GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์

กลยุทธ์คือการทำงานให้สำเร็จภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด คำว่ากลยุทธ์และยุทธศาสตร์มีความหมายอย่างเดียวกันแต่กลยุทธ์ใช้กับองค์การหรือหน่วยงานเล็กๆ แต่ยุทธศาสตร์ใช้กับองค์การใหญ่ๆหรือระดับชาติ
Results Based Management (RBM)
RBMหมายถึงกระบวนการที่จะต้องนำมาใช้ในการสร้างกลยุทธ์เพื่อนำเอากลยุทธ์ที่สร้างขึ้นไปใช้ในการบริหารงานโดยมุ่งที่จะทำให้ผลของกลยุทธ์นั้นเกิดผลผลิต(outputs)ผลลัพธ์(outcomes)และผลลัพธ์สุดท้าย(ultimate outcomes)เป็นสำคัญ ซึ่งผลเหล่านี้รวมเรียกว่าผลสัมฤทธิ์(Results) จากแนวคิดดังกล่าวจะพบสิ่งสำคัญ 3 ประการ คือ
1.          การสร้างกลยุทธ์จะต้องมีกระบวนการในการสร้างอย่างถูกต้อง ไม่ใช่คิดขึ้นเองตามอำเภอใจ
2.          กลยุทธ์ที่สร้างขึ้นต้องเอาไปใช้ในการบริหารงานได้จริง
3.          ผลสัมฤทธิ์ของกลยุทธ์จะต้องมีตัวชี้วัดของผลต่างๆในแต่ละระดับได้อย่างชัดเจน
โดยสรุปRBMคือกระบวนการที่ใช้การสร้างยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ทางการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล โดยกลยุทธ์ทางการบริหารจะต้องมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทั้งในระดับผลผลิตและผลลัพธ์
กระบวนการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วยเครื่องมือสำคัญ 6 ประการ คือ
1.          องค์ความรู้ 7 ด้านคือการตัดการ การตลาด การบัญชี การเงิน การผลิต ทรัพยากรมนุษย์และสภาพแวดล้อมทางการบริหาร
2.          SWOT Analysis เพื่อใช้ในการหาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและข้อจำกัดต่างๆขององค์การ
3.          SWOT Matrix เพื่อใช้ในการสร้างกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพขององค์การ
4.          แผนงานและวิธีการเพื่อทำให้มีการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติมีความชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
5.          ตัวชี้วัด เพื่อวัดระดับของผลสัมฤทธิ์ของกลยุทธ์ที่ได้นำไปปฏิบัติแล้ว
6.          การจัดทำบัตรบันทึกคะแนนอย่างมีดุลยภาพ เพื่อแปลงค่าข้อมูลจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส ข้อจำกัดที่เป็นเชิงคุณภาพเพื่อเป็นเชิงปริมาณในรูปตัวเลขค่าเฉลี่ยเพื่อวัดโอกาสแห่งความสำเร็จขององค์การ
กลยุทธ์ ในความหมายของHenry Mintzberg ใช้หลัก 5Ps  อธิบายความหมาย ดังนี้
1)         กลยุทธ์คือแผน(plan) หรือแนวทางในการดำเนินงานในอนาคต
2)         กลยุทธ์คือแบบแผนหรือรูปแบบ(pattern)หรือแบบแผนของพฤติกรรมในการปฏิบัติงานที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลา
3)         กลยุทธ์คือการกำหนดฐานะหรือตำแหน่ง(position)หรือเน้นที่ความสำคัญของฐานะหรือตำแหน่งของกิจการในสนามแข่งขัน
4)          กลยุทธ์คือทัศนภาพ(perspective)เน้นความสำคัญของการพิจารณาสภาพที่แท้จริงภายในองค์การหรือคุณลักษณะที่น่าจะเป็นขององค์การ
5)          กลยุทธ์คือกลวิธีในการเดินหมาก(ploy)หรือการใช้อุบายในการดำเนินงานเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้
สรุปอย่างง่ายๆ กลยุทธ์คือการทำงานให้สำเร็จภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด  คำว่ากลยุทธ์และยุทธศาสตร์มีความหมายอย่างเดียวกันแต่กลยุทธ์ใช้กับองค์การหรือหน่วยงานเล็กๆ แต่ยุทธศาสตร์ใช้กับองค์การใหญ่ๆหรือระดับชาติ  การวางแผนกลยุทธ์ จึงเป็นหน้าที่หนึ่งในหน้าที่หลักทางการบริหารอยู่ 4 ประการคือ POLC ดังนี้
1. Planning กำหนดสิ่งที่ต้องการบรรลุ กำหนดวัตถุประสงค์และขั้นตอนที่จะบรรลุผล
2. Organizing จัดสรรทรัพยากร จัดกิจกรรมของแต่ละคนและกลุ่มเพื่อปฏิบัติตามแผน
3. Leading กระตุ้นความกระตือรือร้นของคนในองค์การให้ทำงานหนักเพื่อบรรลุแผนงานที่สำคัญ
4. Controlling ตรวจสอบ ควบคุม ติดตามผลงานกับเป้าหมายและปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องที่อาศัยทั้งการประเมินผลและการติดตาม(Evaluation & Monitoring)
เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจนโดยนพ.พิเชฐ  บัญญัติ ได้สร้างเป็นตัวแบบการวางแผนกลยุทธ์เพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์องค์กร ขึ้น  ดังภาพ
 
