บันทึกรถไฟไทย

“ที่นี่สถานีชุมทางหาดใหญ่ ที่นี่สถานีชุมทางหาดใหญ่ ขบวนรถที่เข้าเทียบชานชลาที่ ๑ ในขณะนี้ เป็นขบวนรถ........”

นี่เป็นประกาศที่คุ้นหูมากๆสำหรับผม ทุกๆครั้งที่ไปที่สถานีรถไฟด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ก็จะฟังประกาศนี้อย่างตั้งใจ นั่นอาจจะเป็นเพราะผมเคยฝันอยากเป็นคนขับรถไฟ หรืออาจจะเป็นเพราะผมคลั่งไคล้มันอย่างมากในสมัยหนึ่ง

การเดินทางในสมัยเด็กๆก็ใช้รถไฟเป็นหลัก ผมยังจำภาพเหตุการณ์บางอย่างบนรถไฟได้ด้วยซ้ำ แม้ว่ามันจะเลือนรางเต็มที

“ดอกไม้พลาสติก” เพลงของเรวัติ ถูกเปิดแว่วมาจากวิทยุของผู้โดยสารคนใดคนหนึ่งขณะที่รถไฟกำลังหยุดรอเพื่อให้ขบวนรถคันหนึ่งสวนทางมาท่ามกลางความมืดมิดริมทาง ยังคงก้องอยู่ในหูผม

พ่อปูกระดาษหนังสือพิมพ์ให้พวกเราพี่น้องนอนกันบนพื้นรถ ลำตัวเด็กๆถูกดันเข้าไปอยู่ใต้ที่นั่ง มันเป็นความไม่สบายหลังเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความสนุกในวัยนั้น ผมก็ล้มตัวลงนอนแต่ลืมตาโพล่งแทบจะทั้งคืน

ในเวลาเกือบเที่ยงคืนช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย ผมเคยไปรอต้อนรับเพื่อนๆที่สถานีสุราษฎร์ธานี พวกเขากำลังเดินทางจากหาดใหญ่ขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อไปร่วมแข่งขันกีฬา ๘ เข็ม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่ได้ไปร่วมงานด้วย จึงทำได้แค่ไปโบกไม้โบกมือ และคุยกันสั้นๆ เพียงเสี้ยวเวลาของนาฬิกาเดินไม่ถึง ๑๐ นาที

จากนั้นเพียง ๑ ปี ผมจึงได้ไปร่วมงานนี้เป็นครั้งแรก แต่มันเพิ่มขึ้นมาอีกเข็ม “กีฬา ๙ เข็ม” คราวนี้ไปขอนแก่น ผมจำความชุลมุนที่เกิดขึ้นในช่วงที่รถกำลังจะออกจากหัวลำโพง ที่จู่ๆก็มีคนมาบอกว่า ทีม ม.อ.ขึ้นผิดตู้ ทุกคนจึงรีบโยนกระเป๋าเดินทางลงทางหน้าต่าง เพื่อจะได้ไปขึ้นอีกตู้หนึ่ง และเพียงความชุลมุนฝุ่นไม่ทันจาง รถไฟก็เคลื่อนขบวนออก พวกเราพยายามดึงโซ่ที่ขอบหน้าต่างเพื่อขอให้รถหยุดก่อน แต่ดูเหมือนไม่ได้รับการตอบรับ เราจึงทำได้เพียงอยู่บนรถไฟ ดูมันเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ และมองกองกระเป๋านับสิบกองอยู่บนพื้นชานชลา และไวเท่าใจนึก พวกข้างล่างก็รีบโยนกระเป๋ากลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่นั่นแหละ เร็วเท่าไหร่มันก็ไม่ทันกันกับรถที่เคลื่อนตัวเร็วขึ้น และคืนนั้น กระเป๋าจำนวนหนึ่งก็ถูกทิ้งไว้ที่หัวลำโพง พร้อมทั้งนักศึกษาแพทย์อีก ๒ คนที่อยู่เฝ้ามัน “ภุชงค์และพี่จรวด” เขาทั้ง ๒ เป็นฮีโร่ ที่นำกระเป๋าอีกนับสิบใบขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่งเข้าขอนแก่นตามพวกเรามา

ผมและเพื่อนรวม ๕ ชีวิต โดยสารรถไฟขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงปิดเทอมชั้น ปี ๔ คราวนั้นผมได้ออกหนังสือเล่มแรกในชีวิตออกมาเล่มหนึ่ง “เมื่อนักศึกษาแพทย์ขึ้นดอย” (limited edition ที่มีเพียงจำนวน ๖ เล่มเท่านั้น)

ผมและจิ๋มเคยเป็นหัวหน้าทีมพาน้องๆและทีมงานไปแข่งกีฬา ๑๐ เข็มที่สัตหีบ เราโดยสารรถไฟ เหมากันไปทั้งตู้ คราวนั้นมีความรับผิดชอบสูงมาก เนื่องจากสมาชิกในทีมบางคนเป็นลูกอาจารย์มหาวิทยาลัย วันหนึ่งพ่อเขาโทรมาหาผมแล้วถามว่า “หมอจะดูแลลูกผมได้อย่างไร” เล่นเอาผมปาดเหงื่อไปเป็นอาทิตย์ เพราะต้องอธิบายเส้นทางการเดินทาง แผนหนึ่ง แผนสองให้อาจารย์ได้รับทราบ จนกระทั่งท่านเสียงอ่อนลงและอนุญาตให้ลูกสาวท่านเดินทางไปด้วย

และยังคงมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ

จวบจนทุกวันนี้ ผมก็ยังคงรักรถไฟ (แต่จะรักรถไฟไทยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ผมเฝ้ามองพัฒนาการของรถไฟไทยมาโดยตลอด เคยลุ้นตัวโก่ง ที่รู้ว่า รฟท.จะเข้ามาบริหารรถไฟฟ้าจากสุวรรณภูมิเข้ากรุงเทพฯ และมันก็เป็นไปตามที่คิดไว้ คือ “เจ๊ง” เคยตื่นเต้นที่ได้ยินมาว่า ประเทศไทยจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงวิ่ง แต่ใจแป้วลงทันทีที่ได้ยินเพิ่มเติมมาว่า “ประชาชนจะได้ใช้ขนส่งสินค้าภาคเกษตรเข้ามาขายได้อย่างรวดเร็ว”

อันที่จริง เมียผมเคยแสดงวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับเรื่องรถไฟของไทยไว้ครั้งหนึ่ง เธอบอกว่า ประเทศไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับการขนส่งทางรางให้มาก สินค้าใดที่ต้องใช้รถสิบล้อ รถสิบแปดล้อบรรทุกบนทางหลวง ควรเปลี่ยนมาบรรทุกบนรางแทน ถนนทางหลวงจะได้ไม่ผุพังเพราะรถบรรทุกน้ำหนักเกิน (เธอบอกว่า ประเทศไทย ไม่มีทางที่รถบรรทุกจะไม่บรรทุกเกินน้ำหนัก) รฟท.ควรหันมาจัดการเกี่ยวกับจุดกระจายสินค้าในพื้นที่มีอยู่มากมายทั้งประเทศไทย นโยบายเช่นนี้จะช่วยทำให้ชาติเจริญ แต่นี่ก็เป็นเพียงวิสัยทัศน์ของเมียผมเท่านั้นเอง เธอสั่งได้แค่ผมกับลูก แต่เธอสั่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ได้ และเราก็เริ่มแพ้มาเลย์เซียแล้ว บางครั้งผมก็รู้สึกสงสาร รฟท. ในยุคที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงทางด้านการคมนาคม หลายๆครั้ง ราคาตั๋วเครื่องบินยังถูกกว่าการเดินทางด้วยรถไฟเสียอีก

ที่เขียนเรื่องรถไฟมายืดยาว ก็เพราะวันนี้ผมไปเดินเล่นที่สถานีรถไฟหาดใหญ่มาครับ ผมต้องไปรับลูกสาวชาวอเมริกันที่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆมา “บัว”

ผมกับเมียตื่นเช้าขึ้นมาอย่างตึงๆ เพื่อเมื่อคืนก่อนหน้า เราดื่มน้ำองุ่นดองกันไปทั้งคู่ เช้านี้จึงออกไปหาซุปกินเพื่อให้ร่างกายได้สร่างมึน เราไปกิน “เกาเหลาเลือดหมู สาย ๒” กัน ๒ คน (เพราะลูกไปยอมไปด้วย) ก่อนออกจากบ้านก็ได้ตรวจสอบตารางเดินรถของรถไฟผ่าน apps train tracking system ก่อน (เฮ้ย! เดี๋ยวนี้ รฟท.ใช้ apps แล้วเฟ้ย) และพบว่า รถจะเสียเวลาไปราว ๒๐ นาที (เฮ้ย! ๒๐ นาทีเองเหรอวะ)

เกาเหลาเลือดหมู สร้างความกระชุ่มกระชวยให้ร่างกายได้อย่างดี และมันทำให้จิตใจผ่องใสด้วย เพราะเราทั้งคู่เชื่อว่า ไม่มีเกาเหลาเลือดหมูที่ใด อร่อยได้เท่าเทียมกับที่นี่ได้อีกแล้ว นอกจากนี้ เราทั้งคู่ยังพบอีกว่า เมืองหาดใหญ่ของเรายังคงมีตึกทรงเก่าๆหลงเหลืออยู่อีกมากมาย (ในรูปที่ถ่ายมา เป็นตึกเก่าที่กำลังถูกรื้อนะครับ)

วันนี้ รถไฟเสียเวลาไปราว ๔๕ นาที ครับ

หัวรถจักรใหม่ขึ้น ผมไม่ทันได้ดูว่ามันยี่ห้ออะไร เพราะมัวไประทึกใจอยู่กับความทรงจำเก่าๆ นายสถานีโบกธงเขียวนิ่งๆ แล้วค่อยโบกช้าๆเพื่อให้รถลดความเร็ว และยกธงแดงเพื่อให้ขบวนรถจอดสนิท คำประกาศจากสถานีเปลี่ยนไป ไม่ได้ขึ้นต้นว่า “ที่นี่สถานีชุมทางหาดใหญ่” ดังเดิม ภาษาอังกฤษที่ใช้นั้นฟังดูดีทีเดียว ผู้คนมากมายขวักไขว่ รถเร็วยะลายังคงมีผู้โดยสารขนสินค้าเกษตรขึ้นลง ผมเห็นกองถุงแตงกวาถูกขนลงมาวางที่พื้นชานชลากองใหญ่ หลายคนส่งของออกทางหน้าต่าง มันช่างเป็นภาพที่เจนตาเหลือเกิน

ธนพันธ์ ยังคงอยากขับรถไฟอยู่เสมอ

๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ เอ้ย..ผิดสิ

มกราคม ๒๕๕๙

ลืมวันลืมเดือนจริงๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ตึกเก่าเหมือนมีเรื่องเล่ายาวนาน พอกับขบวนรถไฟที่เหยียดยาวครับ