล้วมีสาเหตุให้เกิดการตัดสินใจที่แย่ได้อย่างไร เป้าหมายคืออะไร และท้ายที่สุดคืออะไร

ดังนั้นการตัดสินใจบางเรื่องไม่ดีพอ ดังนั้นจึงต้องปรับให้ Biases ให้สมดุล และให้ใช้ดีพอ

1. Future - เมื่อตัดสินใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร มีเทคนิค 3 อย่าง มีการประมาณ 3 ค่า คือ สูง กลาง ต่ำ และค่อย ๆ เลือก

- คิด 2 ครั้ง ครั้งแรกใช่หรือไม่ ครั้งที่ 2 เป็นการไตร่ตรอง

- จินตนาการความล้มเหลวที่จะเกิด ค้นหาสาเหตุ จะได้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ มีทั้งแบบ Inside View เช่น Design และ Outside View คือการมองออกไปข้างนอก

2.Objective - วัตถุประสงค์ ต้องหาผู้ช่วยหรือคำแนะนำจากคนรอบข้าง และบางครั้งมีหลายวัตถุประสงค์ต้องคิดที่ละประเด็นแล้วค่อยประเมินว่าจะใช้อย่างไร

3. Option - เป็นการประเมินร่วมกัน มีการดู Objective และเหตุผลเพื่อหาทางเลือกเพิ่มเติม

บางครั้งเมื่อเจอความเหนื่อยล้าทางสมอง ไม่รู้จะ Weight อย่างไร

อย่างที่ 1 ให้กำจัดปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เหลือทางเลือกที่จะนำไปใช้

อย่างที่ 2 คือการ Check list ทำให้เป็นนิสัย ช่วยป้องกันการผิดพลาดได้ดี

อย่างที่ 3 คือการเลือกปัจจัยให้ตรงกับความเป็นจริงและสอดคล้องมากที่สุด

เรื่อง Biases สามารถใช้ในเรื่องการรับสมัคร การประเมินศักยภาพ

ร่วมวิจารณ์โดยกลุ่มที่ 4

ในแง่ข้อมูล Engagement ผลสำรวจเป็นเพียงแค่ค่าข้อมูลประเด็นชี้นำเท่านั้น แต่ค่าแท้จริงไม่ใช่ทั้งหมด เคยค้านใน EGAT ว่ายังไม่เป็นธรรมมากนั้นอาจต้องใช้อันอื่นมาช่วย

ด้าน Biases รู้สึกมีมิติว่าไม่ได้มอง Biases ด้านลบอย่างเดียว Biases ถูกใช้ในด้านนี้หรือไม่ อย่างรองสืบพงศ์ ทุกคนใช้สมัครได้หรือไม่ ความคิดมี Biases ไปแล้ว

Recruit เรื่องเด็กใหม่ที่กำลังสอบเหมือนกัน ในมุมของตัวเองยังมองว่าบางส่วนที่ต้องทำตามกฎเกณฑ์ กับภารกิจของกฟผ.สามารถแยกกันได้หรือไม่

Promotion เริ่มเข้าสู่ระบบมากขึ้น มีเครื่องมือต่างๆ ที่มาให้ความคิดเห็นกับทางเรา ส่วนหนึ่งพยายามเตรียมเอาโจทย์มาใส่ และพยายามตั้งเป้า มีประเมินด้วยความเป็นธรรม ซึ่งยังมีเรื่องอื่นอีกมากขึ้น

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

การตัดสินใจ Decision Making เป็นอะไรที่ต้องฝึก

1. เราจะเรียนอะไร

2. จะหาคู่อย่างไร

3. จะจัดการกับนายอย่างไร

ได้ค้นพบว่าในสังคมไทย น่ากลัวมาก เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เช่นแกล้งตัดสินผิด ๆ เพราะมีเป้าหมายบางอย่าง

ต้องคิดอีกครั้งจะดีมาก เช่น Think Twice

กลุ่มที่ 4 Why Strategy Execution Unravels and What to do About it

มีหนังสือมากมายเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์

มีผู้เขียน 3 ท่านนำประเด็นเรื่องนี้มา Implement หรือ Distribution บริษัทชั้นนำหลายแห่งประสบปัญหาเรื่องการนำแผลกลยุทธ์ไป Implement ไม่ประสบความสำเร็จ

ทำอย่างไรถึงจะ Implement Strategy ได้ Success มีการสรุปเป็นความเชื่อ 5 เรื่อง

1. Execution Ego Alignment ผู้ปฏิบัติงานเห็นวิสัยทัศน์ร่วมกัน มีการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติได้ แม้วิสัยทัศน์ผู้บริหารแต่ละส่วนแต่ละระดับเข้าใจตรงกันจริง เรื่องการถ่ายทอดแผนกลยุทธ์ ทีเข้าใจเนื่องจากมีการถ่ายทอดอย่างสม่ำเสมอ แต่จากผลสำรวจคือเข้าใจไม่ถูกต้อง กับกระบวนการทำงานข้ามหน่วยงานคือ Silo Busty แม้แต่เรื่องการนำแผลกลยุทธ์ไปปฏิบัติ

แนวทางแก้ไขคือการทำ Cross function ซึ่งได้เรียนรู้พอสมควรแล้ว

2. Execution Means Sticking to the Plan คือมีการนำตัวชี้วัดลงไปในแต่ละระดับ

จากการวิจัยพบว่าแผนมีความคล่องตัวทั้งคนและอุปกรณ์ไม่คล่องตัวพอ

แนวทางแก้ไข

ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต้องยอมรับทุกคนว่าการ Rolling แผนเป็นเรื่องธรรมดาเพราะทุกคนต้องปรับตามสถานการณ์

3. Communication Equals Understanding ความถี่ในการสื่อสารเยอะมาก แต่จากการสำรวจพบว่าผู้บริหารระดับกลางถึงล่างไม่เข้าใจเพราะจำนวนครั้งการสื่อสารไม่ใช่ผลลัพธ์ของความเข้าใจเป็นสิ่งที่คนละเรื่องกัน

4. A Performance Culture Drive Execution ปัญหานี้มักเกิดจากองค์กรที่เห็นว่าการ Deploy แผนกลยุทธ์ไป ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ บางเรื่องมาจากวัฒนธรรมขององค์กรเอง ปกติมักให้รางวัลกับผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก มากกว่าการทำงานเป็นทีมหรือ Cross function และหลายครั้งผู้ปฏิบัติงานไม่ได้สร้างสรรค์ใหม่ หลายครั้งการทดลองของผู้บริหารมีโอกาสที่จะพลาดสูง ดังนั้นการให้ตามผลงานเขาจะไม่ค่อยอยากเสี่ยง เป็นเรื่องปกติของหน่วยงานภาครัฐอยู่แล้ว

5. Execution should be driven from the top ความจริงเป็นผลดีจริงในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวเกิดปัญหาได้ ซึ่งถ้า CEO ผู้บริหารที่แข็งแกร่งอยู่ วิธีนี้จะใช้ได้ดี แต่ถ้าไม่มีคนแข็งแกร่งอยู่ ปัญหาจะเกิดแน่ เกิดปัญหาระยะยาวในหน่วยงาน

การปรับแนวคิดทั้ง 5 มาสู่กฟผ.

การวางแผนกำหนดกลยุทธ์ให้ชัดเจน ต่อเนื่อง และกฟผ.ทำเสมอ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรด้วย

ร่วมวิจารณ์โดยกลุ่มที่ 5

ยังมองว่าแปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติเริ่มเห็นทิศทางตัวอย่างเช่นสิงคโปร์ และที่ท่านนายกฯ ทำก็มีแผนกลยุทธ์ 5 ปี อย่าง กฟผ.เริ่มมีแผนกลยุทธ์ 11 ปี + 1

เรื่องงบประมาณแผนเป็น 5 ปี มีการปรับปรุงตลอดเวลา ต้องมีการปรับตัวเร็ว และทุกการกระทำต้องใช้เงิน ถ้าขัดแย้งเรื่องแผนกลยุทธ์ ให้ Support ด้วยงบประมาณ

สิ่งที่มองอีกเรื่องที่ชัดขึ้นคือมีกลยุทธ์ เป้าหมาย Vision ที่ชัดเจน เริ่มเห็นเป้าหมายเดียวกัน ปัจจุบันไฟฟ้าเริ่มผลักดัน Firm C ดีมาก แต่ผลการสำรวจพบว่าการสื่อสารและคน 2 หมื่นกว่าคนจะเข้าใจ และเห็นพ้องในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร อาจให้ทุกคนช่วยกันและหวังให้ กฟผ.รุ่งเรืองต่อไป

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถามว่าเราจะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ใน EGAT ได้อย่างไร

1. แยก Strategy เป็น 3 Level คือ ยาก ปานกลาง ง่าย อย่างเรื่องการจัดการกับชุมชน นักการเมือง น่าจะให้มีคนดูแลมากหน่อย ทางแก้อันหนึ่งคือ

- ความต่อเนื่อง บี้ประเด็นเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่งใน Issue ที่ยาก

- ตัวละครต้องเล่นอย่างสนุก เรายังไม่ได้ระบุตัวละครของเรา

- Leadership ในกฟผ.ไม่ใช่เรื่องสนุก ต้อง Overcome Difficulty ให้ได้

ถ้าคิดว่าจะเป็นผู้นำในกฟผ.ต้องทำ Special function สร้าง Impact ให้เกิดขึ้นและทิ้งมรดกเหล่านี้ไว้

เป็น Niche ของฝรั่ง เอาความต่อเนื่องทั้งในและนอก และเจอปัญหาต้องเอาชนะอุปสรรค ต้องเอาตัวละครให้ทำต่อเนื่องอย่างดีที่สุด และต้องทำต่อเนืองจริง ๆ

กลุ่มที่ 5 : A Leader’s Framework for Decision Making

ถ้าการตัดสินใจผิด ชีวิตเปลี่ยน ดังนั้น Decision Making เป็นอีกรุ่นที่เราต้องเจอไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นกับภารกิจที่ปฏิบัติอยู่ มีวิธีการที่จะมาลองดูหรือมาวิเคราะห์ประเด็นที่เกิดขึ้นมาว่ามีแนวทางอย่างไรบ้าง

The Cynefin Framework

เป็นปัจจัยหลายอย่าง อย่างสภาพแวดล้อม ทำให้ตัดสินใจหลายอย่าง อย่างมีเหตุผล ใช้เป็นตัว Guideline ที่จะนำเสนอว่ามีอะไรบ้าง

Brown’s Chicken Massacre พบว่ามีเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิต 5 คน มีข่าวที่จับผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน

ต้องแก้ไขปัญหาระยะยาว กลุ่มผู้เสียชีวิต 27 ท่าน

ที่ยุ่งยากที่สุดคือการตอบคำถามสื่อมวลชน

แบ่งลักษณะปัญหาเป็น 4 อย่างคือ

1. Simple Domain จะเป็น Pattern ซ้ำ ๆ กัน ส่วนใหญ่แก้ปัญหาบนพื้นฐานความจริง เราต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนเพื่อรู้ว่า Pattern เป็นอย่างไร และบางปัญหาจะเป็นความเคยชิน เป็นเรื่องที่คาดเดาและมองเห็น Pattern ชัดเจนมาก

2.Complicated Domain ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวิเคราะห์ บางครั้งไม่เห็น Cost & Effect ชัดเจน สิ่งที่ต้อทำมากที่สุดคือ Rice มีการคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น ความมั่นของผู้เชี่ยวชาญอาจทำให้ประเด็นบางอย่างออกไป

3. Complex Domain คือมีความซ้ำซ้อนและยุ่งยาก ไม่สามารถคาดเดาเหตุของปัญหาคืออะไร ต้องมีวิธีใหม่ ไม่ใช่แบบเดิม การปรับระบบให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ

4. Chaotic Domain คือความวุ่นวาย สับสน มีผลกระทบสูงมาก ต้องตัดสินใจหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ปัญหาตรงนี้บางลง และสามารถจัดการกับภาวะวิกฤตได้

5. Domain of Disorder คือกลุ่มที่ไม่สามารถจัดได้ว่าอยู่กลุ่มไหนเลย เป็นลักษณะเทา ๆ

Palatine murders of 1993

- ต้อง Deal กับปัญหาที่เป็นลักษณะ Chaotic เพื่อลดกระแส และ Inform ให้กับ Community

- มีจำกัด และสั่งการให้ทำตามขั้นตอน

- การสอบสวนต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ

- การทำความเข้าใจให้ Community รู้สึกปลอดภัย

- สิ่งที่สำคัญคือเราจะทำอย่างไร ตัดสินใจในฐานะผู้นำคือต้องวิเคราะห์ว่าอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แล้วพยายามลำดับ มีการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสม และให้ Be flexible with your decision making style

ร่วมวิจารณ์โดยกลุ่มที่ 6

ขอพูดถึงภาพรวมการอบรมหลักสูตรนี้ว่าอุดมด้วยความรู้และประสบการณ์ ได้ Assign ให้อ่านหนังสือทำให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้น ได้ปลูกฝังนิสัยการใฝ่รู้ ได้ความไฝ่รู้ที่ปลูกฝัง ได้ผลมาก ๆ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะนำสู่การเป็นผู้นำภายหน้า เน้นการฝึกอย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง และคิดว่าทุกคนจะถ่ายทอดได้ดีทุกคน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

กรณีนี้เป็นคนตาย 7 คน และ Case เป็นตำรวจ แต่ Reality ของ EGAT ที่แน่ ๆ คือทุกคนต้องพร้อมเป็นผู้นำ Under Crisis เพราะ Crisis Management คนจะ Design ผู้นำ ใน Paper นี้ที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะมี 2 กรณีใน EGAT คือ ไฟดับในภาคใต้

สายส่งจากส่วนกลางยังมาไม่ถึง และคุณต้องรับผิดชอบ อย่าลืมว่า List ในเรื่องไฟดับโดยเฉพาะที่มองในเรื่อง peak ต้องจัดการกับ Disorder และ Kio tic และต้องจัดการกับเหตุการณ์โรงไฟฟ้าที่อาจระเบิดในอนาคต ดังนั้นเรื่อง Crisis Management สำคัญมาก

กลุ่มที่ 6 : Managing Yourself You Can’t be a Wimp Make the Tough Calls

เขียนโดย Ram Charan

ปัจจุบันการตัดสินใจแต่ละครั้งเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนไป และมีหน่วยงานที่เกี่ยวพันมาก เช่น Social และ Media ต่าง ๆ

CEO ต้องหาข้อมูลจากหลายแหล่งและตกผลึกที่เห็นชัดเอามา 6 อัน แต่การตัดสินใจต่าง ๆ ต้องไม่มองข้ามลูกค้าเรา และความสำเร็จขึ้นอยู่กับอะไร

มีการ Cross Check ว่ามีเหตุผลหรือไม่ และเราจะตัดสินใจกับทีมอย่างไร ต้องฟังทีม แต่การฟังต้องไม่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา และต้องฟังฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย

การตัดสินใจคนที่ชาญฉลาดกับทั่วไปแยกได้อย่างไร

คนที่ตัดสินใจเก่งจะ Focus ที่จุดหนึ่งแล้วทำจุดนั้นให้ดีเลย ส่วนเรื่องอื่นให้คนไปทำ มีการดูเรื่อง Strategy มีการฉกฉวยโอกาสให้ทันเวลา

คุณสมบัติของ CEO

ต้องรู้เส้นทางข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร และทำไมพวกเราถึงตัดสินใจถูกต้องได้ยาก เพราะเราจัดคนผิดในการทำงาน

ต้องสร้างในการตัดสินใจตั้งแต่แรก สรุปเป็นเคล็ดลัพธ์ 3 ประการ

1.ญาณเฉียบแหลม – เกิดจากการไปพบคนเยอะ หาคนเยอะ ตัดประเด็นซับซ้อน หาตัวแปรที่มีประโยชน์ และจับคู่แต่ละอย่างว่ารวมกันแล้วได้กี่แนวทาง มีการ คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

2.การตัดสินใจมีคุณภาพ – มองจากด้านบนลงมา มองอย่างครอบคลุม

3. มีเครดิต – ถ้าเราไม่มีเครดิต จะไม่มีคนนำไปทำ การสร้างเครดิตเกิดจากการฟังข้อขัดแย้ง เข้าใจความหลากหลายของคน ยอมรับความเห็นคนอื่น สร้างคนที่ Support คนที่สนับสนุนความเห็นกับเราได้ ต้องกล้าในการจัดการสิ่งนั้นแม้ความคิดนั้นจะไม่ Popular

ร่วมวิจารณ์โดยกลุ่มที่ 1

แนวทางต่าง ๆ ที่นำมาใช้ ซับซ้อนยุ่งยาก ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร ในกลุ่มที่ 6 ได้นำเสนอเรื่อการตัดสินใจที่ยากได้

ทั้งสองบทความควรนำมาใช้ในการพัฒนาผู้บริหารระดับฝ่าย สำหรับ 2 หัวข้อได้มีการนำมาตัดสินใจว่าเป็นอย่างไร มีการยกเคสปัญหา และแก้ประเด็นให้จบ ผู้เกี่ยวข้องสามารถลงมือปฏิบัติ และตัดสินใจด้านต่าง ๆ

อย่างผู้ว่าฯ ท่านนี้มีพลังในการตัดสินใจและขับเคลื่อนมาก

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรื่อง Qualitative judgment กล่าวว่าผู้นำที่ดี Decision Making กับ Judgment อันไหนดีกว่า มีการแนะนำว่า CEO อย่ามองที่เทคนิคอย่างเดียว

โดยสรุปคือทุกคนขึ้นบนเวที การเป็นอาจารย์ที่ดีต้องฟังเป็น และการอ่าน Reading ต้องอ่านซ้ำอีก

การอ่านหนังสือทำให้เรามี Wisdom ของตัวเอง และให้ Share กัน อยากให้บรรยากาศแบบนี้ทำให้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ

อยากให้ Chira way ตรงกับความต้องการ เอาไปใช้ได้ และปลูกฝังให้แต่ละคนมีความสามารถมากขึ้น

วิเคราะห์ภาพรวม โดยคุณฉัตรชัย

ทั้งหมดที่รับฟังวันนี้เป็นเรื่องการตัดสินใจ ชุดแรกต้องการให้รู้ว่า Decision Making เป็นอย่างไร 3 กลุ่มแรกเป็นเรื่องระบบความคิด และมีการใส่เรื่อง Biases ช่วยในการตัดสินใจ และจะตัดสินใจอย่างไรให้รู้ตัวเองเป็นเรื่องของ Authenticity กับ Leadership เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง

และสร้าง Workspace ให้เกิดความผ่อนคลายช่วยในการตัดสินใจมากขึ้น

เล่มที่ 2 เป็นเรื่องการนำการตัดสินใจไปใช้ในที่ต่าง ๆ น่าจะได้ผลที่ดี อีกเรื่องเป็นเรื่องของการนำ Strategy ไปใช้อย่างไร เป็นเรื่อง Execute และ Communication และการนำ Decision Making ในมุมองของนักวิชาการส่วนหนึ่ง และผู้บริหารอีกส่วนหนึ่ง


Life Coach for happiness and success

โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด

วันที่ 2 มิถุนายน 2559

กอดอย่างไรให้รู้ว่ารัก

คนที่อยู่ด้วยกันบางทีเราแสดงความรักแบบของเราแต่เขารู้สึกว่ารำคาญเพราะอะไร เพราะภาษารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ภาษารักมี 5 อย่าง และมีแนวโน้มว่าเราจะทำแบบนี้ให้คนอื่นด้วย Five love language คือ

1. บอกรักด้วยคำพูด

2. ไปไหนมาไหนชอบซื้อของฝาก ของขวัญมาให้

3. ชอบการบริการ

4. Quality of time

5. ภาษารักจากการกอด

เราต้องรู้จักก้าวออกนอก Comfort zone ของตนเอง

การกอดแบบทั่วไป ส่วนใหญ่เราจะกอดแล้วผลักออกจากกันจะเสมือนกอดพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่ถ้ากอดแบบไปตบหลังอีกฝ่ายจะแสดงว่าเรารู้สึกเหนือกว่าอีกฝ่าย หรือเห็นเขาเป็นเด็ก อยากปลอบเขา

วิธีกอดให้รู้สึกว่ารักคือ

1. กอดนิ่ง ๆ โดยให้รู้สึกสัมผัสถึงใจ

2. ผู้ชายที่สูงกว่าผู้หญิงให้โน้มตัวลงมาให้ระดับศรีษะเท่ากัน

บางทีเราส่งภาษารักให้คนอื่นว่ารัก รัก รัก แต่บางคนจะรู้สึกว่าเขาไม่รักเรา เพราะอะไร ตอนเริ่มต้นส่วนใหญ่เราจะใช้ภาษารักทุกภาษา แต่ถ้าพอสนิทจะใช้ภาษารักของเรา

ถ้าที่บ้านไม่มีความสุข อย่าคิดว่าผู้บริหารมาทำงานแล้วมีความสุข

โค้ชในประเทศไทย เป็นการโค้ชเพื่อให้ Perform ให้ได้ตาม KPI และ Drive คนขึ้น

** You can be the best that you can be**

การสำรวจตัวตนของเราและคนอื่น

1. คนแบบไหนที่เราไม่ชอบ

1. เห็นแก่ตัว ถ้าแก้ได้จะเป็นคนแบ่งปัน ทำบุญ เอื้อเฟื้อ ใจกว้าง รับฟัง

2. อารมณ์ร้าย ถ้าแก้ได้จะเป็นคนสุขุม มีสติ ปล่อยวาง มีเหตุมีผล รับฟัง

3. ขี้โม้ ขี้คุย ถ้าแก้ได้จะจริงใจ ตรงไปตรงมา รู้กาลเทศะ ถ่อมตน มีเหตุผล

ในส่วนที่ไม่ชอบจะเหมือนเงามืดของเรา

2. แต่ถ้าถามเหตุผลว่าแต่ละคนทำไมเห็นอย่างนี้

1. ถ้ามองว่าเห็นแก่ตัว จริง ๆ แล้วเขาอาจรู้จักเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ละเอียด จริงจัง กลัวไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ มีเป้าหมาย มีความรับผิดชอบ

2. พวกอารมณ์ร้าย จริง ๆ แล้วอาจเป็นคนจริงใจ เปิดเผย ตรงไปตรงมา คิดเร็ว หวังดี กล้าแสดงออก

3. ขี้โม้ จริง ๆ แล้ว เป็นคนอยากให้รู้ อยากแบ่งปัน มนุษย์สัมพันธ์ดี มี Networking ประสบการณ์เยอะ เรื่องเล่าเยอะ อยากแบ่งปันประสบการณ์

3. ถามเหตุผลคนที่ถูกไม่ชอบแต่ละด้านว่ารู้สึกต่อฝ่ายตรงข้ามว่าอย่างไร

1. คนที่ถูกมองว่าเห็นแก่ตัวจะมองอีกฝ่ายว่าขี้อิจฉา ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่หวังดีต่อองค์กร

2. คนที่อารมณ์ร้ายจะมองอีกฝ่ายว่า ขี้ขลาด ไม่กล้าแสดงออก ขี้กลัว ไม่รักกันจริง ไม่จริงใจ ไม่รับผิดชอบ เก็บกด

3. คนขี้โม้จะมองอีกฝ่ายว่าจะเป็นคน ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่กล้าแสดงออก ไม่มีข้อมูลจริง

ให้สังเกตว่าคน ๆ นี้ที่เข้ามาในใจเรา แสดงว่าเราเกลียดสิ่งที่เดินไปไม่ถึงเป้าหมาย

ถ้าเราเดินไปไม่ถึงเป้าหมายอาจเป็นศักยภาพที่ดีในตัวเราถูกทิ้งไปโดยตั้งใจ

เรามีพุทธภาวะติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เป็นคุณสมบัติที่ดีที่สุด พอเราแสดงออกถึงเรียกชื่อถูก แสดงว่าเรามี จริง ๆ แล้วสิ่งที่เรามองในตัวคนอื่น และตัวเราเป็นสิ่งที่เรามี

ให้สังเกตว่าตั้งแต่เกิดมาทำอย่างไรมนุษย์ถึงอยู่รอดได้

1. กล้าแสดงออก

2. รู้จักเอาตัวรอด

3. ช่างสังเกต

4. ปรับตัว

5. เรียนรู้

6. เข้าใจสถานการณ์

7. แข็งแรง

8. สร้างสรรค์

พอเด็กเดินได้ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ที่โรงเรียนไม่ใช่พอแม่ ดังนั้น

1. เข้าสังคม

2. ปรับตัว

3. เรียนรู้

4. กินข้าวเอง

5. ป้องกันตัวเอง

6. ความมุ่งมั่น รู้เจตนาของตนเอง

7. สร้างความสัมพันธ์และนอบน้อม ถ่อมตน

พอโตเป็นเด็กประถม

1. มีระเบียบ

2. สะอาดเรียบร้อย

พอโตเป็นเด็กมหาวิทยาลัย

1. มีความรัก

2. อกหัก ทิ้งความมั่นใจตัวเอง ทิ้งความรักไป

3. ร้องเพลง พอคนโห่ ทิ้งความมั่นใจไป การกล้าแสดงออกไปเป็นต้น

ในชีวิตเรามีไพ่สามกองคือ

1. อันนี้เป็นฉันแน่ ๆ จะเป็นสิ่งที่ Success แล้วจะเป็นอย่างนี้ เป็นศักยภาพที่ทำให้เรารุ่งเรืองในอดีต

2. ฉันไม่มีวันเป็น อาจเป็นศักยภาพที่ฉันทิ้งไปแล้ว แล้วอาจเป็นตัวบล็อกไม่ให้เติบโต ดังนั้นอาจต้องหยิบศักยภาพนี้ขึ้นมาเพื่อพาเราไปสู่เป้าหมาย

3. ฉันจะเป็นเมื่อฉันต้องการ

และสิ่งที่ฉันเป็น ฉันไม่รู้จนกว่าจะมีคนมาชมฉัน จริงหรือ?

