ได้ยินคนอ่านคำว่า ประวัติศาสตร์ ว่า ประ-หวัด-สาด จนแปลกใจว่า ทำไมเดี๋ยวนี้เขาไม่อ่านคำนี้ว่า ประ-หวัด-ติ-สาด กันแล้วหรือ ปรารภกับน้องฟุง หนุ่มน้อยข้างตัวขึ้นมาว่า คำนี้ควรจะอ่านว่าอะไร น่าประทับใจมากในคำตอบ น้องฟุง เด็กไทยที่เกิดเมืองไทย แต่เริ่มพูดและเรียนด้วยภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก พูดภาษาไทยแบบธรรมชาติกับคนในบ้านและคนไทยไม่กี่คน ชีวิตประจำวันคือภาษาอังกฤษมาตลอดหกปี กลับมาเรียนภาษาไทยจริงจังเมื่ออายุแปดขวบ ตอบว่า คำนี้เป็นคำสมาส ต้องอ่านว่า ประ-หวัด-ติ-สาด

ประทับใจในความรักภาษาไทยของลูกมานาน เพราะตัวเองก็เป็นคนที่รักภาษาไทย จริงๆน่าจะเรียกตัวเองได้ว่า รักภาษา เพราะภาษาอังกฤษก็รัก ภาษาญี่ปุ่นก็รัก เมื่อเรารักอะไรเราก็จะอยากให้เกิดสิ่งดีๆกับสิ่งที่เรารัก อยู่เมืองนอกเรียนภาษาอังกฤษใครๆก็คิดว่าได้กำไร ลูกๆทั้งสามหนุ่มคงจะเก่งภาษาอังกฤษ สำหรับแม่อย่างเราเฉยๆมาก เพราะคิดว่าเก่งหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเพ่งเล็งอะไรขอให้ใช้ประโยชน์ได้ตามที่ควรจะเป็นก็พอ แต่สิ่งที่คิดว่าลูกจะเสียไปแน่ๆกับการไปอยู่ต่างประเทศคือ การเรียนรู้ภาษาไทย เมื่อกลับมาเมืองไทยเลยเพ่งเล็งที่จะให้พวกเขารู้ภาษาไทยให้ดีมากกว่า เลือกที่จะให้เรียนโรงเรียนที่สอนตามปกติ และแสดงออกทุกครั้งที่ทำได้ว่าแม่รักภาษาไทย เก่งภาษาไทย

ครั้งแรกที่ได้ประทับใจกับน้องฟุง หนุ่มน้อยที่ภาษาพูดแรกไม่ใช่ภาษาไทยก็คือ การที่เขาคิดเองตั้งแต่อยู่เมืองนอก บอกพี่ชายทั้งสองว่าอยู่ที่บ้านห้ามพูดภาษาอังกฤษ ต้องพูดไทยกัน เพื่อให้เขาได้พูดไทย แม้จะสอนตัวหนังสือไทยให้บ้างแต่ก็ยากเกินไปสำหรับลูก เขาไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้เมื่ออยู่รวมกันเป็นประโยค แล้วเมื่อกลับมาเมืองไทย ควรจะเรียนป.4 ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ป. 1 เรียนรวบยอดสองปีสามชั้นจนเรียนทันเพื่อนได้ สมัยนั้นประทับใจกับความรู้ของลูกเมื่อเล่นทายคำกัน แล้วคำใบ้ของน้องฟุงคือ คำนี้เป็นคำสามานยนาม เราทุกคนที่รอฟังอยู่ถามเหมือนกันเลยว่า คำสามานยนามคืออะไร

มาวันนี้ประทับใจที่ลูกบอกว่า คำนี้เป็นคำสมาส เพราะฉะนั้นต้องอ่านแบบนี้คือ ประ-หวัด-ติ-สาด ลูกรู้จักภาษาไทยในแบบที่ไม่ใช่แค่พูดได้เท่านั้น แม่ชื่นใจจริงๆ

แต่เมื่อเปิดดูในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ก็พบว่า อ่านได้ทั้งสองแบบ โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ตั้งใจไว้ว่า ถ้าต้องอ่านหรือพูดคำนี้เมื่อใดก็จะขออ่านแบบคำสมาสเสมอไป...

เก็บมาฝากเพื่อให้ทุกท่านพิจารณาดูนะคะ