​จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๔๓ : รู้มากจะอหังการ์ ปัญญาจะอ่อนน้อม

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการอธิบายปรากฏการณ์ เข้าใจในปรากฏการณ์ เรื่องอะไรที่ "อธิบายได้" ก็จะจัดรวมเป็นหมวดเป็นหมู่ เพิ่มขยายผัสสะของมนุษย์เพื่อขยายความสามารถในการ "รับรู้และเข้าใจ" ให้ได้ ยิ่งค้นหาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นๆได้มากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถอธิบายได้กระจ่างแจ้งได้มากขึ้นเท่านั้น ปัญหามีอย่างเดียวคือ "การค้นหาเหตุปัจจัยให้ครบถ้วน" นั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเรื่องใดๆก็ตาม เราก็ยังอธิบายได้ไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซนต์ เพราะการอธิบายในห้องทดลองนั้น เรายังพอจำกัดตัวแปรต่างๆได้ทั้งหมด แต่พอโยนปรากฏการณ์นั้นๆลงไปในนิเวศน์ที่ซับซ้อนขึ้น ก็จะพบว่าตัวเลข ๑๐๐% นั้น ลดลงฮวบฮาบ เพราะปฏิสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยต่างๆเกิดขึ้นแบบ n-dimension ไม่ใช่แค่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ มิติ แต่มากมายกว่านั้น

วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ breed คนที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะเข้าใจว่าตนเอง "รู้มากพอแล้ว" ที่จะประกาศว่าตนแจ้งเห็นจริง แล้วเริ่มออกมาแนะนำโน้นนี่นั่น กลุ่มนี้ศึกษาวิทยาศาสตร์แล้วเกิดเป็นความ "อหังการ์" กับอีกกลุ่มหนึ่ง ยิ่งศึกษาลึกซึ้งกับธรรมชาติ ยิ่งรู้สึกทึ่งให้ความลึกซึ้งเหลือกำลัง รู้สึกในความยิ่งใหญ่ของธรรม ยิ่งรู้สึกตัวเองตัวเล็กกระจ้อยร่อยกระจิดริด เกิดเป็นความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ เกิด "ปัญญา" ในวงการศึกษา วงการวิทยาศาสตร์ จะเห็นคนทั้งสองกลุ่มเดินไปเดินมาปะปนกัน จนกว่าจะได้ยิน ได้ฟังว่าคิดอย่างไร หรือทำอะไร จึงจะเข้าใจว่า breed มาแบบไหน

supervisor ของผมเป็นนัก molecular genetics ศึกษาปรากฏการณ์ทางชีววิทยาด้านภูมิคุ้มกันวิทยา เป็นศาสตราจารย์ทำเรื่องนี้มาเกือบ ๔๐ ปี ครั้งหนึ่งท่านเคยสนทนากับผม แล้วกล่าวทีเล่นทีจริงว่า "immunology is evidence that God exists" ตอนนั้นผมเป็นเพียงนักศึกษาปริญญาเอก ก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็รู้สึกว่าฟังดูเฉียบคมดี แต่ต่อมาภายหลังยิ่งอ่านมาก ศึกษามาก ถึงกลไกในการที่ร่างกายมนุษย์พัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างลึกซึ้งแยบคายเพียงไร ยิ่งนึกถึงประโยคดังกล่าวของอาจารย์ผมมากขึ้น จนเมื่อประมาณปี ๒๐๐๐ ที่มนุษย์สามารถ complete mapping human's genome คือ รวบรวมศึกษากลุ่มพันธุกรรมของมนุษย์สำเร็จ ซึ่งสำเร็จก่อนที่คาดการณ์ไว้ถึง ๔-๕ ปี ส่วนหนึ่งเพราะ supercomputer ที่เร็วมากกว่าที่เคยคิด แต่สาเหตุหลักก็คือ ที่เราเคยประมาณไว้ว่ามนุษย์น่าจะมี genes ควบคุมลักษณะต่างๆเป็นล้านๆยีนส์ ยีนส์สวย โง่ ฉลาด แข็งแรง ผมทอง ผมหยิก เห็นแก่ตัว เมตตา รัก ฯลฯ แต่กลายเป็นว่าเรามี genes อยู่เพียงสามหมื่นกว่ายีนส์เท่านั้น!!