สรุป คือเราต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองมากที่สุด อย่าใช้ชีวิตตกอยู่ในการรับรู้และการตัดสินของคนอื่น อย่างเช่น คนร้องไห้แล้วได้ทุกอย่างที่เราต้องการ

เช่นผู้ชายไม่ชอบร้องไห้ และกว่าผู้ชายจะร้องไห้ได้ต้องมีสถานการณ์

Leader ที่ดีต้อง Lead from within ไม่ใช่ Lead from Title

ถ้าเราไม่รู้สึกขอบคุณในสิ่งรอบ ๆ ตัวเรา หรือตัวเอง จะไม่สามารถไปชื่นชมคนอื่น แต่ถ้าชื่นชมคนอื่น โดยไม่เห็นคุณค่าของตนเอง จะรู้สึกว่าเราเหมือนอยู่ใต้เขา ดังนั้นก่อนชื่นชมคนอื่นเป็นควรรู้สึกชื่นชมตนเองด้วย

What is Coaching?

ถามความคิดเห็นทั่วไป

โค้ชชิ่งเสมือนให้คนที่ไปช่วยดูว่ามีอะไรในตัวบ้าง และต้องการพัฒนาด้านไหนให้ดึงข้อดีและสิ่งที่ดีมา สิ่งไหนที่ขาดก็ควรจะเพิ่ม

คำจำกัดความ

การโค้ชเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อกระตุ้นและจุดประกายความคิด ด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ถูกบดบังหรือซ่อนอยู่ ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

**การดึงศักยภาพนั้นออกมาแล้วมีภาพนั้นอยู่ในใจจะต้องได้แน่**

ดังนั้น คนที่เป็นโค้ชต้องมีจริยธรรม แล้วดูว่าเป้าหมายที่ทำนั้น ดีกับตัวเอง ดีกับคนอื่น ดีกับสังคมและจริยธรรมหรือไม่

- Good for me

- Good for others

- Good for the better good

การเป็นโค้ชต้องให้คนที่เราโค้ชตัดสินใจที่จะทำศักยภาพเขาให้ดีที่สุดด้วยตัวเขาเอง

การโค้ชคือการปลดล็อกศักยภาพที่ดีที่สุดของเขา เพราะเขาใช้ต้นทุนการเรียนรู้ของเขาและของเราต่างกันหมดเลย

สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นแบบนี้ ลูกเราไม่จำเป็นเหมือนเรา แต่ลูกเราจะเป็นแบบเขาในสภาพแวดล้อมของเขาที่ดีในอนาคต

ดูตัวอย่าง การโค้ชของพระพุทธเจ้าต่อพระมหากัสสปะ

- โค้ชต้อง Respect โค้ชชี่ด้วย ให้เกียรติคู่สนทนา

- ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ

- ให้คำถามตลอดเวลา

- ให้เขาสรุปเอง

- ตั้งใจมาแบ่งปัน ไม่ได้เผยแพร่ศาสนา

- ต้องเข้าใจว่า Learning Performance อยู่ตรงไหน แล้วตั้งคำถามให้สอดคล้องนั้น ๆ

What is Life Coaching?

Life Coaching เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อเป็นเพื่อนร่วมเดินทางพาผู้ได้รับการโค้ชจากจุดที่อยู่ปัจจุบัน ไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในทุกด้านของชีวิต ด้วยการกระตุ้นและจุดประกายความคิด โดยใช้ทักษะและกระบวนการที่สร้างสรรค์ในหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชตระหนักรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ด้วยตนเอง เข้าใจและขจัดอุปสรรคที่อาจมีภายในตัวตน ตัดสินใจเลือกโดยอิสระ เพื่อนำเอาศักยภาพและความสามารถที่มีและอาจยังซ่อนอยู่ ออกมาใช้พาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างสมดุล มีจริยธรรม มีความสุขและอิ่มเอม...

สรุป

เราจะรู้ว่าเราเป็นอะไรแล้วมีความสุขให้ทำด้านนั้น

Success without the art of Fulfillment is a failure”

การสร้างความสัมพันธ์ให้เขาชอบเราและไว้วางใจเรา

ถ้าพูดมาแล้วให้เรานิ่ง 4 วินาทีและให้เราตอบโต้กลับไป

วงล้อชีวิต 8 ด้านสู่การสร้างความสมดุล

ให้คะแนน 1-10 มีไอเดียไหนที่อยากพัฒนา ให้จุดและลากเส้นเชื่อมวงล้อของเรา แล้วลองจินตนาการว่าเป็นการขับรถไปหาอนาคตของเราว่าเป็นอย่างไร

ตัวอย่างความขัดแย้ง คือความต้องการอย่างหนึ่งแต่ Action อย่างหนึ่งสิ่งนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่

เบอร์ 10 คือการตั้งเป้าที่สามารถ Realistic ได้ ให้เขียนเป้าหมายแต่ละช่องว่าเต็ม 10 เป็นอย่างไร

พอมีมาตรฐานเหล่านี้เรียกว่า Fulfillment

ถ้าตอบโจทย์ได้คือมีส่วนคิดด้วยตัวของเราเอง

คำถาม-ตอบ

เราจะเป็นอะไรดีในสังคมและเป็นตัวตนของเราได้อย่างไร

ตอบ ที่เรามีติดตัวมาทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ทางบวกหรือทางลบ ความกลัวไม่มีวันหายไปไหนอยู่ที่จะเป็นเพื่อนหรือหนีความกลัว

เราต้อง Know your outcome and take action

- Being

- Beliefs

- Values

- Needs

- Fears

แล้วทำออกมาสู่สิ่งที่เราเป็นและคนอื่นเห็นเป็น Stories Personality Behaviors Languages Etc.

ต้องหาเป้าหมายให้เจอ

แต่บางคนมีเป้าหมายแต่การใช้ชีวิตไม่มี Discipline จะตกเป็น Effect มี Limiting Beliefs Don’t know how ไม่รู้ศักยภาพของตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง

และถ้าคน ๆ นี้เดินโดยรู้ว่ามีความเข้าใกล้เป้าหมายไปทุกที จะดีมาก เป็นการเดินทางสู่ความสำเร็จที่มีความสุขในทุกก้าว Be-Do-Have Model

Be

- คุณสมบัติ

- ความเชื่อ

- ค่านิยม – เปลี่ยนได้ถ้าเรารู้ ถ้าอยากเป็น High performer คือทำทุกอย่างสุดฝีมือเป็นต้น

- ความต้องการ – มนุษย์ต้องการ 6 อย่างพร้อม กัน และสิ่งที่สำคัญคือต้องมีSignificant

- ความกลัว – เลิกกลัวสิ่งที่มา Distort เราคือ

1. Fear of not good enough – กลัวไม่ดีหรือเก่งพอ

2. Fear of not being loved – กลัวไม่เป็นที่รัก

3. Fear of not belong too – กลัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง /กลัวเขาไม่รับเข้าพวก

คนส่วนใหญ่ที่ Fail คืออยากได้อะไรแล้วทำเลย โดยไม่รู้ว่าตัวเองมีต้นทุนอะไร เราต้องรู้ว่าชีวิตนี้อยากได้อะไร แล้วยังไม่รู้ว่ามีต้นทุนอะไร แล้วเราค่อยลงมือทำ

ให้ตั้งเป้าหมายว่า ถ้าฉันได้สิ่งนี้แล้วจะได้อะไร แล้วจะตอบโจทย์ High Performer ได้

Higher Purpose

- เป้าหมายคือ What แต่ต้องถามเป้าหมาย Why ให้ได้ แล้วค่อยมาหา Do

สรุปคือ มนุษย์ไม่รู้ว่าไปไหน และเราไม่รู้เป้าหมายลึก ๆ ว่าเป็นอย่างไร แล้วเราจะไม่ fulfill อยู่ลึก ๆ


People Management and Engagement

โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด

วันที่ 2 มิถุนายน 2559

Life Coaching Competencies

1. ต้องสร้างความสัมพันธ์ (Rapport)

- การอยู่กับคนตรงหน้า 100 % Be there

- มองแล้วเหมือน

- อยู่ในจังหวะเดียวกัน เช่น การหายใจ

- สังเกตรูปแบบสายตา V A K Ad

- การปรับ Verbal, Vocal, Visual

2. ฟัง (Listen)

- จะเริ่มต้นจากการที่เขาเชื่อใจเรา

- เข้าใจมุมมอง ให้ฟัง Context

- มุมมองชีวิต

- ความเชื่อ

- ค่านิยม

- ความต้องการ

- ความกลัว

- รูปแบบพฤติกรรม

- ความคาดหวังในเรื่องต่าง ๆ

- ฯลฯ

3. ถาม (Ask)

- หาความกระจ่าง

- เข้าใจมุมมองชีวิต

- สร้างทางเลือก

- ช่วยให้ข้าใจตนเอง

- ช่วยให้เห็นมุมมองใหม่

- ช่วยให้หลุดจากกรอบเดิม

- ฯลฯ

ตัวอย่างคือ การ Believe เราสามารถ Defend believe ได้

เราสามารถทำ 3 ตัวนี้ได้อย่างไร เราต้องมี

4. Mindset

- ที่เราเห็นไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น

- ทุกคนทำดีที่สุดแล้วด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในขณะนั้น – ถ้าเขาทรัพยากรไม่พอเรามีหน้าที่ที่จะต้องเติมทรัพยากรนั้น

- มีความยืดหยุ่นทางพฤติกรรม หมายถึงเราต้องสามารถปรับตัวเข้าหาคนอื่นได้

- ไม่มีความล้มเหลว มีเพียงการสะท้อนกลับให้เราปรับปรุง

เราต้องแสดงให้คนเห็นว่าเราสามารถเป็นคนนั้นได้จริง ๆ เราสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้

5. Personal life Transformation

- เราต้องเป็นทั้งหมดให้ได้ก่อนถึงจะ Coach คนอื่นได้

- E+R = O

- Cause & Effect

- 5 Principles for success

- Peak State

- Vision of Success

- Being

- Beliefs/Value

- Needs & Fears

DISC

1. ขั้วบนเป็น Thinking ขั้วล่างเป็น Feeling

2. การรับข้อมูลข่าวสารฝั่งซ้ายรับด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ฝั่งขวา รับด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 6

กลุ่ม D คือ Thinking + Imagination ทะเลาะกันต้องชนะ ผจญภัย

กลุ่ม I คือ Feeling + Imagination ทะเลาะกันเดี๋ยวเคลียได้ ภาพลักษณ์ สวยงาม

กลุ่ม S คือ Feeling + Information เรียบร้อย จริงใจ อบอุ่น ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ถ้อยที ถ้อยอาศัย

กลุ่ม C คือ Thinking + Information เป็นพวก Compliance ต้องมีกฎ ระเบียบส่งเสริม

การทำ Group Coaching คือทำให้ทุกคนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

Performance (ผลงานที่ดีที่สุด) = Potential (ศักยภาพ) – Interference (สิ่งรบกวนทางจิตใจ)

หน้าที่ของโค้ชคือลด Interference ให้ได้

องค์กรที่มี Engagement ดี ๆ คือพนักงานไม่ลาออก อยากอยู่กับเรานาน ๆ ด้วยรักและผูกพัน

การวัด Engagement โดย Gallup Q12

1. ฉันรู้ดีว่าบริษัทฯ คาดหวังอะไรจากงานที่ฉันทำ

2. ฉันมีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานช่วยให้ฉันทำได้ดี

3. ในที่ทำงานฉันมีโอกาสในการทำในสิ่งที่ดีที่สุดทุกวัน

4. ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ฉันได้รับการชื่นชม หรือกล่าวถึงเนื่องจากมีการทำงานที่ดี

5. หัวหน้าและเพื่อนของฉันแสดงความใส่ใจในตัวฉัน

6. มีคนที่ทำงานกระตุ้น และส่งเสริมให้ฉันได้พัฒนา

7. ในที่ทำงาน ความคิดเห็นของฉันได้รับการยอมรับ

8. ภารกิจและเป้าหมายของบริษัททำให้ฉันรู้สึกว่างานที่ทำอยู่สำคัญมาก

9. เพื่อนร่วมงานของฉันมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ

10. ฉันมีเพื่อนที่ดีที่สุดในที่ทำงาน

11. ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีคนที่ทำงานพูดคุยกับฉัน เรื่องความก้าวหน้าของฉัน

12. ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานี้ ฉันมีโอกาสได้เรียนรู้ และเติบโตในงาน

TAPS Model

1. Counseling ถ้าน้องมีปัญหามาแล้วปรึกษาปัญหาด้วยการถาม เราต้องเยียวยา รักษาให้ปกติก่อน ดังนั้นต้องรับฟังเยอะ ๆ

ให้อธิบายออกมาให้มากที่สุด

2. Managing Consulting เวลาใครมีปัญหาแล้วมาปรึกษาด้วยการบอก เรายังสามารถสั่งการได้และแก้ปัญหาได้ด้วยการบอก

3. Teaching Mentoring การสอน

4. Coaching หา Solution แล้วเชื่อว่าเขามีศักยภาพในตัวเขา

Leader as COACH

1. ผู้นำถ้าจะนำคนอื่นได้ต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน Leader Self

- การตัดสินใจบางอย่างไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ แต่จะเป็น effect ของ Leader/ COACH

- ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจะไม่มีความหมายถ้าเราไม่ให้ความหมายกับมัน

2. Leading Others /Team

ความคิดเห็น

- ศักยภาพของผู้นำทีมเช่น อาวุโส น่าเชื่อถือ ประสานความต่าง กล้าหาญ

- แนวคิดแบบผู้นำ 7 K ของเกษม จาติกวณิช

แนวคิดของพระพุทธเจ้า

- เอาชนะอารมณ์ต่าง ๆ

- ปลุกความเป็นมิตรภาพขึ้นมา

- ทำทุกอย่างเหมือนเดิมแบบที่บ้าน ปกครองเหมือนคนในครอบครัว ด้วยความรัก ความเมตตา เหมือนที่ทำ

- ทำให้ทุกคนมีความสุขถ้วนหน้า

- เอาคำพูดมาใส่ใจ

- เรียนให้รู้จักตัวตนของเราให้ดีที่สุด Who am I? เรียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเองให้มากที่สุด

…..

- ทุกอย่างเป็นความเชื่อของเขา แล้วมีสิทธิอะไรที่บอกว่าเขาไม่จริง เพราะเขาเจอประสบการณ์ที่เขาประสบโดยตรง เป็นความจริงที่เกิดกับเขาดีที่สุด แต่เราอาจมีประสบการณ์อีกแบบหนึ่งจึงมองอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเลข 6 และเลข 9 อยู่คนละด้านเถียงไปก็ไม่มีชนะ เราต้อง Respect เขา

3. Leading Organization

- เราต้องสร้าง Culture เอง ข้างนอกไม่สามารถสร้าง Coaching culture ได้

- คนที่นิ่งได้นานที่สุดคือคนที่แข็งแรงที่สุด ให้ Respect ก่อน แล้วค่อยเอาของดีใส่ให้เขา

- การสร้างให้คนรู้สึกไว้ใจเรา

What Make Coaching Culture?

การโค้ชช่วยทำให้เราเติบโตมากกว่าการสอน ก่อนได้ Coaching Culture ต้องได้

1. Coaching Mindset

2. Coaching Attitude

3. Coaching Communication Style

4. Coaching Leadership/ Management Style

5. Manager as Coach of Direct Reports (be very, very…careful) จะจ้างใคร

6. C.i.g. /Team Coaching/ Classic One-to-One Coaching/ Internal Coaches / External Coaches

7. Peer Coaching / Self-Coaching

ภาษาโค้ชคือภาษาที่พูดไปข้างหน้า ไม่ตัดสิน และให้เกียรติเขาอยู่เสมอ ในการโค้ชจะไม่ใช้คำถามว่าทำไม แต่จะถามว่าอะไรเป็นสาเหตุให้

Conversation ภาษาโค้ชสำคัญมาก จะทำให้สบายใจหรือไม่สบายใจได้แล้ว

สรุปคือ จะมี Coaching Culture คือพวกเราจะจ้างตัวเอง

ถ้าฉันไม่อยากเป็นคนแบบนี้ ฉันจะเป็นคนแบบไหน และสิ่งใดเป็นอุปสรรคไม่ให้ฉันเป็นแบบนั้นได้

เอาหลักสูตรแบบนี้ไปอยู่ในระบบการศึกษา ให้เด็กมีอิสระทางความคิด ไม่ตกเป็นของใคร

การดำรงตนได้โดยสมบูรณ์ เราต้องไม่ตัดสิน ไม่ตีข้างใด หรือเข้าข้างใดก็ตาม

จิตที่บริสุทธิ์คือจิตที่ว่างเปล่า แต่การที่เราอยากเป็นคนโน้นคนนี้แสดงว่ามีกิเลสอยู่


นำเสนอผลงานกลุ่ม

“ผลงานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนากฟผ.สู่อนาคต”

โดย ตัวแทนกลุ่ม 1-6 (ใช้เวลานำเสนอกลุ่มละประมาณ 10 นาที และรับฟังความคิดเห็นจากวิทยากรและทีมผู้บริหารของ กฟผ. ประมาณ 5 นาที)

ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากวิทยากรและทีมผู้บริหารของ กฟผ.

ร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะโดย

ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คุณสหรัฐ บุญโพธิภักดี

คุณภาวนา อังคณานุวัฒน์

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและดำเนินรายการ โดย อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

วันที่ 3 มิถุนายน 2559

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันนี้เป็นวันพิเศษที่ท่านรองฯ สหรัฐ ซึ่งท่านได้อบรมในรุ่นที่ 6 มาเป็นสักขีพยานในวันนี้ ซึ่งท่านได้เข้าสู่ในตำแหน่งที่สูง ในวันนี้จะเป็นโอกาสที่ดี

รุ่น 12 ได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง และต่อเนื่องมา และจุดประกายว่า เราน่าจะไปเน้น Flag Ship อันหนึ่งหรือที่เรียกว่ามี Impact ต่ออนาคต และโดยการนำรุ่น 12 น่าจะรวมพลังกัน Theme ใหญ่คือน่าจะเอาชนะอนาคตที่เปลี่ยนแปลง อย่าเอาชนะคนที่ไม่มีความสำคัญ อย่าจัดการกับคนที่มีบทบาททางการเปลี่ยนแปลง

R1 คือถึงเวลาที่ต้องมีการจับมือกัน ไม่ว่าจะเป็น Green Economy ที่เน้น Carbon น้อยลง ถือเป็นโอกาสที่เราจะได้รวมพลังกัน การทำ Research ในครั้งนี้เป็นการมองไปที่ Difficulty ของชุมชน ซึ่งเป็นการรวมพลังกัน และรู้สึกมีความภูมิใจมาก อย่างท่านสหรัฐ ก็เป็นลูกศิษย์ที่รัก ดร.จีระ และเมื่อคืนนี้เป็นวันที่มีความสุขมาก มีโอกาสที่ได้ใกล้ชิดกัน และไม่หยุดเฉพาะตอนเที่ยง ถือว่ามีโอกาสในการทำงานร่วมกันต่อไป หวังว่าทุกคนจะรู้วัตถุประสงค์ของตนเองคือมีความมุ่งมั่น และ Passion ในการเอาชนะอุปสรรคได้ เพียงแต่คนข้างนอกไม่รู้ว่าความโปร่งใสธรรมาภิบาลอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ขอภูมิใจมาก

กลุ่มที่ 1 โครงการการสร้างเครือข่าย กฟผ. ผ่านปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน

มุ่งหวังเป็นยุทธศาสตร์คู่ขนานไปกับยุทธศาสตร์หลักของ กฟผ. ด้าน CSR

แนวคิดหลัก

บทเรียนจากความจริง จากการดูงานที่สุราษฎร์และชุมพร เห็นความสำเร็จของเขื่อนรัชชประภา และเห็นถึงปัญหาที่มีการต่อต้านโรงไฟฟ้ากับการยอมรับของชุมชนยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน การแก้ปัญหาในการทำร่วมงานกับหน่วยงานอื่นอาจไม่ทันการ จึงมีแนวคิดในการสร้างแนวร่วมใช้บุคคลากรในกฟผ.ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน ทั้งชุมชนใกล้ และชุมชนไกล และจากการเห็นช่องทาง ได้นำประสบการณ์ที่สำเร็จ มาทำเป็น Learn – Share –Care เกิดการยอมรับเป็นองค์กรชั้นนำ และเกิดการพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน

โครงการการสร้างเครือข่าย กฟผ. ผ่านปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน

ภาคประชาชนต้องยอมรับและเข้าใจ กฟผ. มองเห็นเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความภาคภูมิใจ มีการเปิดใจยอมรับมุมมองจากภาคประชาชน และสร้างเครือข่ายด้วยการเรียนรู้ข้อเท็จจริงจากภาคประชาชน สร้างการเรียนรู้ ให้ชุมชนอยู่อย่างยั่งยืนในอนาคต และถ้าทุกฝ่ายเห็นชอบก็จะทำในปีถัดไป และทำควบคู่กับสายงานที่ดำเนินอยู่แล้ว

หลักการและเหตุผล

การดำเนินงาน CSR มีจุดหนึ่งที่น่าเป็นแก่น มีพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าและหน่วยงานที่ตั้งอยู่ สิ่งที่เป็นประเด็นหลักคือไม่สามารถกระจายได้ทุกพื้นที่ อาจต้องเลือกพื้นที่กิจการบางอย่างในอนาคต เลือก Enhance Single Buyer ยังห่างประชาชน ที่ใกล้ชิดจริง ๆ คือ กฟน. และกฟภ. เพราะใกล้ชิดประชาชน

ด้านการมีส่วนร่วมกับภาครัฐและประชาชนยังน้อยเกินไปเนื่องจากไม่ได้เริ่มแต่แรก

การถ่ายทอดผลงาน มีการมองว่า กฟผ.จะนำบอกเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่บอกทั้งหมด

ทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางแห่งและสายส่งบางพื้นที่ที่ติดขัดอยู่

จุดประสงค์และตัวชี้วัด

เลือกผู้มีจิตอาสาที่ทำร่วมกับชาวบ้านและชุมชน มีการรวบรวมความคิด และความต้องการภาคประชาชน ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงกับปราชญ์ชาวบ้าน อาศัย Core Compentency ของ กฟผ.เป็นหลักในการทำ

การหาข้อมูลปราชญ์ชุมชน หาข้อมูลจากที่มีอยู่แล้วเช่น กระทรวงเกษตรฯ และลงพื้นที่ และเมื่อมีปัญหาใช้ Core Competency สนับสนุนเรื่องการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

การค้นคว้าและเก็บข้อมูล

จากบ้านคลองเรือ และเกาะพิทักษ์ การเก็บข้อมูลสามารถหาได้จากที่ไปดูงานและเว็ปไซด์ มีการสัมภาษณ์ในพื้นที่ และสัมภาษณ์ผู้บริหารสู่การดำเนินการโครงการ ส่วนการดูงานใน Side A แบ่งเป็นการดำเนินงาน การเตรียมการ และการขยายผล มีการถ่ายทอดสายงานต่าง ๆ มีการคัดเลือกหน่วยงานและทีมทางด้านนี้ และเข้าสู่ช่วงการดำเนินการ 12-18 เดือน โดยอาศัยทีมในพื้นที่เป็นหลัก เข้าไปศึกษาหรือดำเนินชีวิตร่วมกับชุมชน โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมเป็นหลักเพือการทำงานอย่างยั่งยืน และสิ่งที่ทำให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง คือเรื่องการประเมินและขยายผล ในเรื่องงบประมาณ มีเรื่องงบประมาณในสายงาน และ รฟภ.