 
จะเห็นได้ว่าการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ในตัวแบบนี้จะประกอบไปด้วยหน้าที่หลักทางการบริหารครบ 4 ประการ และมีความเชื่อมโยงกันไปตั้งแต่ต้นคือวิสัยทัศน์ไปจนจบที่วิสัยทัศน์เช่นเดียวกัน โดยในแต่ละส่วนจะนำเครื่องมือสำคัญๆทางการบริหารมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้
วิสัยทัศน์ คือ ความมุ่งหมายในสถานภาพที่เราจะไปเป็นหรือจะไปอยู่  สักวันหนึ่งในอนาคต
หรือความมุ่งหมาย ความคาดหวัง ของบุคคลหรือองค์กร ที่ประสงค์จะไปมีสถานภาพเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง(หรือหลายๆอย่าง)หรือจะไปอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในอนาคต
วิสัยทัศน์  หมายถึง เจตจำนงค์หรือความตั้งใจที่กว้างขวาง ครอบคลุมทุกๆเรื่องขององค์การ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังในอนาคตโดยไม่ได้ระบุวิธีการดำเนินงาน วิสัยทัศน์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือสิ่งที่สามารถจุดประกายความคิดให้คนในองค์การร่วมกันทำงานเพื่อมุ่งไปสู่สภาพที่ดีที่สุด(the best) มากที่สุด(the most)และยิ่งใหญ่ที่สุด(the greatest)  นักบริหารจึงควรเป็นผู้ที่คิดการณ์ใหญ่(think big)และมองการณ์ไกล
พันธกิจ หมายถึง ข้อความที่แสดงแนวคิดและวิธีการดำเนินงานเพื่อบรรลุถึงวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ โดยต้องระบุให้ชัดเจนใน 4 ด้านคือปณิธาน(purpose),แนวทางบริหารกิจการ(the business rationale),มาตรฐานและพฤติกรรมในดารดำเนินงาน(standards and behaviors)และค่านิยม(values) นั่นคือเราต้องบอกความมุ่งมั่นและขอบเขตขององค์กรเราที่จะทำในสิ่งดีดีมีคุณค่าให้ลูกค้า  การกำหนดพันธกิจที่ดีตามแนวคิดของPeter  Drucker ต้องตอบคำถาม 5 ข้อนี้
-           ธุรกิจของเราคืออะไร
-           ลูกค้าของเราคือใคร
-           คุณค่าหรือค่านิยมที่ลูกค้าต้องการคืออะไร
-           ธุรกิจของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป
-           ธุรกิจของเราควรจะมีลักษณะเช่นใดในอนาคต
เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมาย (Goals)คือ ผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย(end results)ที่กิจการหนึ่งๆวางไว้ล่วงหน้าเพื่อบรรลุภารกิจที่กำหนดไว้ โดย Peter  Drucker เสนอมิติของจุดมุ่งหมายครอบคลุม 8 มิติได้แก่
1)          Public Responsibility ความรับผิดชอบต่อสาธารณชน สนใจลูกค้าและสังคม
2)            Physical and Financial resources ทรัพยากรทางกายภาพและการเงิน เน้นใช้ปัจจัยต่างๆเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย
3)            Innovation นวัตกรรมหรือการริเริ่ม เพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ๆ
4)            Managerial performance and development ผลการดำเนินงานและการพัฒนาการจัดการกำหนดอัตราการเจริญเติบโตและระดับการเพิ่มผลผลิตด้านต่างๆ
5)            Profitability ความสามารถในการทำกำไร ระบุระดับกำไรและเครื่องชี้วัดทางการเงินด้านต่างๆ
6)            Productivity ผลิตภาพ การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ
7)          Worker performance and Attitude ผลงานและทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงานทำงานดี มีทัศนคติที่ดี
8)          Market standing ฐานะหรือตำแหน่งทางการตลาด ระบุส่วนแบ่งทางการตลาดและระดับการแข่งขันในการตลาด
วัตถุประสงค์ (Objectives)คือข้อความที่ระบุลักษณะของผลงานที่จะปฏิบัติ()ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการคือคุณลักษณะของงาน(Attributes),เครื่องชี้วัด(index),เป้าหมาย(Target),และห้วงเวลา(Time frame)  โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดีมีหลักการสำคัญ 5 ประการตาม SMART Principle ดังนี้
1)            Sensible and Specific มีความเป็นไปได้และระบุเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน
2)            Measurable targets ต้องระบุเป้าหมายที่วัดได้
3)            Attainable and Assignable ต้องบรรลุผลที่ต้องการกับสามารถมอบหมายได้
4)            Reasonable and Realistic ต้องอธิบายได้และทำให้เป็นจริงได้
5)          Time available  ต้องกำหนดกรอบเวลาอย่างเหมาะสม
            ตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน
                        ตัวชี้วัดคือสิ่งที่ช่วยบ่งชี้ว่าผลงานที่ทำนั้นจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร วัดแบบไหนและมีระดับความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
                        ตัวชี้วัดความสำเร็จของงานเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการ BSC ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อวัดความสำเร็จในการดำเนินงาน 2 ระดับดังนี้
                        3.1            ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์รวม  (Key Results Area: KRA) และปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จ (Critical Success Factors: CSF) ตัวชี้วัดในกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้วัดความสำเร็จของงานในภาพรวม ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึง การบริหารแผนกลยุทธ์
                        ผลสัมฤทธิ์รวม            หมายถึง กลุ่มตัวชี้วัดหลักที่ใช้วัดความสำเร็จขององค์การที่มีความสมดุลในทุกๆด้าน  หรือในอีกความหมายหนึ่ง จุดหรือบริเวณที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การ  โดยพิจารณาจากแผนกลยุทธ์ที่ได้จัดทำเป็นแผนที่ทางกลยุทธ์ หรือผังกลยุทธ์รวม
3.2        ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ย่อย (Key Performance Indicators: KPI)  ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ย่อย  มีวัตถุประสงค์ในการวัดความสำเร็จของงานที่เป็นรายละเอียดของ  KRA และ CSF 
                        ผลสัมฤทธิ์ย่อย หมายถึง ตัวชี้วัดความสำเร็จของงานในระดับย่อยที่เป็นองค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์รวมและปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จ
การเขียนตัวชี้วัดความสำเร็จของงานทั้ง 2 ระดับมีความจำเป็นอย่างมาก  ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของแต่ละตัวชี้วัด จะช่วยเป็นแนวทางในการวัดผลสำเร็จของงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
                        ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ หมายถึง ปัจจัยหรือเงื่อนไขทางการบริหารที่เอื้ออำนวยต่อความสำเร็จขององค์การ ในที่นี้พิจารณาจากกลไกการขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งมีรายละเอียดได้คือ ภาวะผู้นำทางการบริหาร และกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารเชิงกลยุทธ์
แผนปฏิบัติการ Action Plan คือแผนที่จะบรรจุกลยุทธ์และกลวิธี(strategies and tactics)ที่มอบหมายให้ผู้บริหารระดับต้นรับผิดชอบเพื่อดำเนินงานทั้งส่วนของงานประจำ(Routine activities or normal tasks)และงานชั่วคราวหรือโครงการ(Temporary or project tasks) ซึ่งแผนระดับนี้จะช่วยชี้ให้เห็นถึง
-           ทำกิจกรรมที่เป็นงานประจำอะไรบ้าง อย่างไร
-           แต่ละกิจกรรมจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรในรูปของงบประมาณและอัตรากำลังเท่าไหร่
-           การมอบหมายอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบแก่ผู้ปฏิบัติงาน
-           การจัดวางกำหนดงานหรือตารางเวลาปฏิบัติงานเพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดจุดตรวจสอบและรายงานผลการทำงาน
 
