TBL เป็นการเรียนการสอนที่เป็นระบบ มีเจตนาให้นักศึกษาสร้างความเข้าใจ โดยมีการตรวจสอบความเข้าใจ และแก้ไขส่วนที่ยังไม่เข้าใจ ตามด้วยการทดลองใช้ความรู้ ทำให้เข้าใจถูกต้องและจำความรู้ได้ดี เป็นไปตามทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยการเข้าใจความหมาย

ความเป็นมาของการเรียนการสอนโดยใช้ทีมเป็นฐาน (Team-based learning-TBL) ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่สาม ในที่นี้จะทบทวนเพื่อนำมาเชื่อมโยงกับทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจความหมาย (Meaningful learning) ที่เสนอไว้ในบทที่สี่

TBL มีคำนิยามแค่ประโยคเดียวว่า "เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ใช้รูปแบบของ (1) กลุ่มขนาดเล็ก (2)ในห้องเรียนเน้นเรื่องการนำความรู้ไปใช้และ (3) นักศึกษาต้องเตรียมความรู้มาตั้งแต่นอกห้องเรียน" ผมใส่เลขไว้ในวงเล็บไว้เพื่อแสดงให้เห็นองค์ประกอบที่สำคัญสามประการของ TBL

(1) กลุ่มขนาดเล็ก TBL ใช้หลักสามประการคือ

(1.1) กลุ่มต้องมีความหลากหลาย เช่น คนเก่งมากเก่งน้อยต้องคละกัน

(1.2) มีเจตนาให้เกิดการเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นกลุ่ม จึงไม่ให้เลือกกลุ่มกันเอง และไม่ให้เปลี่ยนกลุ่มต้องเป็นกลุ่มถาวรตลอดการเรียนแต่ละรายวิชา

(1.3) ขนาดกลุ่ม 5-7 คน ซึ่งเป็นขนาดกลุ่มที่ร่วมทำงานกันได้ดี เล็กกว่านี้จะขาดมุมมองที่หลากหลาย ใหญ่กว่านี้จะมีปฏิสัมพันธ์กันไม่ทั่วถึงและมีแนวโน้มจะแตกกันเป็นกลุ่มย่อย จำนวนนักศึกษาไม่ว่าจะ 40 หรือ 120 คน แบ่งกลุ่มแล้วก็ยังคงอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน โดยมีอาจารย์คนเดียวเป็นผู้ดูแล สรุปว่าการเรียนในกลุ่มเล็กนี้จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ประการหนึ่งคือ "นักศึกษาสามารถทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิผล"

(2) ในห้องเรียนเน้นเรื่องการนำความรู้ไปใช้ และ (3) นักศึกษาต้องเตรียมความรู้มาตั้งแต่นอกห้องเรียน

โปรดสังเกตว่า การเน้นเรื่องการนำความรู้ไปใช้นี้เหมือนกับแนวคิดของการทดสอบของ PISA (Program of International Student Assessment) เพียงแต่ TBL เริ่มมาตั้งแต่ก่อนมี PISA แต่ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันได้แก่ เป้าหมายสำคัญของการเรียนรู้คือการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง (น่าจะขีดเส้นใต้หลายๆเส้น) จึงควรนำมาตั้งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการเรียนรู้ว่า นักศึกษาสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้ได้ในสถานการณ์ที่ใกล้กับที่จะพบในชีวิตจริง (ประเด็นที่ยากที่สุดของผู้สอนอยู่ตรงนี้ ถ้ากำหนดได้ปัญหาสำคัญก็หมดไป) เมื่อเริ่มต้นอย่างนี้ สิ่งดีๆหลายอย่างก็จะตามมาได้แก่

(2.1) เมื่อนักศึกษาเห็นประโยชน์ของเรื่องที่เรียนย่อมเกิดความสนใจ อาจถึงกับทำให้สนุกกับการเรียนได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่น่าเบื่อหน่าย

(2.2) แต่ละวิชามี Concepts หรือความรู้ชิ้นเล็กๆ ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จำนวนหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็น Key concepts ของ วิชานั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริง Key concepts จะมีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับเนื้อหาวิชาทั้งหมด ถ้าสามารถกำหนดได้ชัดเจนทำเป็นรายการไว้ได้จะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งสำหรับนักศึกษา (เพื่อการเรียนรู้และการเตรียมการสอบ) และอาจารย์ (เพื่อการเตรียมการสอนและการเตรียมการสอบ) ประเด็นที่ต้องใส่ใจก็น้อยลง การเรียนรู้ย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