การประเมินผล มีการประเมินโดยกำหนดโดยนโยบายของผู้อำนวยการในสายแรก และสายรอง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ได้เครือย่ายอย่างยั่งยืนในการสร้างคุณค่าใหม่ ทำให้คนของ กฟผ.เปิดรับมุมมองจากภาคประชาชน เรียนรู้ข้อเท็จจริงร่วมกัน อาศัยหลักการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

2. คุณค่า คนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องจากกฟผ.ร่วมกัน นำพาไปถึงสิ่งที่กฟผ.สำเร็จได้

ปัญหาและอุปสรรค

1. การรับความเห็นชอบจากผู้บริหาร

2. ผู้ปฏิบัติงานมีน้อย

3.ความไม่เห็นด้วยจากปราชญ์ชุมชน

4. ความต่อเนื่องจาก Phase แรก

สิ่งที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร

1. ต้องใช้ความจริงใจ ให้ความสัมพันธ์กับปราชญ์เชิงความคิด และระวังเรื่องเงินไปให้ ต้องให้ในสิ่งที่เขาอยากได้จริง ๆ

ระยะเวลาในการดำเนินงาน และพื้นที่และงบประมาณที่มีจำกัด

กำหนดพื้นที่เป้าหมาย กำหนดการดำเนินการสม่ำเสมอไม่ให้ศูนย์เปล่า

สิ่งที่ทางกลุ่มค้นพบจากการเข้าร่วมหลักสูตร

1. ภารกิจการเข้าถึงชุมชน CSR เป็นภารกิจคน กฟผ.ทุกคนในการมีส่วนร่วม โครงการที่เรานำเสนอจะเน้นในการทำโครงการนำร่องก่อน หรือมอง Flagship 2 ปี ส่วน ปีที่ 3 ถ้าจะขยายพื้นที่กว้างขึ้น ตรงส่วนนี้ทำอย่างไรให้กฟผ.ใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น การทำภารกิจจะเป็นส่วนเสริมให้ Synergy ร่วมกับรฟภ. รับผิดชอบเป็นหลัก และเมื่อประชาชนรู้จักยังไม่สามารถแสดงตนออกมาในการคัดค้าน

2. CSR จากการลงพื้นที่ต่อไป ถ้าครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นจะมีเครือข่ายที่ร่วมในการลงพื้นที่ชุมชนได้เลย เป็นสิ่งที่ได้ศึกษา วิเคราะห์ในการนำเสนอครั้งนี้

ร่วมรับฟังและข้อเสนอแนะ

คุณสหรัฐ กล่าวว่าเป็นการเสนอแนะที่ดี งบประมาณ มีการแบ่งแต่ละส่วนซึ่งรวม CSR เท่า ๆ กันประมาณ 450 ล้าน

เวลาให้ ให้อย่างมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี

ที่กลุ่มตั้งคือการให้กลุ่มทำ Pilot Project มีหลายหมู่บ้านแต่อาจจะเริ่มบางหมู่บ้านก่อน ที่คัดค้านเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้า ที่ค้าน คือให้ไปดูว่าค้านกฟผ. หรือค้านโครงการของ กฟผ. แต่จากการลงไปชาวบ้านเริ่มมีความเข้าใจระดับหนึ่ง พบว่าไม่ชอบโครงการที่กฟผ.ทำไม่ใช่ไม่ชอบ กฟผ. มีการทำ CR คือชุมชนสัมพันธ์และให้โครงการเกิดและ CSR เป็นการทำทั่วไปให้รับผิดชอบในระบบ

CSR เป็น On process ทำให้เกิด เป็นการเชื่อมโยง CSR กับ CR ในการปรับโครงสร้างชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่วน Initiative ที่ทางกลุ่มเสนอเป็นเรื่องที่น่าคิด ทุกคนเห็นตรงกันหมด Quantity มีมาก แต่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการไปทำยังมีปัญหาอยู่ กฟผ.ต้องการจำนวนคนที่มีคุณภาพและมีความรู้ในการทำส่วนหนึ่ง และเราจะวางเรื่องยุทธศาสตร์ตรงนี้ให้ได้อย่างไร

คุณภาวนา กล่าวถึงคือในส่วนที่ชอบคือชอบ Combination ของกลุ่มนี้ที่ทำให้เห็นภาพโครงสร้างกิจการโรงไฟฟ้า กฟผ.ไม่ได้เป็นคนที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ไฟโดยตรง อาจเป็นแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจในการสร้างโรงไฟฟ้าเครือข่ายขึ้นมา และจากการดูงาน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คิดโครงการนี้ ฯ ที่ชอบอีกจุดคือเขามองเห็นปัญหาขององค์กร ทำอย่างไรให้คน กฟผ. หรือคนที่อยู่ส่วนกลางเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของคนในองค์กร เพียงแค่ยังสงสัยอยู่บ้างว่าเรากำลังทะเบียนปราชญ์ชาวบ้าน อาจไม่เด่นชัด และ Core Competency ที่ กฟผ.ไปทำยังนึกไม่ออก แต่วิธีการหรือกระบวนการที่ทำให้เกิดความเข้าใจ เห็นด้วย เห็นว่าจะได้รับการ Support จากสาย รฟภ. ขอชื่นชมกลุ่มนี้

ดร.จีระ กล่าวว่ารุ่น 12 นี้ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น การฟังรองสหรัฐ และคุณภาวนา เป็นประโยชน์มาก และคิดถึงการกระเด้งจากการรับใช้ กฟผ. 12 ปีได้ลงไปในพื้นที่ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ครูบาสุทธินันท์ เป็นปราชญ์บุรีรัมย์ ที่ได้รับการยอมรับจากประเทศไทย สร้างชุมชนการเรียนรู้ และทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มุ่งไปที่โรงไฟฟ้า ดีใจที่ผู้บริหารกฟผ.เห็นความสำคัญของการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ในชุมชน และตัวละครต้องมีนอกเหนือจากปราชญ์ชาวบ้าน เช่นนักวิชาการ นักธุรกิจด้วย ต้องปลูกฝังสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย หลายโครงการฯ ที่ทำอยู่กระเด้งในสิ่งเหล่านี้มากใน กฟผ. และคิดว่า รุ่น 13 จะดีกว่า 12 นิดหน่อย ขึ้นกับประสบการณ์ และการที่มาแค่การอบรมอยู่ที่นี่

หลักสูตรนี้ภูมิใจที่มีอย่างคุณสหรัฐ คุณสุทัศน์เป็นลูกศิษย์ แต่ว่าศักยภาพของ ดร.จีระ ในการพัฒนาคนมีประสบการณ์มาก เสียเงินคนละ 30,000 – 40,000 บาทในการวิเคราะห์ สิ่งที่เหลืออยู่คือ Get things done

ผศ.กิตติ มองในลักษณะว่าถ้าโครงการฯ นี้ไปเอา Implement จริง ๆ คือ

1. มี Stakeholder ใหญ่ ๆ คือชุมชน และ กฟผ. อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ในชุมชนต้องการอะไร ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน NGOs ฯลฯ

Focus ที่เราจะลงไป เพื่อไปสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนทำอย่างไร ไปสร้างสังคมการเรียนรู้จะทำอย่างไร ดร.จีระเสริมเรื่อง ครูบาสุทธินันท์ ว่าเรื่องสังคมการเรียนรู้อาจใช้การพลางตัว และต้องใช้คนที่มีประสบการณ์

2. ปัจจัยความสำเร็จของโครงการฯ อย่างแรกคือศึกษาจาก Best Practice ที่ไปดูมา ที่ไปดูเขื่อนรอบรัชชประภา อยากรู้ว่าที่ดูงานมีปัจจัยที่เขาทำสำเร็จแล้วดึงตรงนั้นมาพัฒนาเป็น Best Practice ต่อ

ปราชญ์ชาวบ้านแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แต่ปราชญ์ชาวบ้านที่คัดค้านกฟผ. จะทำอย่างไรให้มีแนวทางเดียวกัน และตอบโจทย์ทั้ง กฟผ. และชุมชน

อาจารย์พิชญ์ภูรี ในมุมมอง 3 V การที่เขานำเสนอทีมกฟผ.ที่คิดนำมาร่วมคือมองว่าการยกงานให้คนอื่นทำไม่สำเร็จ ต้องใช้คนข้างในไปร่วม และผ่านตัวกลาง และยิงไปที่ปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน สิ่งหนึ่งที่ไม่ชัดคือเรื่องสังคมไกล แต่สังคมไกลไม่เข้าใจคือช่วยตีเพราะขาดความเข้าใจ มีการให้ความรู้ผ่านปากคนอื่น แต่วิธีการต่าง ๆ ต้องพัฒนาโครงการฯ ต่อไป โปรเจคที่นำเสนอเป็นโปรเจคที่มองจากความจริง และมองว่าถ้าโครงการฯ นี้ได้รับการพัฒนาจากข้อชี้แนะต่าง ๆ สามารถพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์คู่ขนานกับองค์กร แต่ยังขาดเรื่องการสื่อสารองค์กรที่ไม่ชัด

กลุ่มที่ 2 EGAT Learning Organization the Start up to EGAT Family

อยากเห็นองค์กร EGAT เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อเป็น Start up เพื่อมุ่งไปสู่ EGAT Family คือจะทำอย่างไร สิ่งที่พิเศษคือมีมาจาก ราชบุรีโฮลดิ้ง และมาจากสายรองต่าง ๆ ที่ร่วมทำงานด้วย

แนวคิด

มาจาก Problem Based ปัญหาที่เห็นอยู่คือไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากชุมชนวิชาการไม่ยอมรับ และอาจมีสาเหตุมาจากที่อื่น เช่นการซื้อที่ดิน ระบบส่ง ฯลฯ แต่ประเด็นที่จับมาคือการไม่ยอมรับสังคม กฟผ.ต้องจับปัญหาและวิเคราะห์ที่ต้นเหตุ ต้องรู้ว่าฯ ต้นเหตุคืออะไร ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

การดูปัญหาที่ต้นเหตุใช้กระบวนการอะไรบ้าง เป็นคู่มือระบบประเมินรัฐวิสาหกิจ ใช้ Learning Organization มาช่วย มีผลการประเมิน กฟผ. เป็นรายงานตามระบบ SIPA ยังไม่ได้นำการเรียนรู้ระดับองค์กรมาใช้งาน

ปัญหาหลักคือชุมชนไม่ยอมรับ ปัญหาที่สองคือไม่ได้นำกระบวนการเรียนรู้มาปรับใช้ในกระบวนการ จึงเป็นที่มาของการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่การสร้างเครือข่ายให้สังคม

แนวทางการแก้ปัญหา

1. เร่งขับเคลื่อนกฟผ.เป็น Learning Organization ให้ได้ ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องทำ

2. กระเด้งไปข้างนอก เมื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สิ่งที่เกิดการเรียนรู้คือนวัตกรรม คือ Renewable Energy กฟผ.มีพลังงานหมุนเวียน ที่ดีกว่าปัจจุบัน มีเรื่องพลังน้ำ เรื่องแบตเตอรี่ที่ดีกว่าปัจจุบัน กฟผ.จะนำนวัตกรรมออกไปสู่ชุมชนเพื่อให้รู้ว่าใช้งานได้จริง เพราะว่าถ้าไม่นำอย่างอื่นเข้าไปจะไม่ใช่ของเรา

3. โครงการต่าง ๆ ทางด้านชุมชนสิ่งที่ขาดคือความต่อเนื่องและทำในพื้นที่ของ กฟผ. หมายถึงทางเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าและสายส่ง และนอกจากพื้นที่พวกนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่นำไปสร้างโรงไฟฟ้า ทางกลุ่มจึงเสนอแนวทาง Learning Organization เพื่อไปสู่ EGAT Family

ทำอย่างไร

1. ใช้กระบวนการ Learn-Share-Care เข้าสู่ EGAT Family สิ่งที่ทำมีภาพใหญ่ของ กฟผ. เรายังไม่ได้ยึดตรงนี้

2. ชุมชนกฟผ. ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนและเขตต่าง ๆ มีตัวอย่างให้ดู

3. ชุมชนต้นแบบนอกพื้นที่ ที่ทำยังน้อยอยู่ เช่น คลองเรือ ยังขาด Care คือต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง

การเป็นชุมชน Social Network ระดับประเทศเกิดการเป็น Trust ของ กฟผ. ไม่ได้หวังตอบแทนหรือการพัฒนาเท่านั้น

มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารเพื่อเป็นการยืนยันโครงการฯ ซึ่งแต่ละส่วนเห็นด้วยในการจัดทำโครงการฯนี้

กระบวนการ Learning

ทาง รฟฮ.ทำอยู่แล้ว เริ่มต้นด้วยการสร้าง Learning Methodology และ Learning Environment สร้างโอกาส สร้างช่องทางเรียนรู้เพื่อให้มีการกระจัดกระจายเป็นพลวัตรกลายเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ใน EGAT สิ่งที่จะใส่ไปคือ 2I ต้องมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ ให้โอกาสก้าวหน้าในการทำงาน และเรื่องแรงบันดาลใจ เพื่อให้ตรงความจริงและตรงประเด็น

3 V ได้สิ่งใหม่เพื่อไปปรับปรุงกระบวนการ เมื่อเป็น LO จะสามารถตอบโจทย์ SEPA หมายถึงเอาองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ปรับปรุงกระบวนการและ Value Creation คือจะได้กระบวนการใหม่ ๆ และ Value Diversity มีความหลากเลยเกิดความคิดรวบยอดจากข้างบนและกระจายไปส่วนต่าง ๆ ให้ไปทิศทางเดียวกัน

ความรู้จากชุมชน ได้ EGAT Innovation บวกกับ EGAT Collaboration มีนักวิชาการ มีปราชญ์ชาวบ้านเข้ามา มีการร่วมกับผู้นำชุมชน NGOs ในพื้นที่ มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีวัด มีโรงเรียน

เรื่อง Social Networking คือชาวบ้านได้พัฒนาอาชีพ มีรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต สังเกตจากชาวบ้านได้อาชีพ สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตจริงหรือไม่

ด้าน Value Creation มองว่าชาวบ้านได้แนวคิดมีอาชีพใหม่ เช่นเกษตรเทคโนโลยี เกษตรน้ำหยด และเกษตรท่องเที่ยวเข้ามา

ด้าน Value Diversity ได้ความรู้ที่หลากหลายกระจายไป

กระบวนการ Caring เน้นการสร้างความต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง โดยการให้คำปรึกษา ติดตาม สร้างการเอาใจใส่ พา EGAT ไปดูงาน มีการจำหน่ายสินค้าเพิ่มเติม และจุดหนึ่งเมื่อเห็นผลประโยชน์จะสร้างการเรียนรู้ใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง และสิ่งที่ได้จากกระบวนการจะเป็น Role Model คือชุมชนต้นแบบที่ใช้ในการทำที่อื่น มีการสร้าง Media Mass Communication กระจายข่าวสารไปสู่สาธารณะ สร้างความเชื่อถือไว้วางใจ เรื่องการยอมรับของสังคม

Family เกิดจากอะไร ชุมชนต้นแบบในพื้นที่ มีหลายชุมชน ชุมชนที่ 1 ชุมชนที่ 2 ชุมชนที่ 3 ชุมชนที่ 4 ขยายไปเรื่อย ๆ เป็นเครือข่าย ข้ามชุมชน

ในการ Learning ของเราจะได้นวัตกรรม ได้กังหันลมที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยรถบรรทุก อาจลองเข้าไปในพื้นที่เช่นที่บุรีรัมย์ มีการเอากังหันลมกับแบตเตอรี่เข้าไปสร้างเครื่องสูบน้ำ เวลารดน้ำต้นไม้ ใช้น้ำหยด

ความต่อเนื่อง กฟผ.จะเข้าไปดูแลให้คำปรึกษา และพบว่าหมู่บ้านเขาไม่มีลม มีการนำ Solar เสริมเป็นต้น และเมื่อต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นชุมชนต้นแบบ และถ้าสนใจจะกลายเป็นเครือข่ายเรื่อย ๆ

ยุทธศาสตร์ความรับผิดชอบทางสังคม

1.พัฒนาส่งเสริมชุมชน

2. สร้างความสัมพันธ์ชุมชน

3. ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุมชน

มี National Pride

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในเรื่อง Learn ใข้ระบบ IT มาช่วย มีกิจกรรมพิเศษให้คนมาร่วมกัน มีการแบ่งสายงานเป็น functional เกิดการทำงานร่วมกันและเป็นผลิตภัณฑ์

FIRM –C ช่วยสร้างพฤติกรรมองค์กรเป็นการใฝ่รู้

การสร้างศูนย์การเรียนรู้อาจยังไม่เป็นเจ้าภาพ ต้องมีการลงทุน ปีแรกอาจจะอาสาสมัครไป ภายใน 5 ปีต้องมี 1 ชุมชน

ปัญหาที่ 2 คือไม่มีนวัตกรรมที่เหมาะสม ด้านการ Care ยังไม่มีการติดตามประเมินผล และทำต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยความสำเร็จ เรื่องผู้บริหารต้องมีความผลักดัน

เรื่อง Share กับ Care ต้องมีการปรับการเรียนรู้เพิ่มเติม

สิ่งที่เรียนรู้

1.ได้ความรู้ทางวิชาการ

2 ได้เรียนรู้สังคม ต้องมุ่งให้ความสนใจว่าเขาทำอย่างไร สร้างอย่างไร

3. ได้สัมพันธภาพกับเพื่อนในกลุ่มและต่างกลุ่ม

ร่วมรับฟังและข้อเสนอแนะ

คุณสหรัฐ เรื่อง Learn-Share-Care ด้านการนำความรู้ของ กฟผ. เรื่อง Knowledge ความรู้ กฟผ.ไปสู่ชุมชนยังไม่มีสิ่งนี้เห็นด้วย มีงานวิจัยการนำ Solar Cell ปั้มน้ำไป EGAT ยังขาดตรงนี้อยู่ เห็นด้วยคือมี Learning ต้อง Share

เห็นภาพ Networking ต้องนำชุมชนมาพบปะ และแลกเปลี่ยนกัน

เรื่อง EGAT Knowledge คือนวัตกรรมมีแต่ขาดการเชื่อมต่อ ซึ่งถ้ากฟผ.ทำตรงนี้ได้จะสร้าง Value ให้กับประเทศได้

คุณภาวนา เรื่องชื่อเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดี ดึงว่า Start up ทำให้อยากรู้ว่าจะไปอย่างไร ในเรื่อง Learning ของ SEPA เขาต้องการเห็น EGAT ว่าการเรียนรู้ของ กฟผ.ที่ส่งผลต่อการปรับกระบวนการในบ้านในแต่ละกลุ่มคืออะไร

Learning Organization ที่อยากให้เกิดอยู่ตรงไหน อยากเห็นภาพตรงนี้ แต่ Project นี้ให้ข้อคิดของตัวเองหรือไม่ เพียงแค่ชื่อกับสิ่งที่เล่ายังไม่ไปด้วยกัน

ดร.จีระ อยู่ใน Process นี้ตลอด ในกลุ่ม 2 มีผู้แทนจากราชบุรีมาด้วยก็ดี สิ่งที่ฝากไว้คือค้นหาตัวเอง และขยายไปสูทีมเวอร์ก และProcess หรือวิธีการในหลักสูตรนี้มีการปะทะกันทางปัญญา สร้างให้คนใฝ่รู้ หาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ ให้เอาจริงเยอะหน่อยก่อนกระเด้งไปที่ชุมชน แต่คนใน กฟผ. ส่วนใหญ่ไม่มี Habit ในการเรียนรู้

อยากให้เอาช่วงแรกก่อนแล้วค่อยกระจายไปในชุมชน สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ จะสร้างให้เกิดกับคนในสหภาพ และคนรุ่นใหม่จะได้อย่างไร

แต่เรื่องนี้มี Potential มหาศาล มีการวาด Scenario และ Area Base อย่างไร อาจมีการมุ่งไปที่ภาคอีสานเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าเรายังไม่เข้มแข็งในการใฝ่รู้ อย่าง EGAT as a whole ยังกระเด้งไปที่ข้างนอกไม่ได้ เรายังไม่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพราะไม่ได้กระจายความรู้ไปสู่การพัฒนาองค์กร โครงสร้างให้ EGAT เป็นองค์กระแห่งการเรียนรู้ต้องมีการประสานอย่างมาก ต้องให้คนใน EGAT ใฝ่รู้ก่อน Share ใน EGAT ก่อน แล้วค่อยไป Share ข้างนอก องค์กรแห่งการเรียนรู้กระเด้งไปที่ด้านอื่นด้วยนอกจากชุมชน

ผศ.กิตติ ในภาพรวมชื่อโครงการฯ จะเข้าใจอย่างหนึ่ง มองว่าโปรเจคนี้ใหญ่มาก ระบบการคิดโอเคอยู่แล้ว แต่ Focus ตัวแรกอยู่ที่ตัวบุคคลคือจะสร้างให้แต่ละคนใฝ่รู้หรือเรียนรู้อย่างไร คิดว่าตัวหนึ่งคิดว่าศึกษาไปแล้ว เราจะเอาสิ่งนี้มาพัฒนาต่อยอดเรื่องความรู้และ Innovation ที่ EGAT ไปด้วยกันอย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี วิธีการนำเสนอดีมาก แต่อาจดึงประเด็นบางอย่างออกไป

กลุ่มที่ 3 โครงการสร้างสังคมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ของกฟผ.