การวางแผนกลยุทธ์ 
อาศัยตัวแบบที่สำคัญคือ Core  “Design School” Model of Strategy Formulation จาก Harvard Business School หรือที่เรียกกันว่า SWOT Model และสร้างกลยุทธ์โดยใช้ SWOT Matrix ประกอบด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยภายในภายนอก  การกำหนดกลยุทธ์  การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติและการประเมินกลยุทธ์  ในการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆทำได้ ดังนี้
1)          การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก(External Appraisal) เพื่อหาข้อจำกัด(Threats)และโอกาส(Opportunities) จากสภาพแวดล้อมในการทำงานขององค์การ ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์จะได้แก่การกำหนดปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จ(Key success Factors) โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กร(Social responsibility)
โดยมีการวิเคราะห์ 2 ด้านคือ
1.1)       การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่วไป(General Environment ) ใช้หลักPEST Analysis
1.2)       การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของงาน(Task Environment) ใช้ The Five Competitive Forces ของMichale E. Porter
2)          การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน(Internal Appraisal)เพื่อประเมินจุดแข็ง(Strenghts)และจุดอ่อน(Weaknesses) ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ได้แก่การสรุปถึงสมรรถนะหลักขององค์การ(Distinctive Competences)หรือความสามารถที่แท้จริงของธุรกิจ(Core competencies) โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือคุณค่าหรือค่านิยมในการจัดการ(Managerial values)ที่องค์การพยายามตอบสนองต่อลูกค้า โดยสามารถวิเคราะห์ได้ 3 วิธี ดังนี้
2.1)       ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ(Critical Success Factor)
2.2)       การเชื่อมโยงคุณค่าหรือโซ่ร้อยค่านิยม(The value Chain)
2.3)       กระบวนการหลักและระบบการดำเนินงาน(Core Processes and Systems)
ดังรูป
 
การประเมินปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก(Internal External Matrix)
นำคะแนนการถ่วงน้ำหนักจากตารางวิเคราะห์ปัจจัยภายในภายนอกจากการจัดทำบัตรบันทึกคะแนนอย่างมีดุลยภาพ มาใส่ลงในตารางข้างล่างเพื่อดูว่าองค์กรควรจะใช้กลยุทธ์ระดับองค์กร(Corporate Strategy)แบบไหน
ดังรูป
 
1           2            3
4           5            6
7           8            9
 
การแปลผล
กลยุทธ์เติบโตและสร้าง คือ 1,2,4
กลยุทธ์รักษาและบำรุงคือ 3,5,7
กลยุทธ์เก็บเกี่ยวหรือเลิกลงทุน คือ 6,8,9
Implementation การนำแผนลงไปปฏิบัติ
1)         ความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดและการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ดังรูป
 
 
 
2)         ตัวแบบที่เป็นประโยชน์ต่อการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในชื่อ The 7-S Framework โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ 7 ปัจจัยคือกลยุทธ์(Strategy) โครงสร้าง(Structure) ระบบ(Systems) วิถีปฏิบัติ(Style) บุคลากร(Staff) ทักษะ(Skill) ค่านิยมร่วม(Shared values)
ดังรูป
 
ผลลัพธ์ที่ได้จากการวางแผนที่ดี ผู้บริหารต้องสนใจ 6E ดังนี้
1)          ประสิทธิผล(Effectiveness)
2)         ประสิทธิภาพ(Efficiency)
3)            ประหยัด(Economy)
4)         ความเป็นธรรม(Equity)
5)         พลังการทำงาน(Empowerment)
6)         ความผูกพัน(Engagement)
 
รวบรวมและเรียบเรียงโดย  นายแพทย์พิเชฐ   บัญญัติ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก  จ.ตาก

หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้รวบรวมจากตำราหลายเล่มของผู้เชี่ยวชาญหมายท่านผสมกับประสบการณ์ที่ได้ใช้จริง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 6014
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

สวัสดีค่ะ เข้ามาหาความรู้เรือง RBM บทความของอาจารย์เขียนทำให้เข้าใจ RBM ได้มากขึ้น แต่ในส่วนท้ายไม่เห็นรูปค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ตอนนี้ผมกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับ MBO ครับ...พอมาเห็น RBM ที่อาจารย์นำเสนอ...ไม่ทราบว่าแตกต่างกันหรือปล่าวครับ