ทั่วทั้งวงการก็ทึ่ง ประหลาดใจ และในเวลาเดียวกันก็ดับฝันหลายๆประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยากจะ "เข้าใจ" เพราะแสดงว่าการที่เรามี genes อยู่เพียงนี้ แต่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้มากมายกว่านั้นหลายร้อย หลายพันเท่า แปลได้แต่ว่ามันมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมอย่างมากมาย ที่เราอยากจะตัดต่ออะไรสักตัวนึง จะมีผลกระทบต่อตัวอื่นๆอย่างมากมายที่เรานึกไม่ถึง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้มีเฉพาะทางชีววิทยา แต่วิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆด้วย เมรี และปิแอร์คูรี่ ค้นพบปรากฏการณ์สารกัมมันตภาพรังสี ก็จ่ายด้วยชีวิตที่มีโรคมะเร็งเม็ดเลือดจากการโดนรังสีเหล่านั้นมากระทบ

ถ้าเราทำรายการสิ่งที่ "วิทยาศาสตร์ค้นพบ และนำมาใช้ แล้วเราอยากจะให้มีการ uninvented สิ่งเหล่านั้น" คือโลกน่าจะดีกว่านี้ถ้า "ไม่มี" สิ่งเหล่านั้น คงจะมีหลายอย่าง หลายประการ อาทิ ดินปืน ระเบิด บุหรี่ เหล้า ยาเสพติด

การค้นพบประโยชน์ยิ่งใหญ่นั้น ควรจะนำมาซึ่งความอ่อนน้อมต่อศาสตร์นั้นๆว่ายังมีอะไรให้เรียน ให้ศึกษาอีกเยอะ ส่วนการจะรีบนำมาใช้ เพราะผลกระทบนั้นคงจะอีกนานกว่าจะเห็น เป็นความมักง่ายส่วนหนึ่ง เป็นความอหังการอีกส่วนหนึ่ง ที่คน pay the price อาจจะไม่ใช่เราก็จริง แต่มักจะโดนที่ลูกหลาน คนรุ่นหลังของเราเอง ซึ่งไปๆมาๆอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของพวกอหังการ์ เพราะความสัมพันธ์กับลูกหลานสำหรับคนเหล่านี้คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการแชร์สารพันธุกรรมบางตัวมากกว่าคนอื่นๆเท่านั้นเอง

ผมนึกถึงที่อาจารย์เสกสรร ประเสริฐกุลเขียนไว้ถึงคนส่องกระจก และมองฟ้าเห็นดวงดาว สำนึกถึงช่วงเวลาอันสั้นที่เราเดินบนโลกใบนี้ ความกระจ้อยร่อยกระจิดริดของเราที่อหังการ์จะข่มขืนมารดาแห่งธรรมชาติ แห่งโลก เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เกิดขึ้นมาคงจะเป็นการทดลองอีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติ ว่าเราจะรอดโดยการวิวัฒน์จิต หรือเราจะล่มสลายโดยความอหังการ์

ผลการทดลองดูจะไม่ไกลแล้ว

น.พ.สกล สิงหะ
เขียนที่บ้านพักแพทย์ พ.๓๑ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ เวลา ๒๐ นาฬิกา ๕๓ นาที
วันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะแม

ps บทความนี้ inspired โดยบทความเรื่องฮิตเลอร์แวดล้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์ และต้องการจะปรับปรุง "โลก" ใหม่ด้วยเผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุดของพี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ขอบพระคุณครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

คน..หรือ..มนุษย์..เล็ก..(อาจจะเล็กถึง..ขนาด..สอยมะเขือ..กิน..เค้าว่า..เป็นคำทำนาย..เล่าสืบเนื่องกันมา...จริงรึเปล่า..ไม่รู้ได้)...ก็นับได้ว่า..เป็นคู่แข่งมดปลวก..ที่เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่สรรค์สร้าง..แต่..คนคือสัตว์ประเภทที่..สร้างสรรค์ได้ทั้งสองด้าน..คือทำลายควบคู่ไปด้วย...ดูตัวอย่างได้จาก ฮิตเลอร์..ผู้สามารถ..ฆ่า..คนร่วมโลกได้จำนวนกว่าห้าล้านคน..(เมื่อมนุษย์เล็กลงอีกหลายๆล้านปี..ข้างหน้า..คงจะกลับสันดานได้..เป็นมดปลวกอย่างเดิม....(แอบคิดเล่นๆ...ตามประสา..สมองไม่อยู่สุข..ที่เป็นธรรมดาธรรมชาติ..มนุษย์..ยุคนี้..5)...