แนวคิด

มาจากวิสัยทัศน์ของกฟผ.

การพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ แต่ปัญหาคือการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงนำมาสู่ที่มาของการพัฒนาโครงสร้างสังคมการเรียนรู้

วิธีการ

1. พัฒนา Learn Share care

2. การพัฒนาเครือข่ายความรู้

3. ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมสู่การยั่งยืน

คนจะทำอะไรกับเขาและจะทำอะไรไปที่ชุมชน การสร้างสังคมการเรียนรู้ใช้กระบวนการสร้าง Learn-Share-Care ในส่วนนี้ สิ่งที่ได้จากสังคมการเรียนรู้คือ

1. พัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงาน มีการ Learning ให้ครบกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ

2. การ Share เป็นการรับฟัง Feedback กลุ่มคนที่ทำงานร่วมกับเรา ส่วนชาวบ้านเป็นการรับฟังข้อวิตกกังวล การ share จะเป็นการแบ่งปันในระดังองค์กรอย่าง SCG และ ปตท. สิ่งที่ได้รับคือ Feedback สู่การปรับกระบวนการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

การสร้างสังคมการเรียนรู้จะอยู่ในจุดไหนของ กฟผ. การพัฒนาความรู้ของชุมชน ต้องมีการพัฒนาความรู้เบื้องต้นว่าจะรู้อะไรบ้าง เช่นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้า ใช้แบบไหน มีปัญหาเรื่องใดบ้าง ประเด็นคือเรื่องความเชื่อถือของข้อมูล และความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของกฟผ. สิ่งที่ทำคือเชื่อถือและเชื่อมั่น

การรู้เรื่องภารกิจ ก่อนไปชุมชนต้องวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยเช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชนอื่น ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกัน และมีการเคลื่อนไหวของชุมชนนั้น ๆ จากประเทศไทยสู่สังคมอาเซียน และสังคมโลก

การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือจะมีส่วนหลัก ๆ อยู่ 5 ส่วน ทั้งกระทรวงพลังงานและข้าราชการในจังหวัด จะผ่านนักวิชาการไม่ได้ สามารถนำหลักการสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เอกชนมีผลในการเป็นลูกค้าขนาดใหญ่

NGOs เลือกที่รับฟังความรู้และไปพัฒนาได้

ชุมชนเป็นการเรียนรู้ร่วมกันอยู่แล้ว

การพัฒนาเครือข่าย

เป็นการเอาข้อมูลชุดความรู้สร้างการเรียนรู้ในชุมชน มีการเชื่อมโยงชุมชนการเรียนรู้กับชุมชนการเรียนรู้ มีชุดความรู้พร้อมคนและเครือข่าย มีการพัฒนาให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้เหมือนกัน

การพัฒนาระบบสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรม มีการผนวกกับแผนพัฒนาชุมชนที่มีอยู่แล้ว มีการพัฒนาแผนชุมชนร่วมกัน ว่าจะไปด้านไหนอย่างไร เน้นการมีส่วนร่วมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นที่เทพา หรือกระบี่

ปัจจัยความสำเร็จ

สิ่งที่ต้องการคือเชื่อถือและเชื่อมั่น สิ่งที่นำไปสื่อคือข้อมูลและข้อเท็จจริง และต้องเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และท้ายสุดคือต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง

กระบวนการเรียนรู้

มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง และหัวหน้างานโดยตรง ให้ทราบข้อมูลว่าจะแสดงให้เห็นว่าเป็นอย่างไร

การพัฒนาการเรียนรู้จะมีพัฒนาหลักสูตร มีการพัฒนาชุดความรู้ และมีการ Implementที่ เพทาย และที่กระบี่ และทำชุดข้อมูลหรือความรู้

งบประมาณ

ขอที่ รฟภ.

สิ่งที่ได้รับ

1.เป็นเรื่อง Networking ต้องมี

2.ความยั่งยืน Sustainability

อยากให้ดูตัวอย่างเบื้องต้น มีการดำเนินการปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมในพื้นที่ มีการใช้สถาบันประปกเกล้าฯ มีการเข้าของกอรมน. มีการใช้วิทยากรภายในสร้างความรู้ของคนในพื้นที่

การพัฒนาโครงการ

การศึกษาข้อมูล Feasibility ว่าเป็นอย่างไร มีเรื่อง CSR for EGAT ว่าเป็นอย่างไร ให้ความอนุเคราะห์ สิ่งที่พูดคือเรื่อง Social Movement

การไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และดูเรื่อง CSR ที่เกี่ยวข้องเป็นการฝึกผู้ปฏิบัติงานที่ลงไป มีการลงไปมีส่วนร่วมกับนักศึกษาในชุมชน

ร่วมรับฟังและข้อเสนอแนะ

คุณสหรัฐ ในกลุ่มนี้คล้ายกลุ่มที่แล้วแต่เน้นที่เทพา และกระบี่เลย เห็นชัด ๆ ว่าสังคมการเรียนรู้ที่ กฟผ.มีความชัดเจน แต่สังคมเรียนรู้ของชุมชนฟังแล้วยังไม่ชัดว่าจะไปทำอย่างไรในชุมชน ในเรื่อง Networking จะ Networking ที่เพทา กับกระบี่อย่างไร มีความแตกต่างชัดเจน ในกลุ่มนี้ยังมีได้แตะที่ NGOs เท่าไหร่ แต่คงไปเน้นในชุมชนในพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ กฟผ.

คุณภาวนา กลยุทธ์การนำเสนอ การสร้างสังคมการเรียนรู้และ System คืออะไร ได้มีการวางระบบการเรียนรู้โดยการสร้างคน ให้เข้าใจกระบวนการของกฟผ. แล้วขยายผลออกไป อยากให้ภาพความชัดเจนมีมากขึ้น ชุดความรู้ที่ได้มา ได้มาอย่างไร ซึ่งถ้าทั้ง 3 กลุ่ม Integrate เข้าร่วมกันจะเห็นภาพชัดข้างใน

ดร.จีระ ที่กลุ่มนี้ได้นำเอาประสบการณ์มาพิสูจน์ในโปรเจคนี้ 1-3 เกี่ยวข้องกันแต่ 3 Specific คือลงในพื้นที่เทพา และกระบี่ แต่อยากฝากไว้ว่าโปรเจคนี้ไม่ยากสำหรับ EGAT ถ้ามีนายสั่งมา ผู้ช่วยฝ่ายทำไป แล้วไปหาประสบการณ์ ข้อเสียคือไม่ต่อเนื่อง แต่จะทำอย่างไรให้ความเชื่อมั่น เชื่อถือเกิดขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่อง Expect Outcome ที่เกิดขึ้นจะมีปัญหา แต่ระวังเรื่องการไม่รู้จักเขา ความต่อเนื่องต้องระมัดระวัง เพราะสิ่งนี้เป็นการทำความเข้าใจกับสิ่งที่ไม่เคยชิน ต้องมีความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ถ้าเป็นลูกศิษย์ของ ดร.จีระ กลุ่ม 1-3 จบแล้วไปคุยกัน ต้องไปปะทะกับชาวบ้านด้วย ต้องระวังผลตอบแทนทางลบที่คาดไม่ถึง แต่ที่ชอบคือเรื่อง Social Movement และอาจมุ่งไปที่เทพา

ผศ.กิตติ กล่าวว่าทั้ง 3 กลุ่มมีความต่อเนื่อง สิ่งที่ EGAT เป็นคือมีปัญหาเรื่องความต่อต้านจากชุมชน มาที่ how to do it กลุ่มนี้มองที่การสร้างโอกาสความรู้ จะนำสิ่งที่เราต้องทำมาสร้างชุดความรู้ที่ใช้พัฒนาของกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 อาจเป็น How to do it successfully และถ้าสร้างดี ๆ จะนำไปปรับใช้ใน EGAT และชุมชนเอง แต่ความจริงยาก จึงทำอย่างไรจะนำสิ่งที่เราเจอมาประมวลและถ่ายทอดให้ชุมชนรับรู้ได้

อาจารย์พิชญ์ภูรี กลุ่มนี้มีกระบวนการเรียนรู้ก่อนทำกระบวนการชุดความรู้ เรื่อง Learn Share Care ทั้งในองค์กรและองค์กร มีเวลาจำกัดแต่สามารถพูดให้เข้าใจได้

กลุ่มที่ 4 โครงการ STRENGTHEN EGAT BRAND by “Building NGOs Participation”

เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมจาก NGOs เพื่อสร้าง Positive Impact สู่การสร้าง Brandที่แข็งแกร่งเพื่อไปต่อสู่กับแบรนด์ของประเทศชาติ เป็นการมองจากข้างล่างสู่ข้างบน

ตัวอย่างเขื่อนรัชชประภาเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งที่สามารถไปขยายผล แต่สามารถไปลอกเลียนไม่ได้

แนวคิด

จากวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ของ กฟผ.

การสร้างโครงการฯ

เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรที่ไม่เป็นกับภาครัฐบาล มีการสร้างความร่วมมือกับหลายกลุ่ม ดึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมา 5 กลุ่ม คือ รัฐ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ NGOs

การเลือก NGOs ในการโฟกัส

NGOs จะดูจุดบอดที่ กฟผ.มี ดังนั้น กฟผ.ต้องฟังเขาด้วย

หลักการและเหตุผล

เพื่อความอยู่รอดขององค์กร สิ่งที่แข็งแกร่งคือได้รับรางวัลธรรมาภิบาล กฟผ.ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย บางที่ยังไม่สุขเท่าไหร่ ผลการสำรวจโดยธรรมศาสตร์ คะแนนของ กฟผ.ยังไม่ค่อยดี จึงมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ว่าเรื่องพลังงานไฟฟ้าอยากให้กฟผ.ทำไป

ยุทธศาสตร์คือเริ่มตั้งแต่ NGOs มีส่วนร่วม เราคิดว่าจะไปทำอะไรที่ไหน ไม่ถามก่อนว่าคุณมีข้อเสนอแนะอย่างไร

การสื่อสาร ทางใต้ต้องเข้าใจวัฒนธรรม อย่างงานศพ เราสามารถที่จะพูดอะไรก็ได้ เพราะ สส.ใต้พูดเก่งทุกคน

วิธีการประเมินผล

มีการสำรวจดูว่าโครงการฯ เป็นอย่างไรและเราจะได้รับอนุมัติหรือไม่

การสร้าง Brand Ambassador

ภาคใต้ได้รับค่านิยมสูงมาก เป็นสิ่งที่ทำอยู่แล้วเพื่อสังคม การสื่อสารต้องเข้าใจว่าบริบทของสังคมเป็นอย่างไร

NGOs ถ้าเราไม่บริหารเขา เขาจะบริหารเรา เราต้องเข้าใจว่าชาวบ้านและชุมชนอยู่อย่างไร เราต้องเป็นเนื้อเดียว อย่าแปลกแยก

อุปสรรค

NGOs มี 2 พวก ที่ไม่ยอมรับ มี Hidden Agenda ที่ต้องหาเจอ

Pilot Project

โครงการท่าเทียบเรือที่กำลังขออนุมัติ ตอนนี้กำลังอยู่ที่การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชน เราจะให้ NGOs เป็นเพื่อนกับเราได้หรือไม่ และจะทำอย่างไรเป็นโครงการปฏิบัติ ที่ต้องทำจริง และทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จและสอดคล้องกับโครงการอื่น ๆ และ Outcome ปลายทางสุดทุกฝ่ายต้องทำเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ แนวคิดเกิดจากต้นตอสองส่วนผสมผสานกัน

โอกาสที่ได้ปรับ Mindset ของตัวเอง ที่มีเพื่อนเป็น NGOs เป็นกระบวนการที่ต้องการสร้างคุณค่าจากความแตกต่างที่หลากหลายเกิดเป็น Innovation ใหม่

หลักการคือใช้วิธีเอาตัวเองลงไปคบหาเขาจริง ๆ คนที่ทำตรงนี้ได้ต้องมี Passion สูงมากในการทำด้านนี้จริง ๆ จะเกิดกระบวนการยอมรับและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทำเพื่อสาธารณะประโยชน์และประโยชน์ร่วมกัน เราต้องวิเคราะห์เป็นกระบวนการทั้งระบบ เป็นเครือข่าย NGOs ที่เชื่อมโยงกัน และเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เจาะลึกเชื่อมโยงกัน มีการลงไปพบปะสิ่งที่ควบคุมอยู่

บริเวณตรัง กระบี่จะมีปลาพยูน เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ จะเข้าสู่การวิเคราะห์ร่วมกันสูการพัฒนา และการมีส่วนร่วมร่วมกัน

สุดท้ายเห็นทั้งปัญหาและโอกาสทำให้เกิดการยอมรับและพัฒนาได้และในอนาคตอาจจะมี EGAT NGOs ได้

ร่วมรับฟังและข้อเสนอแนะ

คุณสหรัฐ โครงการฯนี้เป็นโครงการที่ท้าทายมาก ๆ ต้อง Define ให้ชัดว่า NGOs คือใคร ประเด็นที่บอกว่าเรื่องปรับ Mindset EGAT หรือ NGOs ส่วนหนึ่งต้องปรับ EGAT ด้วย แต่การปรับ Mindset ของ NGOs เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เรื่อง Economy Environment Social สิ่งที่ NGOs มองจะมองตรงข้ามกับเรา

EGAT มองว่าไฟฟ้าถูกเป็นธรรม ราคาถูก คือโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ NGOs มองว่าสังคมเป็นสุข สิ่งแวดล้อมดี ค่าไฟไม่น่าเป็นห่วง มองเรื่อง โซล่าร์เซลล์เป็นต้น

สิ่งที่ทำในโครงการแบบนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมั่นคนใน กฟผ.มากขึ้น เขาชื่นชมกับคนของ กฟผ. สามารถยกระดับความเชื่อมั่นได้

คุณภาวนา คนใต้เป็นคนชาตินิยม ที่ตาม Present ยังไม่เห็นมุมมองที่ทำให้คนมีความคิดเห็นต่างกันมายอมรับ และกระบวนการสร้างอาชีพอยากเห็น How มากขึ้นจึงสามารถจับต้องได้

ดร.จีระ ได้เรียนรู้จากทางรองสหรัฐว่าจุดแข็งกฟผ.คือ เศรษฐกิจ และสังคม แต่ทาง NGOs มองเรื่องสังคมก่อนเศรษฐกิจ แต่ประเด็นคือการยอมรับและการมีส่วนร่วม คือต้องมีแนวร่วมในสังคม ตราบใดที่เน้นไปที่ความอยู่ดีกินดีความมีอาชีพและรายได้ เกมส์จะน่าพลิกผันได้ อยากให้ Stakeholder อยู่ในองค์กรการเรียนรู้ของเรา เราต้องเล่นเกมส์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ หมายถึงนอกจากสัมพันธ์กับ NGOs แล้วต้องสัมพันธ์กับพันธมิตรด้วย และถ้าเป็น Stage แรก น่าจะเป็น Paper แรก และเป็น Case ของกระบี่ เราต้องบอกสิ่งที่เกิดขึ้นอันนี้ในสังคมไทย

ผศ.กิตติ การ Deal กับ NGOs มีกลยุทธ์อย่างไร และถ้าตอบ Yes จะมีกลยุทธ์แบบไหน แต่ถ้าศึกษาบริบทรอบ ๆ NGOs คำตอบอาจเป็นเทา อย่างไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับ Design แบบไหน

อาจารย์พิชญ์ภูรี ทำ 2 ภารกิจซ้อนคือเสริมสร้าง EGAT Brand ด้วย และใช้เรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะนำไปใช้และเป็นประโยชน์อย่างไรจะไปในเรื่อง Pilot Project ต้องมีความเข้าใจ กฟผ. และภาพลักษณ์ดี

กลุ่มที่ 5 โครงการต้นแบบชุมชนสัมพันธ์ให้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเข้มแข็ง

ได้นำโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นต้นแบบ มีพื้นที่ 5 ตำบล 4 หมู่บ้าน 1 ชุมชน มีหลายส่วนเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า โดยการพิจารณา มีอะไรเป็นเครื่องมืออยู่บ้าง และไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมอะไรได้ มีทฤษฎีชุมชนเข้มแข็ง มีการศึกษาแม่เมาะได้ศึกษาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะต้องการอะไร ส่วนที่เสริมคือเห็นชุมชนเข้มแข็งลักษณะหนึ่ง มีส่วนร่วมกับ EGAT ในการสร้างอาชีพ สร้างความเข้าใจกับโรงไฟฟ้ามากขึ้น มีมองในเรื่องเกาะพิทักษ์ที่เห็นเรื่องท่องเที่ยว มีทั้งที่พักและแหล่งท่องเที่ยว

ในอนาคตเมืองไทยเพิ่มปริมาณสนามบิน รองรับปริมาณท่องเที่ยว ทุกสิ่งขมวดอย่างไรให้สร้างการท่องเที่ยวขึ้นมา ใช้การเรียนรู้ชุมชนโดยพื้นฐานชีววิถี สิ่งที่ได้คือต้องสร้าง Community ระหว่างชุมชนและ กฟผ. สร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ร่วมกัน เอาท่องเที่ยวใส่เข้าไปให้เห็นว่ามีการพัฒนาอื่น ๆ ของประเทศ โดย Concept คือต้องอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ผลักดันให้เขาสร้างตัวเอง และวางแผน

มีการพัฒนาในเรื่องของกีฬาและเทศกาล ส่วนเรื่องธรรมชาติจะเป็นการวางแผนที่ต้องทำร่วมกับชุมชนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผลต้องดูว่าชุมชนมีอะไรอยู่ที่จะนำมาต่อยอดเป็นท่องเที่ยวได้ มีแผนระยะสั้น กลาง ยาว อย่างไร ทำอย่างไรให้ชุมชนยอมรับ และทำอย่างไรให้ชุมชนเป็นเกราะป้องกัน NGOs ใช้นักท่องเที่ยวเป็นกระบอกเสียงด้วย

ยุทธศาสตร์และวิธีการดำเนินการ

ชุมชนต้องการการส่งเสริมอาชีพแบบครบวงจร ต้องการใช้สารชีวภาพมากขึ้น และเมือกฟผ.มีอะไรอยากให้ถามชุมชนก่อนว่าต้องการหรือไม่ อีกเรื่องคือชุมชนเข้มแข็ง มีปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากร การพัฒนาป่าไม้ น้ำแห้ง มีการศึกษาชุมชนจากโครงการอื่น มีการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนเอง

ลักษณะชุมชนเข้มแข็ง มีเศรษฐกิจดี มีประสิทธิภาพ มีน้ำใจ รักษาสิ่งแวดล้อม

มีแนวคิดนำวิถีชีวิตกฟผ. ให้เรียนรู้ร่วมกับธรรมชาติ มีการศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์และท่องเที่ยว ร่วมกับชุมชน มีการทำท่องเที่ยวตลอดปี ท่องเที่ยวครบวงจร

การทำ CSR ต้องมี เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

กรณีแม่เมาะทำทั้งอำเภอ สังเกตได้ว่ามีหมู่บ้านอยู่บนเขา ต้องมีการดำเนินการที่หลากหลาย ถ้าเป็นชุมชนใกล้โรงไฟฟ้าแม่เมาะจะเป็นชุมชนเมือง

แผนงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินตามเศรษฐกิจพอเพียงของเรา มีการทำ MOU ชีววิถี มีทุกเขื่อน อย่างแม่เมาะมีการทำด้วย มีการส่งเสริมจุลินทรีย์ ชีววิถีเป็นต้นแบบการส่งเสริมอาชีพในชุมชน มีศูนย์เครือข่าย แต่ละที่มีจุดแข็งที่ต่างกัน การตอบโจทย์ท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาด้วย ในกฟผ.แม่เมาะมอง 3 ด้านเรื่องการส่งเสริมอาชีพมีการสนับสนุนโดยผ่านกระบวนการวิจัย เรื่องการถ่ายทอดมีการสื่อสารถ่ายทอดสู่ชุมชน การส่งเสริมการพัฒนาให้ความรู้ด้านนี้ เห็นว่าจะมี Unseen แม่เมาะที่มีจำนวนมาก

เรื่องศูนย์เรียนรู้ จุดแข็งคือมีนวัตกรรมเยอะมากแต่ชูชีววิถี มีการนำโครงการสิ่งประดิษฐ์หรือชูเรื่องชีววิถีมาเป็นจุดหลักร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยา วัตถุประสงค์หลักเป็นวัฒนธรรมเชิงบริหาร ปฏิทินการท่องเที่ยวที่ทำขึ้นมาเป็นตัวอย่างจากการประมวลสิ่งที่มีอยู่ ทุก ๆ เดือนจะมีการแทรกท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ธรรมชาติ โบราณคดี ประเพณีวัฒนธรรม แต่ทุกอันมีการแทรกเรื่องชีววิถีไป แต่คณะกรรมการต้องประกอบด้วย Stakeholder ต้องเอาเข้ามาให้รู้ว่าเขาเกี่ยวข้องพลักดันร่วมกันหมด มีการทำแผนระยะสั้น กลาง ยาว ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร มีงบประมาณในเรื่องพื้นที่อยู่แล้วทำอย่างไรที่จะพัฒนาร่วมกันได้

สิ่งสำคัญเรื่อง CSR ปัจจุบันจะเน้นใน Version 3.0 คือ Creating Shard Valued เน้นการอยู่ร่วมกับชุมชนและพื้นที่อย่างไรให้เป็นเนื้อเดียวกัน ให้มีการมองอนาคตที่ดีให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สิ่งหนึ่งที่ทุกอย่างสู่เบสิกและคิดอย่างสามัญ การปกครองที่ดีคือการไม่ปกครอง และการทำ CSR ที่ดีคือ ชุมชนเป็นบ้านที่สองของพนักงาน กฟผ.