(2.3) การเรียนที่เน้นการนำไปใช้ คือ การเรียนที่ฝึกการใช้ความรู้ ทำให้มีการใช้ความคิด มีการทบทวน ได้ใช้ความรู้หลายรอบ ทำให้ความเข้าใจดีขึ้น และจำได้ดีขึ้น เมื่อต้องใช้ความรู้ในภายหลังจะนำมาใช้ได้ง่ายขึ้น (รวมทั้งนำมาใช้ในการตอบข้อสอบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงที่ใกล้ตัวที่สุดของนักศึกษา)

กิจกรรมการเรียนการสอนของ TBL สรุปไว้ในแผนภาพต่อไปนี้

กิจกรรมการเรียนการสอนชิ้นแรกของ TBL เรียกว่า ASSIGNED READINGS คือการมอบหมายงานให้นักศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมเน้นที่การเรียนรู้ระดับจำได้และเข้าใจ (และหวังว่าจะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง) แต่การเรียนการสอนในห้องเรียนของ TBL เน้นที่ระดับการนำความรู้ไปใช้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า ดังนั้นจึงมอบหมายภาระการเรียนรู้ในระดับล่าง (จำได้และเข้าใจ) ให้นักศึกษาเตรียมตัวมาก่อนนอกห้องเรียน (TBL จึงเป็นตัวอย่างสำเร็จรูปของ Filpped classroom คือ เอาเรื่องที่ยากกว่าและสำคัญกว่ามาเรียนรู้ในห้องเรียน และเอาเรื่องที่ง่ายกว่าไปเป็นการบ้าน)

กิจกรรมการเรียนการสอนชิ้นที่สอง ซึ่งเป็นกิจกรรมแรกในห้องเรียน เรียกว่า INDIVIDUAL READINESS ASSURANCE TEST ใช้แบบทดสอบความรู้ระดับจำได้และเข้าใจ ในรูปแบบของ Multiple choice questions โดยเน้นหัวข้อที่เป็น Key concepts เป็นการทดสอบว่านักศึกษาได้เตรียมตัวมาแล้วและมีความเข้าใจ Key concepts พร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับการนำความรู้ไปใช้ การทดสอบนี้มีการเก็บคะแนนด้วย ซึ่งจะเป็นเหตุชักจูงภายนอกที่ได้ผลดีมากในการทำให้นักศึกษาทำการบ้าน ไม่ขาดเรียนและเข้าเรียนตรงเวลา

กิจกรรมการเรียนการสอนชิ้นที่สาม เรียกว่า GROUP READINESS ASSURANCE TEST ใช้แบบทดสอบชุดเดิม ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มช่วยกันทำซ้ำในกลุ่ม ตามหลักการและประสบการณ์พบว่า คะแนนสูงสุดของกลุ่มจะสูงกว่าคะแนนสูงสุดระดับบุคคลเกือบจะเสมอไป (ร้อยละ 99) เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าผลงานกลุ่มดีกว่าผลงานรายบุคคล

กิจกรรมที่สี่ เรียกว่า GROUP APPEALS ให้สิทธิกลุ่มที่ตอบผิดจากคำเฉลยแต่เห็นว่าควรเป็นคำตอบที่ถูก ยื่นอุทธรณ์เป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเหตุผล หากอุทธรณ์ฟังขึ้นกลุ่มจะได้รับคะแนนชดเชย กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสริมให้กลุ่มรู้จักใช้วิจารณญาณและกล้าให้ความเห็นต่าง (Critical thinking)

กิจกรรมที่ห้า เรียกว่า INSTRUCTOR FEEDBACK อาศัยข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบทดสอบทั้งระดับบุคคลและกลุ่ม (ต้องมีระบบตรวจคำตอบที่รวดเร็วพอ) อาจารย์จะทราบว่าบาง Concepts มีนักศึกษาตอบผิดกันมากผิดสังเกตน่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก อาจารย์สามารถช่วยอธิบาย Concepts เหล่านั้นให้นักศึกษาเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น อาจจะเรียกว่าเป็น Mini-lecture หรือ Focused lecture ก็ได้

