ท่านที่ติดตามอ่านบันทึกชุด ชีวิตที่พอเพียง จะเห็นว่าชีวิตของผมสนุกสนานอยู่กับการฝึกฝนตนเอง     พยายามเตือนตนเองในยามต้องเผชิญความไม่พอใจ หรือความยุ่งยากบางอย่าง     แทนที่จะมองเป็นทุกข์ หรือเรื่องรำคาญใจ     ผมก็จะบอกตัวเองให้เอามาเป็นเครื่องฝึกตนเองเสีย      ผมเป็นคนมีสมาธิดีก็เพราะ "เมียฝึก"     ดังเคยเล่าไว้แล้ว

        อาจารย์หมอประเวศสอนไว้ว่า      ผู้ชายที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต จะต้องให้เกียรติและเกรงใจเมีย     บางคนว่าต้องเคารพหรือกลัวเมีย      ก็ถูกทั้งหมดนะครับ     แต่ผมว่าจริงๆ แล้วเป็นการเข้าคอร์สฝึกอบรมให้รู้จักเคารพความแตกต่างในความคิด  ในความชอบ  รสนิยม  และวิถีการดำรงชีวิต     นี่แหละครับคือคุณูปการของการมีเมีย     เราได้เข้าคอร์สฝึกความอดทนฟรี

        มีสามีก็ทำนองเดียวกันแหละครับ     อาจจะเป็นคอร์สที่หนักหน่วงกว่าด้วยซ้ำ     

        เวลาหมดวาระการดำรงตำแหน่งบริหาร เป็น "เวลาทอง" ของผม     เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ฝึกชีวิตที่สงบสันโดษ     เพราะบริวารที่มากับการดำรงตำแหน่งจะหายไปหมดสิ้น     เราจะได้อยู่กับตัวของเราเอง     ได้ทำความรู้จักตัวตนแท้ๆ ของเรา ที่ไม่มีตำแหน่งหรือหัวโขนห่อหุ้ม     ได้รู้ว่าตัวตนแท้ๆ ของเราเป็นอย่างไร

        ตอนเป็นผู้อำนวยการ สกว. มีคนขับรถ     พอหมดวาระผมก็ขับรถเอง      ได้รู้จักถนนหนทางเพิ่มขึ้นมาก      ได้ฝึกฝนความรู้สึกให้หนักแน่น ไม่โกรธเมื่อโดนแซงตัดหน้า      พอกลับมามีคนขับรถให้ใหม่ ผมก็ฝึกใช้เวลาบนรถให้เกิดประโยชน์ที่สุด     ที่จริงก็ใช้ ๕ อย่างเท่านั้น     คือ (๑) ใช้เขียนบทความ หรือ บันทึก บล็อก    (๒) ใช้นอนหลับพักผ่อน    (๓) ใช้คิดเรื่องราวต่างๆ    (๔) ใช้อ่านหนังสือ    และ (๕) ใช้ชมวิว

        ฝึกรับฟังความเห็นที่แตกต่าง นี่ผมมาได้มากตอนทำเรื่อง KM นี่แหละ     เมื่อตอนหนุ่มๆ ผมมีโลกทัศน์ที่แคบมาก     และเน้นผิด - ถูก    ชั่ว - ดี      ยิ่งกว่านั้นผมยังทะนงหรือหลงในความดีของตนเสียอีก    ผมหลงคิดว่าเมื่อผมหมั่นทำดี     ผมก็ควรรังเกียจคนที่ผมตราว่าไม่ดี     ทำให้ผมเป็นคนไม่น่ารัก     กว่าจะฝึกให้ไม่เกลียดคนชั่ว  เกลียด (รังเกียจ) เฉพาะความชั่ว     ก็เมื่อแก่แล้ว     ยังนึกเสียดายไม่หาย ว่าถ้าผมฝึกตัวเองในเรื่องนี้ได้ตั้งแต่หนุ่มๆ ผมคงมีโอกาสได้ทำงานสำคัญๆ มากกว่านี้     หรือได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากกว่านี้

วิจารณ์ พานิช
๑๐ พย. ๔๙