กลุ่มที่ 6 EGAT CSR CRITERIA

แนวคิด

กฟผ.ไม่สามารถสร้างได้อย่างราบรื่น ถ้าไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม

วัตถุประสงค์

สามารถนำเป็นต้นแบบในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้

การรวบรวม CSR วิเคราะห์การประเมินผล การประเมินโครงการเหมาะสม โครงการที่ได้รับคะแนนสูงสุดและเผยแพร่สู่ชุมชน

ทางกลุ่มได้สัมภาษณ์คุณวีระชัย ยอดเพชร เตรียมงานโรงไฟฟ้าเทพา

สร้างการยอมรับ สร้างการมีส่วนร่วมชุมชน คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีการประเมินชุมชนอย่างไร

การตอบโจทย์ความต้องการของกฟผ. ชนิดที่ตั้ง เป้าหมาย และชุมชนต้องการอะไร สุขภาพ การศึกษา รายได้และสิ่งอื่น ๆ เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูล 8 ด้าน คือ ด้านชุมชน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ กฟผ. พัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมสร้างสิ่งแวดล้อม ประเมินโครงการที่มีอยู่ของ กฟผ.ทั้งหมด

หลักเกณฑ์ประเมิน มีการนำ 8 หัวข้อมาประเมินให้คะแนน 5 คะแนน มีการยอมรับอย่างมาก มาก พอสมควร ไม่ค่อยยอมรับ ไม่ยอมรับ และในแต่ละอันให้ 1-5 อย่างไรบ้าง มีโรงไฟฟ้าของโรงไฟฟ้ากฟผ.และเอกชน ให้เป็นที่ยอมรับของชุมชน มีการประเมิน CSR ที่ดี มีโครงการพลังงานเพียงสะเก็ด

การเก็บข้อมูลจากโรงไฟฟ้าที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ

มีโครงการทำปะการังเทียมเกาะแลหนัง มีการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

โครงการมัคคุเทศก์น้อย ลักษณะโครงการเป็นการสร้างเครือข่ายและแนวร่วม ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ เด็กที่มาทำมีความเข้าใจด้านบริการ เห็นว่าแต่ละกลุ่มควรได้คะแนนเท่าไหร่ เป็นความยากในการให้คะแนน 1-10

แหล่งเงินทุนและงบประมาณ

ใช้งบทำการที่มีอยู่มาก

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ได้แนวทางเพิ่มเติมในการทำ CSR ของโครงการเทพา นำไปใช้กับโครงการอื่นใน กฟผ.

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ มีการแบ่งข้อดี ข้อเสียเป็นอย่างไร ชุมชนต้องการหรือไม่ เป็นโครงการประเภทไหน ต้องรู้อะไรบ้าง ผู้นำชุมชนเข้าใจอย่างแท้จริง

รูปแบบการบริหารจัดการ

- ไม่มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบเพียงคนเดียว

- ผู้เข้าพื้นที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ตัวอย่างโครงการโรงไฟฟ้าเทพา

- รักษาความเข้มแข็ง

- สร้างความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง

- ป้องกันและลดทอนผู้มีความเห็นต่าง โดยการสร้างการสื่อสารเชิงรุก และการสร้างเครือข่าย

- ผู้นำได้การนำเสนอ โครงการทำได้จริง และประสบการณ์ ผู้นำได้นำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยน และผู้นำให้ความรู้ในการคิดและแลกเปลี่ยนมุมมอง และผู้นำฝึกบรรยากาศที่ดีในการประชุม และมีเป้าหมายเดียวกัน มีผลลัพธ์เดียวกัน และ กฟผ.ได้รับการยอมรับจากชุมชน

ร่วมรับฟังและข้อเสนอแนะ

คุณสหรัฐ กลุ่มที่ 6 มีการศึกษาและนำมาปรับใช้ได้อย่างดี ซึ่งการประเมินในแต่ละกลุ่มได้ประเมินเองถือเป็น feedback ที่พอนำมาใช้ได้ กลุ่มที่ 5 เรื่องชุมชนต้นแบบชีววิถียังไม่ได้เชื่อมโยงชีวิวิถีเท่าไหร่ แต่มีการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแม่เมาะถือว่าเป็นสิ่งที่ดี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีการกระจายเท่าไหร่ กลุ่มที่ 5 ไม่ได้เสนอ Pilot Project อยากให้ไปเสนอการขยายผล

คุณภาวนา กลุ่มที่ 5 ใช้ชื่อว่าชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราเป็น 1 ใน 100 องค์กรมาคิดว่าอะไรเป็นนวัตกรรม คือตามดูว่าอะไรคือนวัตกรรม

กลุ่มที่ 6 มี Criteria ในการประเมินอย่างไรให้เป็นรูปธรรมและใครเป็นคนประเมิน และคนประเมินเชื่อได้หรือไม่ และการวัดคุณค่าวัดจาก Perception หรือไม่ และการมี Criteria เป็นเรื่องที่ดี

ดร.จีระ กลุ่ม 5 เรื่องแม่เมาะมาดูว่าเกี่ยวข้องกับ EGAT หรือไม่ แต่ได้ต่อเนื่องไปที่มูลค่าเพิ่มและไปกระเด้งการท่องเที่ยว ก็ไปเข้า Branding ว่ามี Brand ทางเศรษฐกิจ และทำให้แม่เมาะเป็นที่รักต่อไป และให้ลดคดีต่าง ๆ และนำไปเป็นกรณีศึกษาที่เทพาและกระบี่ อยากมี Flagship อันหนึ่งที่ต่อสู้ในเรื่องยาก ๆ ดีใจที่มีการเปรียบเทียบ มองว่า Diversity ในห้องนี้ยังไม่พอ และถ้านำคู่แข่ง EGAT ต้องเปิดกว้างไม่กลัวเขา อาจเอากฟภ. และกฟน.มาเรียนบ้าง และการที่ กฟผ.เป็น Informal Network จะเป็น Silo อย่างหนึ่งที่ยากเห็น ให้รวมกันเพื่อเอาชนะชุมชนเป็นหลัก ให้ดู Origins ของหัวข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าโจทย์ถูกที่เหลือจะเป็นเลิศ

What is your main interest ? แล้วกระทบกับทุกคนอย่างไร

ผศ.กิตติ กลุ่ม 5 เป็นโครงการเชิงนวัตกรรม เราจะชูชีววิถีขึ้นเป็นนวัตกรรม มีคุณค่าและจุดขายของ กฟผ.ได้อย่างไรเป็น Process ให้ไปคิดต่อ ส่วน กลุ่ม 6 จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ต้องศึกษาวิจัยว่า Criteria แต่ละตัววัดได้จริงมากน้อยแค่ไหน แต่ละตัวมีความหนักและเบาหรือ Impact ที่เกิดขึ้นไม่เท่ากัน โดยต้องดูการประเมินโครงการ และดู Impact ที่เกิดขึ้นว่าเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน อาจต้องประเมินในเชิงคุณภาพเพิ่มเติมด้วย การดำเนินโครงการมีผลลัพธ์มากน้อยแค่ไหน และโครงการทุกตัวมีเม็ดเงินที่หยอดไป Impact ที่เกิดขึ้นคุ้มทุนกับที่ EGAT ทุ่มทุนหรือไม่

อาจารย์พิชญ์ภูรี การนำเสนอในวันนี้เห็นว่า Transformer คือจุดเปลี่ยนของกฟผ. งานหลายอย่างใช้ Digital ไปควบคุมว่าจะทำอะไรบ้างในอนาคต และมิตินี้ กฟผ.ไม่ต้องกลัวว่าอับจน เพราะเป้าหมายเปลี่ยน การนำเสนอในวันนี้ต้องดึงความเป็นภายในออกมา และสามารถประมวลความรู้ในห้องเรียนเขียนเป็นโครงการได้ มีความกล้าหาญในการนำเสนอ ทั้ง 6 กลุ่มมีการทำงานที่สอดประสานกัน


โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ

https://www.youtube.com/watch?v=OT1S2EhOh5w&feature=youtu.be

ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : CSR จากภูผาสู่มหานคร ตอน 3

ออกอากาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2559 ทางสถานีโทรทัศน์ TGN

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (28)

คมกฤช เหลืองอ่อน หัวหน้าโครงการบริหารสัญญาระหว่างก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว
IP: xxx.158.165.149
เขียนเมื่อ 

ดูงานที่นิคมอมตะนคร ได้เห็นว่า คนจะประสพความสำเร็จต้องเป็นคนที่เห็นโอกาสก่อนคนอื่น ....การทำธุรกิจให้ยั่งยืน ต้องเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง แล้วหาทางอยู่ร่วมกับชุมชน ต้องมีธรรมาภิบาล

เทวัจฉรา อภัยภูมินารถ
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

การดูงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

วันที่ 1มิถุนายน 2559

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูงานในครั้งนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการองค์การได้เป็นอย่างดี จากจุดเด่นของนิคมฯ ที่มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ที่ถือเป้าหมายเป็นหลัก การมีมุมมอง วิสัยทัศน์ ที่มองในภาพรวม โดยเดิมเป็นองค์กรที่พัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม ต่อมา ได้มีการพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้าในนิคม เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในนิคม และมีการขายไฟในส่วนที่เหลือเข้าระบบของ กฟผ. ด้วย เป็นการบริหารงานแบบครบวงจร

มุมมองในการบริหารจัดการที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการบริหารหยน่วยงาน ได้แก่

การสร้างการยอมรับต้องเน้นการสร้างสิ่งที่ดีอย่างแท้จริง

การบริหารงานต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการ และชุมชนให้ยอมรับในสิ่งที่หน่วยงานดำเนินการ

การเติบโตของหน่วยงาน องค์กร ที่เติบโตก้าวหน้า ต้องมรอะไรหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่ การบริหารที่ดี มีพันธมิตรที่ดี การมีบุคลกรที่มีความชำนาญในการประกอบการ

การประกอบธุรกิจที่เน้น Green and Clean เป็นแนวคิดและนำปฏิบัติในการดำเนินการ ที่จะทำให้หน่วยงาน และองคืกรดำเนินงานได้ประสบความสำเร็จ

เทวัจฉรา อภัยภูมินารถ
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

Life Coach for Happiness & Success

และ People Management & Engagement

วันที่ 2 มิถุนายน 2559

โดย อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ในครั้งนี้ ทำให้ได้รับทราบแนวคิด และนำมาประยุกต์ในการดำเนินงาน ว่า การมี Life Coaching เป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน เป็นการกระตุ้นและจุดประกายความคิดด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์ ทำให้เราสามารถเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำศักยภาพ และความสามารถไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการที่เราจะก้าวไปสู่การ Coach ที่ดีได้นั้น เราต้องสร้างความเป็นตัวตนของเรา ความเชื่อ ค่านิยม และเข้าใจความต้องการหลักของมนุษย์ และท้ายที่สุด ก้าวข้ามความกลัวของตนเองเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ You can be the best that you can be

นั่นคือ ผู้บริหารจะเป็น Coach โดยปกติอยู่แล้ว และควรเป็น Life Coaching ที่ดี โดยมีมุมมองในทางบวก (Positive Thinking) ระหว่าง Coach และผู้รับการ Coach ต้องมีการเข้าใจผู้อื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และนำมารวมกันประยุกต์ใช้ในการดำเนินการเพิ่มศักยภาพขององค์กร

นอกจากนี้ การสร้างการยอมรับและความผู้กพัน People management and Engagement ก็เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการที่ดีของผู้นำที่ควรมี การนำ TAPS Model มาเป็นแนวทาง น่าจะเป้นสิ่งที่ตอบโจทย์ในเรื่องการสร้างการยอมรับและสร้างความผู้กพันได้เป็นอย่างดี Counseling - ให้คำปรึกษา Managing Consulting - สั่งการด้วยการบอก Teaching Monitoring - การสอน และ Coaching เพื่อหา Solution

การสร้างการยอมรับและความผูกพัน ต้องเน้นที่ให้มีวัฒนธรรมร่วมกัน โดยการปรับกระบวนความคิด Mind Set ให้ไปในแนวทางเดียวกัน ทัศนคติ การสื่อสาร รูปแบบการเป็นผู้นำที่ดี การทำงานแบบเป็นทีม ต่างๆ เหล่านี้ หากหน่วยงานและองค์กรมีผู้นำที่สามารถ Coach ให้ผู้ปฏิบัติงานนำมาปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะสร้างการเติบโตของหน่วยงานและองคืกรนั้นๆได้เป็นอย่างดี

เสริมพงศ์ วิชิตเนตินัย
IP: xxx.158.167.153
เขียนเมื่อ 

ผมตั้งใจว่าจะเขียน Blog ภายในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่จบหลักสูตร EADP.12 ด้วยเกรงว่าถ้าไม่รีบเขียนก็อาจจะลืมบรรยากาศที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ คิดว่าถ้าได้บันทึกไว้ เผื่อย้อนกลับมาอ่านทีหลัง จะได้ฟื้นความทรงจำได้ง่ายขึ้น

หลังจากที่เราอบรมกันมากว่า 3 เดือน รวมวันที่อบรมก็ 16 วัน Highlight ของช่วงที่ 6 ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของหลักสูตร ผมแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1: Life Coach for Happiness & Success โดย อ.พจนารถ ซีบังเกิด

โดยบุคลิกของอาจารย์พจนารถนับว่าเป็นผู้ที่น่าสนใจ ทั้งด้านการแต่งตัว เสื้อผ้า หน้า ผม และวิธีการถ่ายทอดประสบการณ์ นับว่าเป็น Coach ที่มีประสบการณ์สูง Coaching เป็นศาสตร์ที่กำลังมาแรง ที่นำมาใช้ในการเรียก Competencies ที่หลบซ่อนอยู่ในตัวตนออกมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับผู้นำองค์กรต่างๆ แต่ก็สามารถนำมาใช้กับพนักงานทั่วๆไปให้ได้ผลดี หรือแม้กระทั่งการ Coach ตัวเองก็สามารถทำได้อีกด้วย เนื้อหาก็เป็นไปตามที่ทีมงานของท่านอาจารย์จีระ ได้ช่วยสรุปให้ใน Blog ด้านบนแล้ว

แต่สิ่งที่ขอพูดถึงก็คือได้เรียนรู้แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งผมคิดว่า อันดับแรกก็คงต้องลอง Coach ตัวเองก่อน หลังจากนั้นก็จะนำไปลองใช้กับทีมงาน เพื่อดึงศักยภาพของเขาเหล่านั้นออกมา ซึ่งจะช่วยทำให้การพัฒนาประสิทธิภาพของทีมทำได้อีกมาก – ผมจะลองดูครับ

ส่วนที่ 2: การนำเสนอโครงการเชิงนวัตกรรม

หลังจากที่รวบรวมข้อมูลคัดกรองกันมาตลอดระยะเวลากว่าสองเดือนตั้งแต่ได้รับโจทย์ให้คิดโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนางานของ กฟผ.ทั้ง 6 กลุ่มก็ได้นำเสนอโครงการกันในวันนี้ น่าเสียดายที่มีเวลาน้อยเกินไป สำหรับเวลาเพียง 3 ชั่วโมง กับการนำเสนอของ 6 กลุ่ม จึงทำให้รายละเอียดหรือประเด็นที่น่าสนใจถูกข้ามไป และด้วยหัวข้อโครงการของและกลุ่มที่ไปในทิศทางเดียวกัน คือทั้งหมดจะทำเรื่องที่เกี่ยวกับชุมชนหรือการสร้างเครือข่าย จึงทำให้ดูเหมือนว่ามันถูกตีกรอบความคิด จึงไม่มีเรื่องที่เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมากสักเท่าไร รวมทั้งหัวข้อที่นำเสนอโดยกลุ่มของผมเองด้วย

ขอขอบคุณรองผู้ว่าการกิจการสังคม (รวค.) และผู้ช่วยผู้ว่าการทรัพยากรบุคคล (ชหท.) ที่ให้ความสำคัญและกรุณามารับฟังพร้อมให้ Feedback ที่เป็นประโยชน์ ถือเป็นประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ที่ทำไปพร้อมๆกับการทำงานกลุ่ม สิ่งที่ได้รับกลับมาที่ผมคิดว่าได้ประโยชน์มากที่สุดของงานนี้คือ สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนภายในกลุ่มและเพื่อนๆต่างกลุ่ม ถือเป็นการสร้างทีมให้ กฟผ.ได้เป็นอย่างดี

ส่วนที่ 3: บรรยากาศในวันสุดท้าย

ในวันสุดท้ายของหลักสูตร ก็มีบรรยากาศที่สร้างความประทับใจและจะอยู่ในความทรงจำ แต่คงเนื่องจากความที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว (คงเรียกว่าแก่แล้ว) จึงยังไม่ค่อยกระทบกระเทือนจิตใจมากนัก และพวกเราต่างก็รู้ดีว่าถึงจะจบหลักสูตรไปแล้ว แต่ในการทำงานก็จะกลับมาเจอกันอีก ไม่ได้หนีหายกันไปไหน เพียงแต่มีความแตกต่างตรงที่การพบกันในครั้งต่อๆไปมันจะเป็น “เพื่อนพบเพื่อน” แทนที่จะเป็นการพบกันเพื่อทำงานเหมือนที่ผ่านๆมา

กราบขอบพระคุณอาจารย์จีระ ที่นำ Chira Style มาถ่ายทอดให้พวกเราได้เรียนรู้ วิธีการสอนของอาจารย์นับว่าแตกต่างจากที่ผมเคยอบรมมา หลังจากนี้ก็อาจต้องไปขอความรู้จากอาจารย์บ้างในเวลาที่คิดอะไรไม่ออก

ขอบคุณทีมงาน Chira ที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ขอบคุณฝ่ายพัฒนาบุคลากร กฟผ.ที่จัดหลักสูตรและส่งน้องๆที่น่ารักขยันขันแข็งมาช่วยประสานงานได้อย่างราบรื่น

สุดท้าย ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับเพื่อนๆ ที่จะได้รับการแต่งตั้งได้ระดับ 12 ในปลายปีนี้ ซึ่งก็หมายความว่าท่านต้องเข้าอบรมหลักสูตรระดับฝ่ายอีกในปีหน้า...555…ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ...

วัลลภ เมฆพฤกษาวงศ์
IP: xxx.158.165.137
เขียนเมื่อ 

สรุปการเรียนรู้หลักสูตร EADP รุ่น 12 ช่วงที่ 6 ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน 59

นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร : คุณวิบูลย์ กรมดิษฐ์และคณะ

  • การประกอบกิจการหากเกิดจากการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนบริเวณพื้นที่ตั้งโครงการ จะสามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืนและยาวนาน ทั้งนี้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของจะต้องมีความพอดีไม่ละโมบโลภมากรักษาสมดุลในการทำธุรกิจ แบรนด์ความเป็นธุรกิจที่ดีก็จะบังเกิดขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือไปถึงยังต่างประเทศ (เวียดนาม) ให้เช่าพื้นที่ในการทำนิคมอุตสาหกรรมในประเทศดังกล่าว

Life coach for happiness and success : Jimi The Coach

  • ศาสตร์ในการ Coach “การโค้ชเป็นการทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อกระตุ้น / จุดประกายความคิด ด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์” สาระหลักที่สำคัญเป็นการช่วยดึงศักยภาพภายในตัวตนของคนคนนั้น ให้เปล่งประกายออกมาสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งแน่นอนยังมีพลังที่จะทำให้งานในความรับผิดชอบของหน่วยงานสามารถพัฒนาให้ดียิ่งยิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

ผลงานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา กฟผ. สู่อนาคต

  • การนำเสนอผลงานกลุ่มมีการพลิกโฉมไปได้ดีพอสมควร เปลี่ยนจากสิ่งเดิมเดิมที่เป็นเรื่องใกล้ตัวทางเทคนิค ไปเป็น CSR ที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีการประยุกต์นำเอาทฤษฎีของ จีระ อาคาเดมี่ มาใช้ประโยชน์ พร้อมกันนี้ก็ได้รับคำแนะนำดีดีจากทาง รวค. ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในการนำไปพัฒนางานในอนาคต และที่ขาดเสียไม่ได้เป็นงานกลุ่มในการที่จะสร้างองค์ความรู้ที่จะต้องการที่จะสร้างให้เกิดขึ้น คือการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งในระดับชาติและเป็นชุดความรู้ที่โฟกัสไปยังพื้นที่เทพาและกระบี่ ในอันที่จะสร้างการยอมรับไปในระยะยาวของชุมชน สังคม ประเทศชาติต่อไป
กมลรัตน์ กุหลาบแก้ว
IP: xxx.158.167.140
เขียนเมื่อ 

สรุปการเรียนรู้ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2559

ศึกษาดูงาน นิคมอุตสาหกรรม อมตะ นคร

อมตะ ทำธุรกิจพัฒนาอสังหริมทรัพย์ มีธุรกิจเกี่ยวกับ ไฟฟ้า , น้ำ มีบริษัทลูก 26 บริษัท

มีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม 1,176 โรงงาน

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนต่างประเทศ (นิคมอุตสาหกรม)

Vision ของ อมตะ คือ Clean & Clean ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เช่น

เรื่องขยะ , น้ำเสีย

กฟผ. ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพราะเป็นบ้านของพวกเขา

Life coach for happiness and success / People Management and Engagement

โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด

การโค้ชเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชกับผู้รับการโค้ชเพื่อกระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชเกิดแรงบันดาลใจ

ในการที่จะนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Life Coaching เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชกับผู้รับการโค้ช เพื่อเป็นผู้ร่วมเดินทางพาผู้รับการโค้ชจากจุดที่อยู่ในปัจจุบัน ไปบรรลุเป้าหมายที่ต้องการในทุกด้านของชีวิต

5 Love Languages

  1. Word of affirmation
  2. Gift
  3. Act of service
  4. Quality time
  5. Physical touch

การเป็น coach ก่อนอื่นต้อง coach ตัวเองก่อน

Coach ที่ดี ต้อง respect

รับฟัง

กระตุ้นให้คิด coachee

ใช้คำถามกับ

ทุกคนมีต้นทุน ให้ลงมือทำ จึงจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

Coach ต้องฟังและเก็บ context ไม่ใช่ content

Performance = Potential – Interferance

Coach ต้องทำตัวเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของ coachee ออกมา

ถ้า กฟผ. มี coach และสร้าง coach ต่อไปได้อีกหลายๆ คน

จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คน กฟผ. นำเอาศักยภาพและ

ความสามารถที่ซ่อนอยู่เอาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป การอบรมหลักสูตร EADP 12 ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับปรุงตัวเอง

เพื่อช่วย กฟผ. ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ Global Top Quartile

นายพิพัทต์ คงสินทวีสุข
IP: xxx.158.165.141
เขียนเมื่อ 

จากนายพิพัทต์ คงสินทวีสุข ช.อขส-ห. (EADP 12)

เรียน อ.จีระ หงส์ลดารมณ์

วันที่ 1 มิ.ย. 59 เยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี

การบริหารจัดการธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

วิสัยทัศน์ที่ผ่านมา : GREEN AND CLEAN ปัจจุบัน : ผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมระดับโลก

พันธกิจ : พัฒนาเมืองที่มีความทันสมัย บริการคุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นิคมอุตสาหกรรมอมตะ: ผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมชั้นนำแห่งเอเชีย

บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 ด้วยเงินลงทุน 120 ล้านบาท พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะ มีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย บริหารงานโดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ด้วยเงิน 1.067 ล้านบาท

เดิมชื่อนิคมบางปะกง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น อมตะนคร คำว่า อมตะ เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า "นิรันดร" หรือ "กัลปาวสาน" คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และทีมงานบริหารทุกท่านมีความมุ่งมั่นในการให้บริการแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และหุ้นส่วนทางธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ด้วยอุดมการณ์ความมุ่งมั่นด้านการให้บริการ อมตะได้ประกาศแนวคิดการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่ความเป็น "เมืองที่สมบูรณ์แบบ" ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท นิคมอุตสาหกรรมของอมตะสองแห่งในประเทศไทย คือ อมตะนครและอมตะซิตี้ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ อีสเทิร์น ซีบอร์ด ซึ่งธนาคารโลกยกให้เป็นหนึ่งในเขตพื้นที่พัฒนาทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเอเชีย

อมตะมีความเชี่ยวชาญ ในการวางแผน การพัฒนา การบริหารจัดการ และการตลาดที่เกี่ยวข้องกับนิคมอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร อมตะไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในการหาทำเลที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความพร้อมในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคครบครันแก่นักลงทุนและพนักงานที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนั้น มีถนนที่สร้างตามระบบมาตรฐานสากล มีการประสานกับตำรวจในพื้นที่เพื่อรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัย มีระบบสาธารณูปโภคและระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน มีพื้นที่สีเขียวซึ่งได้รับการจัดสรรและดูแลอย่างดี นอกจากนั้น ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ อมตะมีแนวคิดที่จะพัฒนา "เมืองวิทยาศาสตร์" เพื่อการวิจัยและพัฒนา

ในพื้นที่นิคมนอกจากมีโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องที่พักอาศัย ร้านค้า และแหล่งช็อปปิ้ง นอกจากนี้ อมตะ ยังมี "ถนนการเงิน" ซึ่งประกอบไปด้วยธนาคารทั้งหลายตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน นอกจากนั้น ในนิคมอมตะยังมีสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสาธิตเกษตร (พหุภาษา) สมาคม วาย.ดับเบิลยู.ซี.เอ และสถาบันฝึกวิชาชีพช่างเทคนิคไทย-เยอรมัน ในนิคมอมตะนคร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในนิคมอมตะ ซิตี้ ที่โดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใด ในนิคมอมตะนคร มีสนามกอล์ฟ ที่ได้มาตรฐานระดับโลก อมตะ สปริง คันทรีคลับ ที

จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อมตะจึงได้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม ชื่อว่า นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว มีทำเลเยี่ยมติดกับทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งเชื่อมต่อถึงทางภาคใต้และภาคเหนือของเวียดนาม นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว มีการลงทุนมากกว่า 1.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมีพนักงานมากกว่า 25,000 คน

โครงการนิคมอุตสาหกรรมของอมตะทั้ง 3 แห่ง ได้แก่

•นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ประเทศไทย

•นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ประเทศไทย

•นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว ประเทศเวียดนาม

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ประเทศไทย ที่ได้มาดูงานในครั้งนี้ มีพื้นที่รวม 47,070 ไร่ มีโรงงานทั้งหมด 1,176 โรงงาน มีบริษัท 26 บริษัท จำนวนประชากรในนิคม 248,000 คน มีอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในนิคม ความจุ 31 ล้าน ลบ.ม. มีแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า ในนิคมฯ 2 แหล่ง โรงเรียน 4 โรงเรียน สถาบันการศึกษา 5 สถาบัน และศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยี 1 แห่ง มีนักลงทุนต่างชาติ ทั้งหมด 31 สัญชาติ

จากวิสัยทัศน์ของท่านวิกรมฯ “green and clean” ไม่คิดกอบโกยผลประโยชน์ โดยได้กำหนดให้บริเวณโซนด้านหน้าต้องให้ปลูกต้นไม้ เพื่อบังโรงงาน สร้างสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ นักลงทุน ชุมชนรอบข้างนิคมฯ รวมทั้งการช่วยเหลือสังคม ทำให้สามารถขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ออกไปได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่มีการต่อต้านจากชุมชน

จากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครมีเมืองวิทยาศาสตร์ซึ่งมีพื้นที่ 1,000 ไร่ ออกแบบไว้สำหรับรองรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานธุรกิจเอกชน หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา ทุกหน่วยงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถทำงานร่วมกันได้ในที่เดียว

อมตะตระหนักดีว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับจากอุตสาหกรรมการผลิตไปเป็นอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงเรื่องการวิจัยและการพัฒนาด้วย อมตะจึงหวังให้เมืองวิทยาศาสตร์แห่งนี้ไม่เพียงแต่เน้นการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้บริษัทไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นของตนเอง

อมตะเชื่อว่าเมืองวิทยาศาสตร์จะสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรม

โดยเฉพาะโรงงานที่มักประสบปัญหาด้านการประกอบชิ้นส่วนและต้องการพัฒนาระบบนี้ให้ดีขึ้น เมืองวิทยาศาสตร์มีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าวิจัยที่สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เมืองวิทยาศาสตร์แห่งนี้จึงเป็นเสน่ห์ของอมตะที่ดึงดูดโรงงานและนักธุรกิจให้มาเปิดดำเนินกิจการร่วมกับอมตะ

สำหรับ กฟผ. เราได้ดำเนินการมาในแนวทางเดียวกันแต่ด้วยข้อจำกัดที่ เป็นองค์กรของรัฐ การดำเนินการต่างๆ มีระเบียบข้อบังคับ มีหน่วยงานมาตรวจสอบทำให้การดำเนินงานไม่คล่องตัวเหมือนกับเอกชน สำหรับโรงไฟฟ้าอมตะบีกริมเพาวเว่อร์ฯ เป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้ามาแล้ว 4 ปี ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโลโลยีใหม่ มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับ โรงไฟฟ้าใหม่ๆ ของ กฟผ. แต่ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ โรงไฟฟ้าอมตะบีกริมฯ จะใช้พื้นที่ไม่มาก ไม่มี facility ไม่มีพื้นที่สีเขียวในโรงงาน ไม่มีบริเวณที่ต้องดูแล ไม่ต้องมีโรงงานซ่อมบำรุงใหญ่ ไม่ต้องใช้พนักงานมากมาย ฯลฯ ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตได้มาก

วันที่ 2 มิ.ย. 59 หัวข้อ Life coach for happiness and success

และ People Management and Engagement

โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้ก่อตั้ง Jimi The Coach และThailand Coaching Academy

วิธีการแสดงภาษารัก มี 5 วิธี คือ

1.การกอด (physical touch)

2.การพูด (word of affirmation)

3.การให้ของฝาก,ของขวัญ (present gift)

4.การให้บริการ (act of service) เช่น การรับ-ส่ง ฯลฯ

5.การให้ความสำคัญ (quality of time)

What is coaching การโค้ชเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อกระตุ้น และจุดประกายความคิด ด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ช เกิดแรงบันดาลใจ ในการที่จะนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ถูกบดบังหรือซ่อนอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การโค้ช ต้องมีจริยธรรม ต้องดีต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อสังคม

Coach ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าผู้รับการโค้ช แต่เป็นการช่วยดึงศักยภาพของผู้รับการโค้ชออกมา

ผู้นำที่จะนำผู้อื่นได้ ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ

-ต้องนำตัวเองก่อน (leading self)

-ต้องนำทีมงานได้ (leading team)

-ต้องนำองค์กรได้ (leading organization)

สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ไปจนเกษียณ คือ การเรียนรู้ตัวตนของตนเองให้มากที่สุด ถ้าเราเข้าใจตนเองได้ก็จะสามารถเข้าใจคนอื่นได้

ความสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการ Fulfill

-ความเป็นตัวตนของเรา (being)

-ความเชื่อ (beliefs)

-ค่านิยม (values)

-ความต้องการหลักของมนุษย์ (needs)

-ก้าวข้ามความกลัวของตนเอง (fears)

ตัวอย่าง การเดินทางสู่ความสำเร็จที่มีความสุขในทุกก้าว ไปสู่เป้าหมาย มีครอบครัวที่อบอุ่น รักและเข้าใจกัน

คุณสมบัติ : รักครอบครัว ,เข้าใจผู้อื่น,เสียสละ

ความเชื่อ : ครอบครัวเป็นสุ ทุกอย่างจะสำเร็จอย่างสมบูรณ์

ค่านิยม : เดินทางสายกลาง, ความรักคือการให้

ความต้องการ : ความรักความเชื่อมโยง ,ความมั่นคง

ความกลัว : กลัวคนไม่รัก, กลัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

ตัวอย่าง การเดินทางสู่ความสำเร็จที่มีความสุขในทุกก้าว ไปสู่เป้าหมาย เป็น high performance ในทุก assignment

คุณสมบัติ : มองภาพใหญ่ ,เรียนรู้สิ่งใหม่, ทำงานเป็นทีม

ความเชื่อ : ไม่มีอะไรจะพ้นความพยายามไปได้

ค่านิยม : ทำทุกอย่างสุดฝีมือ, ค่าของคน คือผลของงาน

ความต้องการ : โดดเด่น/สำคัญ ,ความมั่นคง

ความกลัว : กลัวไม่ดีพอ

การทำงานใน กฟผ. การเป็นผู้นำที่ดีจะต้องสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นผู้โค้ช และผู้รับการโค้ช โดยบุคคลิกทั้ง 2 อย่างนี้ จะช่วยให้การบริหารทีมงานและการพัฒนาตนเอง ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย วิสัยทัศน์

“เป็นองค์การชั้นนำในกิจการไฟฟ้าในระดับสากล”

chaiyot hanamorn
IP: xxx.68.6.74
เขียนเมื่อ 

หลักสูตร EADP (EGAT Assistant Director Development Program)

การอบรมช่วงที่ 6 (สุดท้าย) : ระหว่าง วันที่ 1-3 มิถุนายน 2559 , หัวข้อการอบรม ดังนี้

-วันที่ 1 มิ.ย. 59 (ช่วงเช้า) ศึกษาดูงาน นิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร

-วันที่ 1 มิ.ย. 59 (ช่วงบ่าย) การนำเสนอ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

จากการมอบหมายงานกลุ่ม ให้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ “HBR2016”

-วันที่ 2 มิ.ย. 59 อบรมหัวข้อ “Life Coach for Happiness and Success”

และ หัวข้อ “People Management and Engagement” โดย โค้ช Jimi พจนารถ ซีบังเกิด

-วันที่ 3 มิ.ย. 59 นำเสนอผลงานกลุ่ม

“ผลงานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา กฟผ. สู่อนาคต”

สรุปประเด็นที่โดนใจ :

-ได้รับฟังบรรยาย รับรู้และเห็นภาพรวมของการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ ของนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ทั้งในแง่ของแนวคิดหลักสำคัญ รวมถึงปัญหาอุปสรรค และ แนวทางการแก้ไขปัญหา จากอดีตจนถึงปัจจุบันและจะก้าวหน้าเติบโตต่อไปในอนาคต

-การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ Harvard Business Review และร่วมกันวิเคราะห์ วิจารณ์ของกลุ่ม ทำให้ได้รับความรู้ที่กว้างขวาง มีมุมมองความเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย รวมทั้งได้รับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ นำเสนอได้รับความรู้และเป็นประโยชน์อย่างมาก

-ได้เรียนรู้ ทฤษฎีของภาษาของการแสดงออกถึงความรัก 5 ประการ

รวมถึง "การกอด" ที่น่าประทับใจ

-ได้เรียนรู้และเข้าใจความหมายของ “Life Coaching”

-ได้ฟังการนำเสนอผลงานของทั้ง 6 กลุ่ม รวมทั้งการให้ข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะ ในมุมมองที่เฉียบคม มากด้วยประสบการ มองทะลุปรุโปร่งจากวิทยากร และผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. นับได้ว่าเป็นขุมทรัพย์อันทรงคุณค่า ทั้งกระบวนการคิด การนำเสนอและการวิพากษ์วิจารณ์

การนำไปใช้ประโยชน์ :

-การศึกษาดูงาน นิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร คาดหวังว่าความรู้ที่ได้รับจะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาด้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า ของ กฟผ. ให้เติบโตมั่นคงได้ต่อไปในอนาคต

-การนำหลักการจากการวิเคราะห์วิจารณ์บทความใน HBR2016 ที่เพื่อนๆ ได้นำเสนอ เช่น The Authenticity Paradox, Workspace that Move People, Outsmart Your Own Biases, Why Strategy Execution Unravels, The Leader’s Framework for Decision Making, You can’t be Wimp ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้

-สามารถนำทฤษฎีของภาษาของการแสดงออกถึงความรัก ไปแสดงออกให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา ต้องความต้องการ , และที่สำคัญ "กอดอย่างไรให้ประทับใจ"

-สามารถนำหลักการของ Life Coaching ไปใช้ เพื่อ เติมเต็ม Fulfilment ให้ก้าวไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร้จที่ต้องการอย่างสมดุล มีจริยธรรม มีความสุข และ อิ่มเอมใจ

-สามารถนำความรู้ จากการรับฟังนำเสนอผลงานกลุ่ม “ผลงานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา กฟผ. สู่อนาคต” ของผู้เข้าอบรมทั้ง 6 กลุ่ม นำไปประยุกต์ใช้ในงานที่ดำเนินการอยู่ ให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสร้างคุณค่าใหม่ รวมถึงสร้างคุณค่าจากความหลากหลาย (Value Diversity) ที่สอดคล้องกันอย่างลงตัวกลมกลืน เพื่อพัฒนา กฟผ. ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต/end.

ปกรณ์ ภู่หนู
IP: xxx.158.166.148
เขียนเมื่อ 

ช่วงเช้าของวันที่ 1 มิถุนายน 2559

จากการไปดูงานของอมตะ ได้รู้ว่ามีคนไทยที่มีความสามารถทั้งด้านธุรกิจ และด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน เห็นได้ว่า ทุกวันนี้ธุรกิจจะยั้งยืนได้นั้นต้องไม่ลืมเรื่องนี้ เช่นเดียวกับ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาในเรื่องชุมชนไม่เห็นด้วยและคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องการจัดการชุมชน สังคม จึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารทุกคน ทุกระดับจะต้องให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ รวมทั้งถ่ายทอดให็ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรทุกคนได้ตระหนัก

ช่วงวันที่ 1 มิถุนายน บ่าย ถึง 2 มิถุนายน 2559

เรื่องของ Life Coach for happiness success นับเป็นเรื่องใหม่ที่ผมเพิ่งจะได้เรียนรู้ การโค้ช เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อกระตุ้นและจุดประกายความคิด ด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์ ให้ผู้ได้รับการโค้ชเกิดแรงบันดาลใจ ในการที่จะนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ทีีมีอยู่ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่และเกิดประโยชน์สูงสุดได้ อาจารย์ได้นำตัวอย่างการโค้ชของพระพุทธเจ้ามาให้ดู เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ได้เห็นว่าการโค้ชควรทำอย่างไร เช่น การยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ การป้อนคำถามตลอดเวลา โดยให้คู่สนทนาเป็นผู้หาคำตอบสรุปเอง เป็นต้น ซึ่งเหมาะที่ผู้บริหาร หัวหน้างาน ของ กฟผ. ควรเอาเป็นแบอย่างไปใช้ นอกจากนั้นยังสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย ซึ่งบางครั้งผู้บริหารอาจพบเจอกับปัญหาที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีและนำมาปรึกษา หากผู้บริหารนำทักษะนี้ไปใช้ก็จะเกิดประโยชน์ในการเป็นโค้ชแบบ Life Coach ช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญาชาแก้ปัญหาของเขาได้ด้วยตัวเขาเอง ......



นิสาลักษณ์ มุ่งพาลชล
IP: xxx.158.166.147
เขียนเมื่อ 

ช่วงที่ 6 : วันที่ 1 - 3 มิถุนายน 2559

จากการอ่านเนื้อหาที่ทางทีมงานได้พิมพ์สรุปไว้........ขอแสดงความเห็นในแต่ละหัวข้อดังนี้

การศึกษาการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตจากปัจจุบันไปสู่อนาคตเพื่อปรับใช้ในนโยบบายด้านการผลิตพลังงานของประเทศไทย

วิสัยทัศน์ของผู้นำสำคัญเสมอ เพราะคำว่า "นิคมอุตสาหกรรม" เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วก็คงนึกถึงภาพกลุ่มโรงงานที่สร้างมลภาวะเต็มไปหมด แต่หากผู้นำที่อ่านเกมส์ขาด>>>รู้ว่าการอยู่กับชุมชนต้องเริ่มจากความจริงใจ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ เพื่อให้ได้รับซึ่งความไว้ใจ และได้ลงมือสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่เป็น Green and Clean ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโฉมภาพลักษณ์ของนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเชิงบวก

ถ้าเมื่อไรที่ผู้ประกอบการได้ตระหนักถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำอะไรก็นึกถึงผลกระทบกับผู้มีส่วนได้เสียเสมอ เมื่อนั้นจะขยับขยายทำอะไร ก็ย่อมได้รับการยอมรับและความร่วมมือ&การสนับสนุนก็จะตามมา คงต้องตั้งคำถามว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยความตั้งใจอย่างไร? "เพื่อกอบโกยผลประโยชน์หรือเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์"

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จคือ "พันธมิตร" การหาคนที่ใช่มาช่วยทำในส่ิ่งที่ยังขาดจะเป็นการเติมเต็มที่จะพาความสำเร็จให้มาใกล้มากขึ้น

(ขอจบภาคแรกแค่นี้ก่อนนะค่ะ.....แล้วจะมาต่อหัวข้อของวันที่ 2 มิถุนายน ค่ะ)

นิสาลักษณ์ มุ่งพาลชล
IP: xxx.68.6.61
เขียนเมื่อ 

Life Coach for happiness and success & People Management and Engagement

การเป็นโค้ชไม่ใช่แค่สอนหรือแนะนำให้กับผู้ได้รับการโค้ช แต่เป็นผู้ทำให้ผู้ได้รับการโค้ชได้ตระหนักถึงศักยภาพ (Potential) และคุณค่าในตัวเอง เพื่อนำออกมาสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด (Performance) ให้กับตัวเองและส่วนรวม

ผู้ที่จะเป็นโค้ชที่ดีย่อมต้องค้นพบศักยภาพของตัวเองก่อนที่จะไปทำหน้าที่โค้ชผู้อื่น และต้องทำให้ผู้รับการโค้ช respect ในตัวของโค้ชก่อน ด้วยการให้เกียรติผู้รับการโค้ชอยู่เสอม และต้องรู้จักฟัง&ถาม ให้เกิดความรู้สึกที่สบายใจและไว้ใจระหว่างกัน

ธวัชชัย สำราญวานิช
IP: xxx.158.165.165
เขียนเมื่อ 

ในโอกาสที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) EADP รุ่นที่ 12 นี้ พบว่า มีสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มากมายในหลักสูตรนี้ครับ ผมไม่ขอกล่าวสรุปในเนื้อหาต่างๆที่ได้เรียนหรืองานโครงการเชิงนวัตกรรมที่ได้มีโอกาสศึกษา ค้นคว้า จัดทำและเสนอเป็นโครงการร่วมกับเพื่อน EADP นะครับ เพราะ Blog นี้สรุปไว้ได้เป็นอย่างดีแล้วในแต่ละช่วง (Session) ของหลักสูตร

สิ่งที่ผมอยากแสดงเสริมความคิด พอสรุปได้ดังนี้ครับ

การเรียนการสอนจากท่านอาจารย์ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ที่ได้บรรยายพร้อมเอกสารและหนังสือต่างๆ ทำให้เกิดการเติมองค์ความรู้ ทฤษฎี แนวคิดและและประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ ตรึกตรอง เพื่อนำส่วนต่างๆ ไปใช้ประยุกต์ในการพัฒนาตนเอง ผู้คนรอบตัวเองและหน่วยงานต่อไป เพื่อให้ทันไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง (Change) ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลวัต ดังนั้นการที่จะต้องก้าวนำและก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทั้งนี้การพัฒนาตนเอง สามารถทำได้ผ่านการแสวงหาความรู้้ใหม่ๆได้ตลอดเวลาด้วยวิธีการต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ใคร่ขอขอบคุณท่าน ศ.ดร. จีระ อาจารย์และวิทยากรทุกท่าน รวมทั้งทีมงาน Chira Academy และผู้ปฏิบัติงานประสานงาน กฟผ. ทุกคน และหน่วยงาน กฟผ. ที่ได้ให้โอกาสผู้เข้ารับการอบรม EADP รุ่นที่ 12 ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เรื่องราวดีๆ ก่อให้เกิดเป็นต้นทุนทางความคิดที่จะนำไปใช้ให้เกิดผลต่อไปครับ


ชัยวัฒน์ บุญเรืองขาว
IP: xxx.68.6.73
เขียนเมื่อ 

โดย นายชัยวัฒน์ บุญเรืองขาว ช.อฟภ

เรียน อ.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันที่ 1 มิถุนายน 59

การดูงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ซึ่งมี 2 ช่วง คือช่วงบรรยายข้อมูลทั่วไป มีรายละเอียดดังนี้ แนวทางการบริหารจัดการของนิคมอมตะนครได้มีการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมกับเอกชนรายอื่นเข้ามาร่วมทุน ซึ่งแต่ละรายจะมีความสามารถเฉพาะด้าน เช่น บริษัททางด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า และทางด้านสุขภาพคือ โรงพยาบาลวิภาราม ทางด้านการศึกษามีโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งที่ 2 พื้นที่ 30 ไร่ ทำให้นิคมอุตสาหกรรมอมตะเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในด้านต่างๆอย่างครบถ้วนจนได้ขยายการลงทุน โดยไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งได้รับการเชิญจากประเทศเวียดนามโดยตรง ด้านที่สอง คือการดำเนินการทางด้านการอยู่ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมโจรมาในอดีตแต่เมื่อนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครได้เข้าไปลงทุนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีงานทำ มีเงินส่งเสียลูกเรียนสูงๆ และชุมโจรก็หายไป และในพื้นที่ดังกล่าวแต่เดิมไม่ค่อยมีน้ำจืด นิคมฯจึงได้สร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำเค็มในช่วงภัยแล้ง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวมีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นและเมื่อเกิดเหตุความขัดแย้ง ทางนิคมอุตสาหกรรมก็จะรีบแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามบานปลายออกไป

ประโยชน์ที่ได้รับจากการดูงานดังกล่าวทำให้สามารถนำแนวคิดการบริหารจัดการโดยการร่วมทุนกับบริษัทที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาใช้ปรับแนวทางการบริหารงานกับ กฟผ โดยในอนาคต กฟผ จะต้องร่วมทุนกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆมากขึ้น

วันที่ 2 มิถุนายน 59

เป็นเรื่อง Life coach for happiness success บรรยายโดย อ.พิจนารถ ซีบังเกิด เป็นการแนะนำเทคนิคการโค้ชบุคคลอื่นให้เกิดการจุดประกายความคิดด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ถูกบดบังหรือซ่อนอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โค้ชต้องมีจริยธรรม ต้องดีต่อตนเอง ต่อคนอื่นและต่อสังคม