โดยสรุป เป้าหมายของกิจกรรมที่หนึ่งถึงที่ห้าคือ เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์การศึกษาที่ว่า "นักศึกษารู้และเข้าใจแนวคิดสำคัญของรายวิชาที่เรียน" เพื่อเตรียมความพร้อมให้มั่นใจได้ว่ามีความรู้ระดับจำได้และเข้าใจเพียงพอที่จะต้องใช้ในกิจกรรมขั้นต่อไป

กิจกรรมที่หก เรียกว่า APPLICATION ASSIGNMENTS ถือเป็นกิจกรรมหลักของ TBL ควรใช้เวลาในห้องเรียนเพื่อกิจกรรมนี้เป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 75) เพราะนี่คือกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในระดับการนำความรู้ไปใช้ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้หลักของรายวิชาที่ว่า "นักศึกษาสามารถนำความรู้จากรายวิชาไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง"

มีคำแนะนำว่า แต่ละรายวิชาควรแบ่งเป็น 6-8 หน่วย นำแต่ละหน่วยมาจัดกิจกรรมเป็นวงจรจากกิจกรรมที่หนึ่งถึงที่หก แล้วเริ่มวงจรใหม่ด้วยหน่วยต่อไป เมื่อสิ้นสุดหน่วยสุดท้ายแล้ว ควรมีอีกสองกิจกรรม คือกิจกรรมทบทวน (REVIEW) เพื่อทบทวน Key concepts ทั้งหมดของรายวิชานั้น และกิจกรรมทดสอบการแก้ปัญหาเพื่อให้คะแนน (GRADED PROBLEM SOLVING) โดยใช้ปัญหาซับซ้อนที่ต้องใช้ Concept หลายอย่างร่วมกัน

TBL ใช้กิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็นไปตามทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจความหมายของ Ausubel กล่าวคือ กิจกรรมที่หนึ่งถึงห้าเป็นกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจกับเนื้อหาของวิชา ให้พร้อมที่จะนำความรู้ไปใช้ในกิจกรรมที่หกซึ่งเป็นกิจกรรมหลักโดยเน้นที่ Key concepts ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สำคัญ (คืออาจจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือที่เรียกว่า เรื่องที่สมควรรู้ เรื่องที่สมควรนำมาออกข้อสอบ) เริ่มด้วยกิจกรรมนอกห้องเรียนที่นักศึกษาทำความเข้าใจกับเนื้อหาด้วยตนเองก่อน ซึ่งควรจะทำได้เป็นส่วนใหญ่ (เป็นภารกิจของอาจารย์ที่จะเตรียมเนื้อหารายวิชาให้ครอบคลุมและอยู่ในรูปแบบที่นักศึกษาจะเข้าใจได้สะดวก) กิจกรรมที่สองถึงห้าเป็นกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนักศึกษาว่าถูกต้องและครอบคลุมแล้ว โดยใช้กระบวนการทดสอบ การช่วยเหลือกันในกลุ่ม การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการอธิบายเพิ่มเติมของอาจารย์ในประเด็นที่เข้าใจยาก

กิจกรรมที่หกถือว่าเป็นกิจกรรมหลักคือ การนำความรู้ (จำได้และเข้าใจ) ที่ได้เตรียมไว้พร้อมแล้วจากกิจกรรมที่หนึ่งถึงห้ามาใช้แก้ปัญหาตามวัตถุประสงค์หลัก การใช้ความรู้จะเป็นการทบทวนความเข้าใจ และทำให้จำได้นานขึ้นด้วย

โดยสรุปอาจจะกล่าวได้ว่าTBL เป็นการเรียนการสอนที่เป็นระบบ มีเจตนาให้นักศึกษาสร้างความเข้าใจ โดยมีการตรวจสอบความเข้าใจ และแก้ไขส่วนที่ยังไม่เข้าใจ ตามด้วยการทดลองใช้ความรู้ ทำให้เข้าใจถูกต้องและจำความรู้ได้ดี เป็นไปตามทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยการเข้าใจความหมาย จึงน่าจะเป็นการเรียนรู้แบบที่ทำให้เกิดความรู้ในระดับที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ง่ายสนุกและจำได้ดี และไม่ต้องห่วงเรื่องเรียนแล้วสอบไม่ผ่าน

13 ธันวาคม 2558