ฉลอง100 ปี มัสยิดยาบัลโรดเห๊ราะหม๊ะ โบราณสถานทรงคุณค่าประวัติศาสตร์จังหวัดสงขลา

เที่ยวทั่วสงขลาปักษ์นี้ต้อนรับเดือนรอมฎอน เราไปทำความรู้จักกับมัสยิดยาบัลโรดเห๊ราะหม๊ะกัน มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดขนาดใหญ่ของบ้านหัวเขา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา และเมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมามีการจัดงานฉลอง 100 ปีมัสยิดแห่งนี้ มัสยิดแห่งนี้ถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของพี่น้องชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา

โบราณสถานนั้นถือเป็นมรดกที่ทรงคุณค่าสำหรับมนุษย์ชาติ เพราะสามารถบอกเอกลักษณ์ ให้เรารู้ ที่มา สถานที่ตั้ง ชนชาติ ความเชื่อ ศาสนา ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชุมชนนั้นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลวิชาการ สะท้อนเรื่องราวในอดีตประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ซึ่งเป็นเครื่องแสดงประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ของชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งด้านสังคมเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ความภาคภูมิใจของคนในสังคม ศูนย์รวมจิตใจของคน

มีข้อดีมากมาย เราออกเดินทางกันดีกว่า วันนี้มีเทศกาลอาหาร 2 ทะเล รถค่อนข้างติดพอสมควร จะไปบ้านหัวเขาซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม ก็ต้องถามหาผู้รู้หน่อย บังร่อเหตุ เลขาท่านนายกนิพนธ์ บุญญามณี บอกเราว่ามีบังเดช ที่พอจะแนะนำเราได้ ไม่รอช้า เราโทรหาบังเดช ปลายสายบอกว่าขณะนี้อยู่ที่บ้านหัวเขาพอดี บังถามกลับมาว่าเราข้ามแพมาหรือยัง

บอกบังไปว่ากำลังจะขึ้นแพขนานยนต์ บังเดช ท่านก็ใจดีรอเราอยู่ฝั่งบ้านเขาหัว เพราะเวลานัดวันนี้ใกล้เวลาละหมาดเต็มที ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่เราเลือกช่วงใกล้พลบค่ำไปเก็บภาพ

บรรยากาศยามเย็นบนแพขนานยนต์ แสงอาทิตย์ส่องกระทบน้ำทะเล แตกเป็นสีรุ้งสวยงามมากๆ มีผู้คนจำนวนมากกำลังรอข้ามแพขนานยนต์ไปกับเราเพราะเป็นช่วงเลิกเรียน และเลิกงาน มีทั้งมอเตอร์ไซต์ของผู้ปกครอง รถยนต์ คนทำงาน และเด็กนักเรียน ค่าบริการข้ามแพ ถูกแสนถูก 20 บาทเป็นการบริหารจัดการจากอบจ.สงขลา

ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเราก็ไปถึงฝั่งบ้านหัวเขา ที่นี่เป็นชุมชนมุสลิม เสน่ห์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมมีให้เห็น ที่นี่ยังทำประมงเป็นหลัก และที่น่ารักคือเราเจอแพะฝูงใหญ่ในชุมชน

การเดินทางเข้าไปยังมัสยิดค่อนข้างจะยากนิดหนึ่งสำหรับคนที่ใช้รถยนต์ เพราะถนนค่อนข้างแคบ สภาพทั่วไปบ่งบอกให้เราทราบว่าที่นี่เคยเป็นชุมชนใหญ่มาก่อน มัสยิดอยู่กลางชุมชน รอบๆ ติดกับบ้านเรือนผู้คน

เพราะมีคนนำทาง ได้ประสานงานล่วงหน้า เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี มีผู้ดูแลมัสยิดเชิญไปพบคณะกรรมการมัสยิดที่รอเราอยู่

จากคำบอกเล่าของคุณอารีย์ คณะกรรมการมัสยิดฯและศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ทำให้ทราบว่า จากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คาดว่ามัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะ สร้างในราวรัชสมัยของสุลตาน สุลัยมาน ชาฮ์ (ประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๓-๒๒๐๓) เมื่อมีการยกเขตรอบนอกเมืองสิงหนครเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลสาบสงขลาสำหรับกันทัพเรือของเมืองปัตตานี ต่อมาเป็นมัสยิดร้างเสียเมื่อคราวสมัยสุลตานมุซตาฟา ชาฮ์ ทำสงครามพ่ายแพ้แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา มัสยิดหลังแรกซึ่งสร้างในรัชสมัยสุลตานสุลัยมาน ชาฮ์นั้น เข้าใจกันว่าสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ปูพื้นด้วยกระเบื้องแบบไทย ขนาดกระเบื้องเป็นรูปจัตุรัสกว้างยาวประมาณ 1 ศอกยังปรากฏหลักฐานมาจนถึงปัจจุบันนี้

ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 พระยาวิชิตภักดี(มรหุมมุดา)เจ้าเมืองไชยาผู้เป็นเหลนของสุลตาน สุลัยมาน ชาฮ์ ได้เทครัวอพยพชาวเมืองไชยาบางส่วนหลบหนีการจับกุมของทัพพม่า มาตั้งหลักอยู่ที่บ้านหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นเมืองร้าง มีการสร้างบ้านเรือนแบบเดิมคือสร้างบ้านเรือนในน้ำและสร้างมัสยิดไว้บนยอดเขา แต่เดิมบนยอดเขานั้นมีกองอิฐคล้ายกับป้อมปราการ รื้อลงเสียเมื่อคราวมีการสร้างมัสยิดหลังปัจจุบัน มัสยิดที่สร้างโดยพระยาวิชิตภักดีนั้นเห็นจะไม่มั่นคงแข็งแรงด้วยรีบสร้างให้ทันการประกอบศาสนกิจ ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏแค่ซากกองอิฐจำนวนมากปูทับกัน มัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะหลังต่อมาคงจะสร้างในรัชกาลที่ 4 คงจะไม่เกินเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเมืองสงขลาในคราวแรก ซึ่งในครั้งนั้นมีรายงานว่าราษฎรเมืองสิงหนครได้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทด้วย และปรากฏในคำบอกเล่าต่อมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ที่สองเสด็จออกทอดพระเนตรบ้านเรือนราษฎรชาวไทยมุสลิมซึ่งนิยมปลูกเรือนในทะเลสาบสงขลา ที่ราบในบริเวณนั้นจึงใช้เป็นที่สร้างมัสยิดและกุโบร์(ที่ฝังศพ) มัสยิดหลังนั้นสัณฐานคล้ายพระที่นั่งสุทไธสวรรค์ในพระบรมมหาราชวัง มีแท่นมิมบัรสำหรับดะโตะคอเต็บขึ้นแสดงธรรม ไม่มีผนังและไม่มียอด มีแต่เพียงหลังคาทอดแนวยาวไปทางทิศตะวันออก-ตะวันตก เข้าใจว่าคงจะมีการสร้างใหม่ทับพื้นที่มัสยิดหลังเดิม

พ.ศ. 2470 มัสยิดหลังเก่าชุดรุดทรุดโทรมลลงมาก ปวงสัปบุรุษจะจัดให้การสร้างมัสยิดแห่งใหม่ในสถานที่ปัจจุบันมีขนาดเป็นรูปจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 15 วา ข้างหน้ามีมุขเด็จสำหรับแขวนกลองขนาดใหญ่ใช้ตีบอกเวลาในการปฏบัติศาสนกิจและการทำกิจกรรมสำคัญๆ การตีกลองมีความสำคัญมากเป็นการบอกเวลาในการทำกิจกรรมเช่น ตีกลอง 5 ครั้งแทนการอะซาน(การเรียกร้องให้มุสลิมมาละหมาด) เป็นต้น

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2492 กรมศาสนาได้ขึ้นทะเบียนมัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะเป็นมัสยิดตามกฎหมายตาม พรบ.มัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2492

ในปี พ.ศ. 2518-2520 มัสยิดหลังเก่าได้อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี(ในขณะนั้นเป็นดะโตะอิหม่าม มัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะ) จึงได้มีการประชุมสัปบุรุษอีกครั้งปรากฏตามจดหมายเหตุความว่า จึงดาโตะอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ธรรมการประจำมัสยิดทั้งนั้น ก็ปฤกษากิจการด้วยปวงสัปบุรุษแห่งเมืองสิงหนคร กับทั้งพ่อค้าวาณิชย์ทั้งไทย มลายู จีน อาหรับ เห็นพร้องต้องกันให้ขยายเขตมัสยิดออกไป จึงพ่อค้าชาวอาหรับชื่อเชคอับดุลลาตีฟ ได้มีศรัทธาบริจาคเงินกองหนึ่งเป็นทุน สำหรับให้ก่อสร้างมัสยิดอันเป็นถาวรสืบไป ครั้นปฤกษากันแล้วเสร็จ ดาโตะอิหม่าม อาศิล พิทักษ์คุมพล ก็ปฤกษาให้ครูเยื้อน โรงเรียนบ้านหัวเขาเขียนโครงมัสยิด ให้มีโดมอย่างสูงตามอย่างมัสยิดในนครเมกกะ 1 โดมกว้างตามแบบนครมะดีนะ1 แล้วให้มีโดมตามแบบไทยเป็นจัตุรัส1 กระเบื้องมุงนั้นท่านสั่งมาแต่เมืองเพชรทั้งสิ้น ปัจจุบันมัสยิดยาบัลโรดเหร๊าะหม๊ะ ทรุดโทรมลงตามกาลเวลาอันเนื่องมาจากขาดการบูรณะมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี แต่มัสยิดนี้ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์อย่างเดิมไว้ทุกประการ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันมัสยิดยาบัลโรดเห๊ราะหม๊ะ ใช้เป็นสถานที่สอนตาดีกาให้กับนักเรียนในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทางคณะกรรมการต้องการให้อบจ.สงขลา เข้าไปช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์ด้านเครื่องเสียงและสื่อเทคโนโลยีทางด้านการเรียนการสอน และได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวผ่านคณะผู้บริหารแล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Classified Ad For kittiyanee-sommai



ความเห็น (0)