การโค้ชต้องเริ่มด้วยการแสดงภาษารักมี 5 วิธี

1.การกอด

2.การพูด

3.การให้ของฝาก

4.การให้บริการ

5.การให้ความสำคัญ

Coach ที่จะนำผู้อื่นต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่าง

1.Leading self

2.Leading team

3.Leading organization

Coach ที่ดีต้องเก็บ context ไม่ใช่ content ,Coach ต้องทำตัวเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของ Coachee

ประโยชน์ที่ กฟผ ที่จะได้รับ ต้องทีโปรแกรมพัฒนา Coach และเพื่อขยาย Coach ต่อไปโดยคนที่เป็น Coach จะช่วยสร้างแรงบันดาบใจและนำศักยภาพและความสามารถที่ซ่อนอยู่ของพนักงานคนอื่นๆออกมา เพื่อพัฒนาองค์กรได้เต็มประสิทธิภาพ


จิรพรรณ อัศวศิลป์
IP: xxx.158.166.132
เขียนเมื่อ 

ช่วงที่ 6

วันที่ 1-3 มิถุนายน 2559

วันที่ 1 มิถุนายน 2559 ดูงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

ได้เยี่ยมชมธุรกิจของอมตะนคร (ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์โดยตรงของผู้บริหารที่ปัจจุบันเติบโตขยายไปยังเวียดนามและจะขยายต่อเนื่องไปอีก. เป็นการทำธุรกิจที่มีการรับผิดชอบต่อสังคม มีลักษณะของการเป็นผู้ให้ เป็นคนเก่งที่ไม่มุ่งแต่ในเรื่องของผลประโยชน์ ทำให้ผู้ประกอบการและชุมชนยอมรับโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ในนิคมมีการให้ความสำคัญกับต้นไม้สีเขียว และ พัฒนาเป็นเมืองมีโรงเรียน โรงพยาบาล สรรพสินค้าฯ และจะให้นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครเป็นเมืองวิทยาศาตร์ ที่ให้ความสำคัญ R&D ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ เช่นสถานที่ตั้งนิคมฯอยู่ใกล้ท่าเรือ ใกล้สนามบิน และอยู่ติดถนนสายหลัก โดยแนวทางขยายธุรกิจ คือ ต้องได้ทั้งพันธมิตร ได้ทั้งเพื่อนและเงิน

วันที่ 2 มิถุนายน 2559

หัวข้อ Life Coach for happiness and success

สิ่งที่ได้เรียนรู้ - การสร้างความสัมพันธ์ Five love language ด้วยคำพูด /ด้วยของฝาก /ด้วยการบริการ / ด้วยการให้เวลา / จากการกอด / มีการสอนการกอดที่สร้างความประทับใจ เรียนรู้การสำรวจตัวตนของเราและคนอื่น การหาเหตุผลที่จะเข้าใจคนอื่นในสิ่งที่เขาเป็น หลักการ Coach เพื่อกระตุ้นและจุดประกายความคิดของคนให้เกิดแรงบันดาลใจ นำเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด. ได้ทราบหลักของการ Life Coaching คือการทำงานร่วมกันระหว่าง Coach และผู้ได้รับการ Coach ในลักษณะผู้ร่วมเดินทาง ให้ผู้ได้รับการ Coach ได้บรรลุเป้าหมายในชีวิต รู้และมั่นใจในศักยภาพของตนเอง เข้าใจและขจัดอุปสรรคที่อาจมีในตัว หน้าที่ของ Coach คือการลดสิ่งรบกวนทางจิตใจ โดยต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ / การฟัง / การถาม / Mindset / และได้เรียนรู้ในเรื่องบุคคลิกภาพ 4 แบบที่มีความแตกต่างของคน

สิ่งที่นำมาปรับใช้ - ได้ทราบหลักการที่จะได้นำไปพัฒนาตัวเอง รวมถึงการใช้กับเพื่อนร่วมงานโดยการฟังให้มาก วิธีการใช้คำถาม การให้ค้นหาสิ่งที่เป็นอุปสรรคด้วยตัวของเขาเอง นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสได้รับการ Coach จากท่านอาจารย์ที่กรุณาให้คำแนะนำ ชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กระตุ้นและให้กำลังใจ เพื่อขจัดอุปสรรคให้เกิดความมั่นใจในการที่จะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งแนวทางที่ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ จะนำมาฝึกฝนและนำแนวทางบางส่วนไปใช้กับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน เพื่อดึงศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานและตัวผู้ปฏิบัติงานเอง


ในช่วงท้าย ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดร.จีระ อจ.พิชญ์ภูรี และทีม CHIRA academy ทุกท่าน เป็นอย่างสูง เป็นการอบรมที่ได้รับความรู้หลากหลายกว้างขวาง แม้ในบางช่วง จะรู้สึกว่าเป็นการอบรมที่โหดมาก การบ้านเยอะตลอด แบบต่อเนื่อง..ต่อเนื่อง..ต่อเนื่อง.. แต่รู้เลยค่ะว่าได้รับประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง ทั้งการใฝ่รู้ การสร้างนิสัยให้ต้องอ่านหนังสือ การสร้างให้ตระหนักว่าต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องรอบรู้ในสถานการณ์รอบตัวและรอบโลก ซึ่ง ดร.จีระ ได้กรุณาพูดย้ำและบอกซ้ำเสมอๆทุกครั้ง-ทุกช่วงของการอบรม จนซึมจำเข้าไปในสมองเลยค่ะ การอบรมนอกจากจะมีช่วงของความเข้มข้นทางวิชาการแล้ว ยังมีช่วงเวลาการผ่อนคลาย ที่ทางทีมงานได้จัดไว้อย่างลงตัวในแต่ละช่วง. ได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่จำเป็นเหมาะกับการใช้ในการบริหาร และได้ประสบการณ์นอกสถานที่ สลับกันไป. จึงมีทั้งบรรยากาศในการที่ต้องเรียนจนถึงทุ่มบ่อยๆ ส่วนวันไหนเลิกเร็วก็นัดประชุมกลุ่มถึง 3 ทุ่มกันบ้าง และมีทั้งความเพลิดเพลินจากช่วงออกนอกสถานที่. ที่สำคัญอีกอย่างคืออาหารว่างมีเยอะมาก และอร่อยทุกมื้อ ทานกันอิ่มเลยค่ะ (จบการอบรมแล้วอ้วนขึ้นค่ะ) จึงสรุปได้ว่าเมื่อได้ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาการอบรมแล้วได้ความประทับใจมากมาย เป็นการอบรมที่ไม่เหมือนการอบรมอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะอย่างที่บอกค่ะว่า..เข้มข้น... นอกจากนี้ใคร่ขอขอบคุณฝ่ายพัฒนาบุคลากร ที่กรุณาจัดหลักสูตรดีๆ และแจ้งให้ได้เข้ามาอบรม ขอบคุณน้องๆที่น่ารักทุกคนของ อพบ.ที่ให้บริการ ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบครัน เอาใจใส่ดูแลกันอย่างดี รวมทั้งดีใจที่ได้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนๆ EADP 12 ทุกท่านที่จะต้องร่วมกันทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อ กฟผ.กันต่อไปค่ะ..



อมร แก่นสารี
IP: xxx.158.167.141
เขียนเมื่อ 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ ระหว่างวันที่ 1-3 มิ.ย. 2559

ดูงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

อมตะ ดำเนินธุรกิจพยายามทำสิ่งที่ขัดแย้งให้สอดคล้องกันคือทำนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(Green&Clean)ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่มีวินัยอยางมาก เพราะต้องให้ลูกค้าที่มาซื้อที่ดินต้องมีการเสียสละพื้นที่ปลูกต้นไม้ทำพื้นที่สีเขียวแต่ก็ได้ภาพลักษณ์ที่ดี มีการแบ่งผลประโยชน์โดยจะทำเฉพาะที่ถนัด คือ การพัฒนาที่ดิน ส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ไม่ถนัดจะร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินการ และเมื่อดำเนินการธุรกิจไปถึงจุดๆ หนึ่ง จะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ ต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยเพิ่มสถานศึกษา และศูนย์ฝึกอบรม

อมตะ จะดำเนินการธุรกิจแบบโปร่งใสพร้อมทั้งพัฒนาชุมชนรอบๆ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันให้กับอมตะอย่างถาวร

Life Coach for Happiness and Success โดยคุณพจนารถ ซีบังเกิด

คนที่อยู่ด้วยกันบางทีเราแสดงความรักแบบเราแต่เขาจะรู้สึกรำคาญเพราะเหตุใด เพราะภาษารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ภาษารักมี 5 อย่าง (Five Love Language)

  • บอกรักด้วยคำพูด
  • บอกรักด้วยการซื้อของให้
  • บอกรักด้วยการบริการ
  • บอกรักด้วยการให้เวลาอย่างมีคุณภาพ
  • บอกรักด้วยการกอด

สิ่งที่มีประโยชน์มากคือ การสำรวจตัวตนของเราและคนอื่นทำให้เรารู้ว่าทำไมเขาจึงคิดแบบนั้นหรือเป็นคนแบบนั้น

ในชีวิตเรามีไพ่ 3 กอง คือ

  • อันนี้เป็นตัวฉันแน่ๆ เป็นสิ่งที่ Success แล้วเป็นอย่างนี้ เป็นศักยภาพที่ทำให้เรารุ่งเรืองในอดีต
  • ฉันไม่มีวันเป็น อาจจะเป็นศักยภาพที่ฉันทิ้งไปแล้ว อาจเป็นตัว Block ไม่ให้เติบโต ดังนั้น อาจจะต้องหยิบศักยภาพนี้ขึ้นมาเพื่อพาเราไปสู่เป้าหมาย
  • ฉันจะเป็นเมื่อฉันต้องการ และสิ่งที่ฉันเป็นฉันไม่รู้จักจนกว่าจะมีคนมาบอกหรือชมฉัน

What is coaching?

การเป็นโค้ช เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ชเพื่อกระตุ้นและจุดประกายความคิดด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชเกิดแรงบันดาลใจในการนำศักยภาพและความสามารถที่ถูกบดบังหรือซ่อนอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

What is life coaching?

เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ชเพื่อเป็นเพื่อนร่วมเดินทางพาผู้ได้รับการ
โค้ชจากจุดที่อยู่ปัจจุบันที่ไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในทุกด้านของชีวิตด้วยการกระตุ้นและจุดประกายความคิดโดยใช้ทักษะและกระบวนการที่สร้างสรรค์ในหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชตระหนักรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ด้วยตนเอง เข้าใจและขจัดอุปสรรคที่อาจจะมีในตัวตน ตัดสินใจเลือกโดยอิสระเพื่อนำศักยภาพและความสามารถที่มีและอาจยังซ่อนอยู่ออกมาใช้พาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างสมดุล มีจริยธรรม มีความสุข และอิ่มเอม

People Management and Engagement

Life Coaching Competencies

  • ต้องสร้างความสัมพันธ์
  • ฟัง
  • ถาม
  • Mind Set
  • Personal Life Transformation

ภาษาโค้ช คือภาษาที่พูดไปข้างหน้าไม่ตัดสิน ให้เกียรติเสมอ ในการโค้ชจะไม่ใช้คำถามว่าทำไม แต่จะใช้คำถามว่าอะไรเป็นสาเหตุ

สรุปสาระการเรียนรู้หลักสูตร EADP รุ่น 12 ช่วง 6 วันที่ 1-3 มิ.ย. 59

โดย ฉัตรชัย มาวงศ์ , ช.อค-หส.(บน)

  • เป็นช่วงสุดท้ายแล้วสำหรับหลักสูตรนี้ เวลาที่ผ่านไปมันรวดเร็วเหลือเกิน ยังสนุกกับการค้นหาความรู้และประสบการณ์ใหม่อยู่เลย ครั้งนี้ทางคณะผู้จัดพาพวกเราไปดูงานที่ นิคมอุตสาหกรรม อมตะ นคร แล้วเข้าสู่ศูนย์อบรม บางปะกง เพื่อนำเสนองานกลุ่ม วิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจและบทเรียนจากหนังสือ เล่มที่ 4 ตามความคาดหมายได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกในกลุ่มให้เป็นผู้นำเสนอในครั้งนี้ ด้วยความเต็มใจครับ หนังสือที่อ่านเป็นเรื่อง Outsmart Your Own Biases อธิบายเกี่ยวกับการตัดสินใจของคน มักจะมี Biases เสมอ และควรมีการปรับสมดุลให้มีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยจะต้องคิดให้ครบทั้ง 3 ส่วน คือ Future, Objective และ Options ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หาทางเลือกที่เหมาะสมและทำการประเมินทางเลือกได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้มีเทคนิคที่ช่วยในการตัดสินใจ 3 อย่างคือ Blinding (ตัดปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้อง Checklist (รายการตรวจสอบ) Algorithms (จัดลำดับงาน) สุดท้ายได้ฝากทุกคนคิดและช่วยปรับ Biases ที่มีผลกระทบใน กฟผ. เช่น การรับสมัครพนักงานใหม่ การโปรโมตตำแหน่งงาน การประเมินพนักงาน การสร้างทีมงาน การบริการลูกค้า การจัดสรรงบประมาณ การยอมรับ Innovative solution เป็นต้น
  • วันที่สองเป็นหัวข้อ Life Coach for Happiness and Success ของอาจารย์ จิมมี่ แรกๆยังไม่เข้าใจว่าการ Coach จะช่วยให้มีความสุขและความสำเร็จได้ยังงัย สุดท้ายก็ถึงบางอ้อว่า “เราต้องสร้างความสุขและความสำเร็จด้วยตัวเองเท่านั้น ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาสร้างเองก็ไม่สำเร็จแน่ๆ ศักยภาพในตัวเองที่มีทั้งหมดจะดึงมาใช้ได้อย่างไร นั่นแหละเป็นหน้าที่ของ Coach ที่ว่า” ก่อนที่พวกเราจะเข้าสู่บทเรียนที่ท้าทายเหล่านั้น อาจารย์จิมมี่ สอนให้พวกเรากอดกันอย่างถูกวิธี จงสวมกอดให้รู้สึกว่าได้อยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและมีความปรารถนาดีต่อกัน กอดนิ่งๆไว้สักพักแล้วค่อยคลายกอดออกจากกัน ถึงแม้คนที่เรากอดจะเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ก็มีความรู้สึกดีๆ และมีกำลังใจมากขึ้น เชื่อเลยว่าการกอดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่จริงๆ จะนำเอาใช้กับคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดบ้าง ช่วงเย็นเป็นงานเลี้ยง “มาลา พาเพลิน” ทุกคนต้องสวมหมวกเข้าร่วมงาน มีหลากหลายสไตล์จริงๆ งานวันนั้นสนุกมากเลยครับ ผ่อนคลายสุดๆไปเลย
  • วันสุดท้ายทุกคนต้องตื่นเต้นกันอีกรอบเนื่องจากต้องนำเสนอโครงการนวัตกรมเพื่อการพัฒนา กฟผ. สู่อนาคต โดยกลุ่ม3 ของเรานำเสนอเรื่อง “โครงการสร้างสังคมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหมา กฟผ.” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นใน กฟผ. โดยมีกระบวนการเรียนรู้ “Learn-Share-Care” อย่างต่อเนื่อง กับเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและนอก รวมทั้งการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง แล้วนำชุดความรู้ที่ได้เชื่อมโยงไปสร้างความรู้ความเข้าใจต่อชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมและยอมรับ เช่น กระบี่ เทพา ฯลฯ ขอบคุณสำหรับข้อแนะนำดีๆในวันนั้น ซึ่งจะนำเอามาปรับใช้ให้โครงการมีความสมบูรณ์มาขึ้น
  • สุดท้ายขอขอบคุณ ดร.จีระ และวิทยากร ทุกท่านที่ได้ปรับเปลี่ยน Mind Set ใหม่ๆ ให้กับผม และสร้างเสริมปัญญามากมาย ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง ขอบคุณเพื่อนๆที่เข้าอบรมทุกท่าน ที่มีโอกาสมาเรียนรู้ร่วมกันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ หวังว่าพวกเราคงรักษาสัมพันธภาพดีๆนี้ไว้ตลอดไป ขอบคุณครับ

วิศิษฎ์ ปฐมเจริญโรจน์
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

โดยใช้บริษัทลูกของ กฟผ. เข้าร่วมทุนในธุรกิจการจัดหานำเข้าถ่านหินและผลิตโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหิน

ชนินทร์ สาลีฉันท์
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

การอบรมช่วงที่ 6

1.ดูงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

ได้เห็นความเป็นมืออาชีพ ในการพัฒนาที่ดินที่ปลูกอะไรไม่ได้ เป็นนิคมอุสาหกรรมแนวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจที่เข้ามาดำเนินกิจการในนิคมฯ และการอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีปัญหาน้อยสุด

2.ช่วง อ.พจนารถ ซีบังเกิด

การ Coach ให้ประสบผลต้องทดลองทำด้วยตนเองก่อน ต้องหากระตุ้น ตนเองให้เกิดประกายความคิด แล้วค่อยนำความสำเร็จนั้น ไปดึงศักยภาพของลูกน้องในทีมงาน โดยเฉพาะพลังของการกอด

3.การนำเสนอโรงการเชิงนวัตกรรม

เป็นวิธีการฝึกทักษะ มุมมองต่าง เพื่อหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อมาเสริม ในเรื่อง CSR ที่ กฟผ.ทำอยู่ในปัจจุบันให้ประสบผลมากยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้ที่เข้าอบรมที่ไม่ได้ทำงานด้าน CSRโดยตรง โดยหวังว่า รวค. จะพิจารณานำไปประยุกต์ใช้ต่อไปครับ

การอบรมในครั้งนี้ ได้ความรู้ ต้องขอบคุณ อ.จีระ และทีมงาน

ได้เพื่อนใหม่ ต้องขอบคุณ พี่ๆ ที่น่ารักทุกท่าน

นายพรเทพ เรืองรัศมี
IP: xxx.158.167.153
เขียนเมื่อ 

สาระและสิ่งที่ได้เรียนรู้การอบรมช่วงที่ 6 (1-3 มิ.ย.59) ดังนี้ครับ

1.การศึกษาดูงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี

การบริหารจัดการทั่วไปของนิคมฯ อมตะ

นิคมฯ มีเนื้อที่พัฒนากว่า 40,000 ไร่ มีแหล่งผลิตไฟฟ้าในนิคมแบบ Cogeneration 2 unit มีระบบกักเก็บน้ำหรือผลิตน้ำ เก็บที่บ่อน้ำใหญ่ ๆ 2 บ่อ เก็บน้ำประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตในพื้นที่ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนอีก 15 ล้านลูกบาศก์เมตรจะเช่าพื้นที่ชาวบ้านผลิตเพื่อให้พร้อมสำรับการตั้งโรงงาน ถือเป็นนิคมที่ประสบความสำเร็จมากพอสมควร

มุมมองด้านการทำธุรกิจของอมตะนค

การพัฒนาพื้นที่ดินเล็กๆ เพื่อทำนิคมอุตสาหกรรมและขยายใหญ่ขึ้นมาเป็นอมตะนคร ได้ในปัจจุบันต้องชมเชยวิสัยทัศน์ของคุณวิกรม กรมบัณฑิต ที่สามารถมองการณ์ไกลและเห็นช่องทางการนำโรงงานมาอยู่ที่เดียวกันมีการจัดสรรที่ดินไว้ให้ ระบบสาธารณูปโภค ระบบระบายน้ำทิ้ง ต่างๆ ไว้พร้อมทำให้ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้าง GDP ให้ประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทำให้มีการจ้างแรงงานไทยเป็นจำนวนมากนับว่าอมตะนครช่วยให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตต่อเนื่อง

นอกจากนี้การเว้น Life of way เพื่อปลูกต้นไม้ ถือว่านิคมฯ ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเมืองวิทยาศาสตร์ขึ้นมานั่นคือให้ความสำคัญกับ R&D อีกด้วย

ดังนั้น นิคมแห่งนี้สมชื่อคือ คงอยู่เป็นอมตะต่อไป เพราะทำให้ให้โรงานอุตสาหกรรมได้อยู่คู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน

2. การรับฟังบรรยายเรื่อง Life of coaching โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด

ส่วนที่ 1 ได้เรียนรู้วิธีกอดอย่างไรให้รู้ว่ารัก และกอดอย่างไรจึงจะเหมาะสมและสุภาพ ซึ่งการกอดระหว่างชาย-หญิง ระหว่างสูง-ต่ำ ระหว่างคนสูงไล่เลี่ยกัน การกอดให้สุภาพจะแตกต่างกัน ซึ่งเรื่องนี้มีประโยชน์ต่อการเข้าสังคมในอนาคตที่จำเป็นต้องแสดงความรักความรู้สึกที่มีต่อกัน ได้อย่างดี นอกจากนี้ได้เรียนรู้

Five love language คือ 1. บอกรักด้วยคำพูด 2. การซื้อของฝากของขวัญ

3. ชอบการบริการ 4. ให้เวลา 5. การแสดงความรักจากการกอด

ส่วนที่ 2 Life of coaching สรุปสาระที่ได้รับดังนี้

1. Coaching เป็นการทำงานร่วมกันของ Coacher กับ Coachee เพื่อให้เกิดการะบวนการคิดสร้างสรรค์ ทำให้ Coachee แสดงศักยภาพที่ถูกบดบังอยู่ออกมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

2. ความเก่งในการ Coach คือคนที่เรา Coach สามารถนำศักยภาพของเขาออกมาใช้ตามที่เขาได้เรียนรู้ได้มากที่สุด ทำให้สามารถก้าวข้ามความกลัวของตนเองออกมาได้ (ความกลัว หรือ Fear มี 3 ลักษณะ คือ 1. Fear of not good enough – กลัวไม่ดีหรือเก่งพอ 2. Fear of not being loved – กลัวไม่เป็นที่รัก 3. Fear of not belong too – กลัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง /กลัวเขาไม่รับเข้าพวก)

3.การเตรียมตัวในการ Coach คือ ต้องเตรียมหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน มีการวางแผนงาน มีความกล้าหาญที่จะ Coach แม้ผู้นั้นจะเก่ง ดีกว่าหรือมีตำแหน่งสูงกว่าก็ตาม สามารถสร้างทีมงาน อละต้องมีคุณธรรม การจะไป Coach ใครนั้น ต้องปรับปรุงตัวเราเองให้พร้อมก่อน

4.ความสามารถในการ Coach อธิบายรูปของสมการได้ดังนี้

Performance = Potential-Interfere กล่าวง่ายๆ คือ ความสามารถคือศักยภาพลบด้วยอุปสรรคที่ขวางกั้น ดังนั้นหากเราลด Interfere ออกมากเท่าใด ความสามารถในการ Coach ของเราจะมากขึ้นตาม

5.การทำ Group coach สิ่งสำคัญคือต้องปรับ Mindset ของทีมให้มีเป้าหมายเดียวกันก่อน จึงจะทำให้ Group Coaching ประสบความสำเร็จได้

ส่วนที่ 3 People Management and Engagement ซึ่งแนวทางการสร้างความผูกพันธ์ที่สำคัญมีดังนี้

1. การสร้างความสัมพันธ์ (Rapport) จนทำให้เขาเชื่อใจ 2. ฟัง (Listen) เพื่อหามุมมอง 3. ถาม (Ask) เพื่อความกระจ่างชัด 4. Mindset ความยืดหยุ่นทางพฤติกรรม หมายถึงเราต้องสามารถปรับตัวเข้าหาคนอื่นได้


ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์จิระฯ และคณะที่ได้ช่วยสอน แนะนำ และบริหารจัดการโครงการ EADP12 ได้ประสบความสำเร็จอย่างดี ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริง แต่การที่จะไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของคนในองค์การขนาดใหญ่อย่าง กฟผ. คงต้องใช้เวลา แต่คิดว่าสักวันนึงคงประสบความสำเร็จ และทำให้ กฟผ. เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของชุมชนและสังคม เป็นองค์กรที่สามารถพัฒนาไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืนตลอดไป..... ขอขอบคุณ อ.จิระฯ และทีมงานอีกครั้งครับ

ประสิทธิ์ จ่างพันธุ์
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

ชอบวิสัยทัศน์ของคุณวิกรมฯ “green and clean” ไม่คิดกอบโกยผลประโยชน์ โดยได้กำหนดให้บริเวณโซนด้านหน้าต้องให้ปลูกต้นไม้ เพื่อบังโรงงาน สร้างสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ นักลงทุน ชุมชนรอบข้างนิคมฯ รวมทั้งการช่วยเหลือสังคม ทำให้สามารถขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ออกไปได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่มีการต่อต้านจากชุมชน..... ซึ่งทำให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างสงบและสุข..........

Life Coaching เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อเป็นเพื่อนร่วมเดินทางพาผู้ได้รับการโค้ชจากจุดที่อยู่ปัจจุบัน ไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในทุกด้านของชีวิต ด้วยการกระตุ้นและจุดประกายความคิด โดยใช้ทักษะและกระบวนการที่สร้างสรรค์ในหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชตระหนักรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ด้วยตนเอง เข้าใจและขจัดอุปสรรคที่อาจมีภายในตัวตน ตัดสินใจเลือกโดยอิสระ เพื่อนำเอาศักยภาพและความสามารถที่มีและอาจยังซ่อนอยู่ ออกมาใช้พาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างสมดุล มีจริยธรรม มีความสุขและอิ่มเอม.......

ภาษาโค้ชคือภาษาที่พูดไปข้างหน้า ไม่ตัดสิน และให้เกียรติเขาอยู่เสมอ ในการโค้ชจะไม่ใช้คำถามว่าทำไม แต่จะถามว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ Conversation ภาษาโค้ชสำคัญมาก จะทำให้สบายใจหรือไม่สบายใจได้แล้ว

จิตที่บริสุทธิ์คือจิตที่ว่างเปล่า แต่การที่เราอยากเป็นคนโน้นคนนี้แสดงว่ามีกิเลสอยู่.....

นายอิทธิชัย ดิศวนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล-ปฏิบัติการ
IP: xxx.68.6.74
เขียนเมื่อ 

1. ส่วนของการดูงาน อมตะนคร โดยส่วนตัวดูงานที่นี่เป็นครั้งที่ 4 ทุกครั้งก็จะได้แนวคิดและสิ่งที่ดีกลับมาทุกครั้ง การสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ให้ Green & Clean คงเป็นความท้าทายต่อธุรกิจ รวมทั้งท้าทายต่อภาครัฐด้วย ระหว่างเหมืองแม่เมาะ กับโรงงานอุตสาหกรรม จะเลือกอะไร 555

วิธีคิดของคุณวิกรม นอกจากธุรกิจที่มีกำไรและยั่งยืนแล้ว ยังต่อยอดถึงการลงทุนเรื่องแนวคิดให้ได้รับการตอบสนองจากทั้งผู้นำประเทศ ผู้นำด้านธุรกิจ รวมถึงระดับต่างประเทศไปด้วย ช่วงทศวรรษที่ผ่านมานอกจากธุรกิจแล้ว วิธีคิดของคุณวิกรมยังชี้นำถึงผู้บริหารของประเทศด้วย เมื่อหลายปีก่อนที่ผมมาดูงานที่สถาบันฝึกอบรม ขระนั้นพูดถึง Candidate นายกรัฐมนตรี มีชื่อของคุณวิกรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ครั้งนั้นก็จะมีประเด็นของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณวิกรมท่านก็ต้องออกมาชี้นำวิธีคิดของท่านทุกครั้ง

2. Life Coaching อาจารย์จิมมี่ เดิมผมตั้งใจว่าจะพยายามใช้เวลาทำงานที่ค้างอยู่ ด้วยเห็นว่าอาจารย์ส่วนใหญ่ก้อแค่มานั่งบรรยายหลักสูตรพัฒนาผุ้บริหารของตนเอง แต่คิดผิด ผมกลับนั่งติดตามตลอด ผมเคยมีประสบการณืไม่มั่นใจตนเอง ไม่คิดว่าตนเองจะมีศักยภาพ ผมเพิ่งเข้าใจว่าเราพัฒนาต่อสู้กับวิธีคิดของตนเองอีกครั้ง

ผมมีวันนี้เพราะมี Coach ที่ดี พ่อแม่ ครู อาจารย์ หัวหน้างาน หรือตนเอง

ประเด็นอย่างที่อาจารย์จิมมี่ว่าไว้ครับ เริ่มที่ตนเองก่อนครับ

3. การนำเสนอโครงการ เป็นการท้าทายในทำงาน กฟผ. มากครั้งหนึ่ง การทำงานในหัวข้อที่ท้าทาย การทำงานร่วมกับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายที่มีความรู้ความสามารถ การทำงานกับวิธีคิดของอาจารย์จิระ การ Comment จากผู้บริหาร เมหือน Defence ปริญญาโทเลย

ทุกกลุ่มพูดถึงประเด็นการสนร้างโรงไฟฟ้า CSR. ของ กฟผ. ทุกกลุ่มพูดถึง 3 ประเด็นหลัก

1. พัฒนากระบวนการทำงาน และเปลี่ยนวิธีคิดในรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็น Outside In ชาวบ้าน ชุมชน ผู้มีความรู้ และ NGO. โดยไม่ติด SILO ของอาชีพ ตำแหน่ง และหน่วยงาน

2. พัฒนาในเชิงความร่วมมือ มากกว่าการคัดคานซึ่งกันและกัน ใช้ความคิด ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อกัน

3. พัฒนาตัวบุคคล พัฒนา Mindset ของ บุคลากร กฟผ.

เพิ่มประเด็นที่ 4 ของ อาจารย์จิระ กฟผ. ต้องต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง

ของคุณอาจารย์และทีมงานทุกคนครับ

วิศิษฎ์ ปฐมเจริญโรจน์
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

วันที่ 1 มิ.ย. 59 เยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี

การบริหารจัดการธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 ด้วยเงินลงทุน 120 ล้านบาท เดิมชื่อนิคมบางปะกง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น อมตะนคร คำว่า อมตะ เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า "นิรันดร" หรือ "กัลปาวสาน" คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และทีมงานบริหารทุกท่านมีความมุ่งมั่นในการให้บริการแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และหุ้นส่วนทางธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ด้วยอุดมการณ์ความมุ่งมั่นด้านการให้บริการ

นอกจากในนิคมจะมีโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องที่พักอาศัย ร้านค้า และแหล่งช็อปปิ้ง นอกจากนั้นยังมีสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสาธิตเกษตร (พหุภาษา) สมาคม วาย.ดับเบิลยู.ซี.เอ และสถาบันฝึกวิชาชีพช่างเทคนิคไทย-เยอรมัน ในนิคมอมตะนคร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในนิคมอมตะ ซิตี้ ที่โดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใด ในนิคมอมตะนคร มีสนามกอล์ฟ ที่ได้มาตรฐานระดับโลก อมตะ สปริง คันทรีคลับ ที

จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อมตะจึงได้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม ชื่อว่า นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว มีทำเลเยี่ยมติดกับทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งเชื่อมต่อถึงทางภาคใต้และภาคเหนือของเวียดนาม นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว มีการลงทุนมากกว่า 1.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมีพนักงานมากกว่า 25,000 คน

โครงการนิคมอุตสาหกรรมของอมตะทั้ง 3 แห่ง ได้แก่

•นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ประเทศไทย

•นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ประเทศไทย

•นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว ประเทศเวียดนาม

จากวิสัยทัศน์ของท่านวิกรมฯ “green and clean” ไม่คิดกอบโกยผลประโยชน์ โดยได้กำหนดให้บริเวณโซนด้านหน้าต้องให้ปลูกต้นไม้ เพื่อบังโรงงาน สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ นักลงทุน ชุมชนรอบข้างนิคมฯ รวมทั้งการช่วยเหลือสังคม ทำให้สามารถขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ออกไปได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่มีการต่อต้านจากชุมชน

กฟผ. เราได้ดำเนินการมาในแนวทางเดียวกันแต่ด้วยข้อจำกัดที่ เป็นองค์กรของรัฐ การดำเนินการต่างๆ มีระเบียบข้อบังคับ มีหน่วยงานมาตรวจสอบทำให้การดำเนินงานไม่คล่องตัวเหมือนกับเอกชน สำหรับโรงไฟฟ้าอมตะบีกริมเพาวเว่อร์ฯ เป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้ามาแล้ว 4 ปี ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโลโลยีใหม่ มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับ โรงไฟฟ้าใหม่ๆ ของ กฟผ. แต่ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ โรงไฟฟ้าอมตะบีกริมฯ จะใช้พื้นที่ไม่มาก ไม่มี facility ไม่มีพื้นที่สีเขียวในโรงงาน ไม่มีบริเวณที่ต้องดูแล ไม่ต้องมีโรงงานซ่อมบำรุงใหญ่ ไม่ต้องใช้พนักงานมากมาย ฯลฯ ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตได้มาก

วันที่ 2 มิ.ย. 59 หัวข้อ Life coach for happiness and success

และ People Management and Engagement

โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้ก่อตั้ง Jimi The Coach และThailand Coaching Academy

วิธีการแสดงภาษารัก มี 5 วิธี คือ

1.การกอด (physical touch)

2.การพูด (word of affirmation)

3.การให้ของฝาก,ของขวัญ (present gift)

4.การให้บริการ (act of service) เช่น การรับ-ส่ง ฯลฯ

5.การให้ความสำคัญ (quality of time)

What is coaching การโค้ชเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อกระตุ้น และจุดประกายความคิด ด้วยกระบวนการที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ช เกิดแรงบันดาลใจ ในการที่จะนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ถูกบดบังหรือซ่อนอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การโค้ช ต้องมีจริยธรรม ต้องดีต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อสังคม

Coach ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าผู้รับการโค้ช แต่เป็นการช่วยดึงศักยภาพของผู้รับการโค้ชออกมา

ผู้นำที่จะนำผู้อื่นได้ ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ

-ต้องนำตัวเองก่อน (leading self)

-ต้องนำทีมงานได้ (leading team)

-ต้องนำองค์กรได้ (leading organization)

ตัวอย่าง การเดินทางสู่ความสำเร็จที่มีความสุขในทุกก้าว ไปสู่เป้าหมาย มีครอบครัวที่อบอุ่น รักและเข้าใจกัน

คุณสมบัติ : รักครอบครัว ,เข้าใจผู้อื่น,เสียสละ

ความเชื่อ : ครอบครัวเป็นสุ ทุกอย่างจะสำเร็จอย่างสมบูรณ์

ค่านิยม : เดินทางสายกลาง, ความรักคือการให้

ความต้องการ : ความรักความเชื่อมโยง ,ความมั่นคง

ความกลัว : กลัวคนไม่รัก, กลัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง

การทำงานใน กฟผ. การเป็นผู้นำที่ดีจะต้องสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นผู้โค้ช และผู้รับการโค้ช โดยบุคคลิกทั้ง 2 อย่างนี้ จะช่วยให้การบริหารทีมงานและการพัฒนาตนเอง ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย วิสัยทัศน์

“เป็นองค์การชั้นนำในกิจการไฟฟ้าในระดับสากล”

อำนวย แสงวิโรจนพัฒน์
IP: xxx.158.167.150
เขียนเมื่อ 

Life Coach for happiness and success โดย อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

ได้เรียนรู้ว่า การโค้ชเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโคช เพื่อกระตุ้น จุดประกายความคิด ให้เกิดแรงบันดาลใจให้ผู้รับการโค้ชดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้เป็นโค้ชต้องมีจริยธรรมโดยดูว่าเป้าหมายที่ทำนั้น ดีกับตัวเอง ดีกับคนอื่น ดีกับสังคมและจริยธรรมหรือไม่
การเป็นโค้ชที่ดีต้องมี Competencies อะไรบ้างต้องทำอย่างไร เช่น การสร้างความสัมพันธ์ การฟัง การถาม ความเชื่อ ความสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ เป็นหลักสูตรที่ดีในการนำไปโค้ชตนเอง และผู้ร่วมงานได้

บุญเสริม แจ้งอรุณ
IP: xxx.158.166.148
เขียนเมื่อ 

วันที่ 1 มิ.ย. 59 เยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี

การบริหารจัดการธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

ธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องประสานงานหลายด้าน พบคนหลายอาชีพ ต้องผ่านเรื่องต่างๆ มามากมาย เพื่อให้ได้พื้นที่มาพัฒนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเจรจากันอย่างง่ายๆ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ก็เช่นกันต้องการการยอมรับจากชุมชน เพื่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่ด้วยบริบทที่ต่างกัน ความยากง่ายในการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาจึงไม่เหมือนกัน

วันที่ 2 มิ.ย. 59 หัวข้อ Life coach for happiness and success

โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด ผู้ก่อตั้ง Jimi The Coach และThailand Coaching Academy

ศักยภาพที่ไม่มีในคนใด เป็นเรื่องยากที่จะทำการ Coaching ให้คนนนั้นแสดงศักยภาพที่ว่าได้ ตัวอย่างเช่น Coach ที่อยู่ใน Youtube ยังไม่กล้าร้องเพลง ดังนั้นหากได้ทำการ Coaching แล้วไม่สำเร็จ ต้องพิจารณาความมีอยู่ของศักยภาพนั้นเหมือนด้วย

ธีรศักดิ์ รุ่งแสงจันทร์
IP: xxx.68.6.123
เขียนเมื่อ 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ ช่วงที่ 6

การดูงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

  • เป็นการทำธุรกิจที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งลูกค้าและชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง เป็นการดำเนินธุรกิจที่ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน แต่เป็นไปในลักษณะพึ่งพาอาศัย ดังนั้นอมตะนคร จึงได้ประสบความสำเร็จ มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ

การเรียนรู้เรื่อง Life Coach for Happiness and Success

  • ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงวิธีการ Coaching ต้องทำงานร่วมกันระหว่างโค้ชและผู้ได้รับการโค้ช เพื่อกระตุ้นและจุดประกายความคิด เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชเกิดแรงบันดาลใจสามารถนำเอาศักยภาพและความสามารถที่ซ่อนอยู่ ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
พงษ์ชัย โชติสกุลสุข
IP: xxx.158.166.148
เขียนเมื่อ 

ความน่าสนใจอยู่ที่ทุกกลุ่มโครงการออกไปในแนวเดียวกันคือ CSR

เพราะเหตุใด เนื่องจากงาน Project เป็นงานที่เสนอในเชิงแนวคิด ที่งานต่อการเขียนโดยไม่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ วิทยาศาสตร์ ประเด็นจึงอยู่ที่แนวคิดนี้ realistic แค่ไหน

นี่คือสิ่งที่ต้องการการประเมินในเชิงการทดลอง

ข้อสำคัญจากการดำเนินงานจึงตกอยู่กับผู้ทำงานกลุ่มที่ได้รับเอาความคิดของผู้บริหารที่ได้ไปสัมภาษณ์มา ความคิดนี้กลั่นจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ความคิดบางอย่างเป็นกรอบระดับองค์กรที่น่าสนใจยิ่งเช่น นวัตกรรมในเชิงบริหาร กฟผ.มีนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์แต่ไม่มีเชิงบริหารเลย หรือแม้แต่เชิงสังคม ทั้งที่ลงทุนมหาศาลและเข้าหาปราชญ์ชาวบ้าน แล้วนวัตกรรมเชิงปัญญาที่สร้างรายได้ให้องค์กรล่ะ

ธานี วงศ์พลกานันท์
IP: xxx.68.6.125
เขียนเมื่อ 

การเขียน วันนี้ก็ล่วงมาหลายวัน แต่ก็น่าจะกระตุ้นเตือนความจำว่าในการรับความรู้ ได้มีมุมมองอย่างไรในวันนั้น

สิ่งเรียนรู้ ในช่วงที่ 6

อมตะนคร

เป็นการจัดการนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่การประสานประโยชน์และการมุ่งเน้นวิสัยทัศน์ จะเห็นว่าการที่เชิญประธานคณะกรรมการฯ ในระยะแรกจำเป็นต้องอาศัยระบบอุปถัมภ์ ซึ่งต่อมาจะมุ่งสู่อาเซียน จะเชิญ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นประธานฯ ส่วนมี่สำคัญต้องดูแลชุมชนอย่างไร ให้ยอมรับการที่ชุมชนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิม อย่างสมดุล

Life Coach

โค้ช จิมมี มีบุคลิกที่เด่น ในการสร้างความเชื่อมั่นว่าจะโน้มน้าวให้ คนที่ถูกโค้ช ใช้ศักยภาพในตนเองออกมาให้มาที่สุด ซึ่ง โค้ชบอกว่า ไม่เหมือน counseling หรือ การสอนงาน แต่ที่จริงในความคิดเห็นมีความใกล้เคียงกันมาก โค้ชจิมมี่ สอนให้มองคนในมุมมองต่างๆ ซึ่งเรามักลืมไป มองเฉพาะมุมของเราเท่านั้น ได้ประโยชน์ครับ เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ที่ทำงานได้ กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้

ช่วงเสนอ นวตกรรม

ได้มุมมองของแต่ละกลุ่มที่นำเสนอ ที่น่าสนใจ โดยเน้นด้าน CSR ส่วนการนำไปปฎิบัติได้เพียงใดต้องนำเติมเต็มโดยผู้เกี่ยวข้องต่อไป


นายวันชัย คณาสิทธิบุญ ช.อปท.
IP: xxx.68.6.74
เขียนเมื่อ 

นายวันชัย คณาสิทธิบุญ ช.อปท. (EADP 12)

สรุปผลการอบรม ช่วงที่ 6 1 – 3 มิถุนายน 2559

วันที่ 1 มิ.ย. 59 เยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี

ข้อคิดเห็นจากการเรียนรู้

- ความสำเร็จในสร้างธุรกิจ จากเริ่มต้นจนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค จำเป็นต้องใช้ความมุ่งมั่น มานะอุตสาหะ ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรค ผ่านวิกฤตมากมาย จึงสามารถประสบผลสำเร็จได้

- การมีวิสัยทัศน์ของผู้นำ -มองเห็น-คาดการณ์ วิกฤตและโอกาสได้อย่างถูกต้อง) การบริหารจัดการที่ดี การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะพนักงาน ความมุ่งมั่นสร้างตัว ทำให้ประสบผลสำเร็จได้

- นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่นับหมื่นไร่ มีสาธารณูปโภคครบ มีการบริหารจัดการที่ดี การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง


วันที่ 2 มิ.ย. 59 หัวข้อ Life coach for happiness and success

และ People Management and Engagement

ข้อคิดเห็นจากการเรียนรู้

- Life Coach เป็นการ coach ให้เราค้นพบศักยภาพภายในของเรา เอาชนะความกลัวหรือข้อจำกัดที่สกัดกั้นการใช้ศักยภาพนั้น เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ สามารถใช้พัฒนาผู้นำขององค์กรชั้นนำให้มีเป้าหมายแห่งความสำเร็จ และมุ่งสู่เป้าหมายนั้นด้วยการดำรงตนอย่างแข็งแรงจากภายใน มีพลัง สามารถนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้ โดยบรรลุทั้งเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายขององค์กรอย่างสอดคล้องมีจริยธรรม และมีความสุข

  • มีพลังในการลงมือทำเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมาย
  • ตัดสินใจอย่างเฉียบคม บนพื้นฐานของจริยธรรม
  • บริหารชีวิตและงานอย่างสมดุลและสอดคล้องในทุกด้าน
  • เข้าใจและเห็นคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง และผู้อื่น
  • ใช้ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์
  • มีความสุขได้ในแบบฉบับของตนเอง

วันที่ 2 มิ.ย. 59

นำเสนองานกลุ่ม : วิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจและบทเรียนจากหนังสือเล่มที่ 4

HBR’s Must Reads The Definitive Management Ideas of the Year from Harvard Business Review

กลุ่มที่ 1 The Authenticity Paradox

เป็นผู้แทนกลุ่มที่ 1 นำเสนอบทความเรื่อง The Authenticity Paradox - ความขัดแย้งในตัวตนที่แท้จริง

Paradox ความหมายคือความขัดแย้ง เป็นอะไรที่เป็นความขัดแย้งกับตัวตนของเรา

Authenticity เป็นเสมือนมาตรฐานสำคัญของการเป็นผู้นำ (Leadership)

Self Authenticity คือตัวตนที่แท้จริงของเราว่าเป็นอย่างไร กับ Leadership Authenticity คือ ผู้นำที่แท้จริง ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีการปรับให้เหมาะสมเพราะบางครั้งไม่สามารถใช้ Self ใน Leadership ได้

หลักการเหตุผล

1. การมีตัวตนที่แท้จริง และแสดงตัวตนที่แท้จริง เป็นคุณลักษณะสำคัญของ Leadership ผู้บริหารหรือผู้นำหลายท่านยังติดกับ Comfort zone อยู่ การทำอย่างนั้นจะปิดโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ถ้ายึดติดกับตัวตนเดิมโดยไม่ยึดว่า Environment เปลี่ยนอย่างไรจะปิดกั้นการพัฒนาตัวเอง

2. การเปลี่ยนตัวตนในฐานะผู้นำอาจเหมือน Fake ในขั้นแรก แต่การปรับให้สอดคล้องกับ Authenticity ก็จะเป็นผู้นำแบบมีความเป็นตัวของตัวเองได้

3. สิ่งที่ต้องต่อสู้เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ลักษณะงานเปลี่ยน มีความคาดหวังในลักษณะผู้นำแตกต่างกัน ดังนั้นภาพลักษณ์จึงสำคัญในการต่อสู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ทำงานในฐานะผู้นำ

จาก Research IBARA พูดว่าการออกจาก Comfort zone ต้องใช้ความกล้า ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าไปเจอ Environment ที่เราไม่มั่นใจจะกลัว ต้องออกจาก Comfort zone ให้ได้ การออกจาก Comfort zone เป็นการ Learning

นำเสนอผลงานกลุ่ม

“ผลงานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนากฟผ.สู่อนาคต”

กลุ่มที่ 1 โครงการการสร้างเครือข่าย กฟผ. ผ่านปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน

มุ่งหวังเป็นยุทธศาสตร์คู่ขนานไปกับยุทธศาสตร์หลักของ กฟผ. ด้าน CSR

รายละเอียดตามที่สรุปด้านบน