ผู้เขียนแนะนำเรื่องเล่า ในโครงการเขียนเรื่องเล่าสู่กันฟัง ช่วยคนลด ละ เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า ครั้งที่ 4 จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ โดยนำเรื่องเล่าที่ชนะการประกวด ซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนโดยคุณครูนฤดลมัธยัสถ์สุข เรื่องเล่าเรื่องนี้ถ่ายทอดประสบการณ์ ของบุคคลที่สูบบุหรี่และสามารถก้าวข้ามผ่านและเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ จึงอยากฝากไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณครูทุกๆท่านที่มีโอกาสช่วยเหลือเด็กๆ เยาวชน ให้ห่างไกลจากบุหรี่และยาเสพติดทั้งหลาย เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
“เรื่อง ล้มอยู่ข้างถนน”
2 – 3 ปีก่อนช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ๆรองผู้อำนวยการโรงเรียนฝ่ายปกครองได้เรียกผมเข้าไปพูดคุยเพื่อมอบหมายให้ทำโครงการ “สัปดาห์รณรงค์ป้องการสารเสพติด” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจถึงพิษภัยของยาเสพติดตลอดจนมีทักษะในการหลีกเลี่ยง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
ผมมานั่งนึกถึงกิจกรรมที่จะจัดในงานนี้ส่วนหนึ่งคงเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนมีการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์อาทิ กิจกรรมแข่งกีฬา กิจกรรมประกวดโฟค์ซอง กิจกรรมประกวดวาดภาพกิจกรรมประกวดการเต้นประกอบเพลง และการแข่งขันประกวดร้องเพลงลูกทุ่งซึ่งมีครูบางท่านมาถามผมว่า “การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง เกี่ยวข้องอย่างไรกับงานยาเสพติด” ผมเลยตอบไปว่า “พี่ครับเด็กวัยรุ่นนี้ เป็นวัยที่มีความอยากรู้ อยากลองอยากแสดงออก และมีพลังมากหากเราห้ามพวกเขา ไม่ให้ทำ โน่น ทำนี่ ทำนั่นแต่เราก็ต้องหาอะไรมาให้เขาทำด้วยครับคงไม่ใช่ วัน ๆ เอาแต่เรียนและที่สำคัญ โรงเรียนของเราก็ส่งเสริมกิจกรรมทุกอย่างตามความสนใจของนักเรียนอยู่แล้ว”
และในงานนี้ที่ต้องมีแน่ ๆ คือกิจกรรมให้ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับโทษของยาเสพติดโดยวิทยากรที่เชิญมาจากข้างนอกโรงเรียนกิจกรรมที่ผมนั่งนึกถึงเหล่านี้ก็เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาเกือบทุกปีแต่ปีนี้คิดว่าอยากจะจัดกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนได้ฟังประสบการณ์ตรงในการเลิกสูบหรี่ และโดยเฉพาะจากคนที่พวกนักเรียนรู้จักเลยนึกถึงรุ่นพี่ที่ผ่านประสบการณ์ในการเลิกบุหรี่มาได้ 2 คน ผมจึงได้โทรศัพท์ไปหาทั้งสองคน เพื่อให้มาแบ่งปันประสบการณ์ในการเลิกบุหรี่ให้รุ่นน้อง ๆ ฟัง
ความทรงจำของผมเกี่ยวกับติ๊กยังแจ่มชัดย้อนไปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วผมมาสมัครและผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นครูในโรงเรียนเอกชนชายชั้นแนวหน้าของประเทศไทยก็เป็นธรรมดาครับเหมือนกันกับโรงเรียนมัธยมทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าในโรงเรียนมัธยมเกือบทุกแห่งของประเทศเรามีนักเรียนชายที่สูบบุหรี่และปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้วสมัยที่ผมยังนุ่งขาสั้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายในต่างจังหวัดปัญหานี้ก็มีเช่นกันแหล่งมั่วสุมสูบบุหรี่ยอดฮิตของทุกโรงเรียนน่าจะคล้าย ๆ กัน คือในห้องน้ำชาย และเมื่อเข้ามาในโรงเรียนนักเรียนชายมักจะฝากบุหรี่ไว้กับเพื่อนนักเรียนหญิงสำหรับในโรงเรียนแห่งที่ผมทำงานนี้เนื่องจากว่าไม่มีนักเรียนหญิงพวกนักเรียนที่สูบบุหรี่อาจซ่อนบุหรี่ไว้ตามกระเป๋านักเรียนที่เรียบร้อยหรือซ่อนบุหรี่ไว้ตามฝ้า เพดานห้อง
สำหรับกรณีของนักเรียนศิษย์เก่าคนแรกที่ผมเชิญมานั้นเป็นหนึ่งในคนที่สูบบุหรี่โดยเริ่มสูบตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และสูบหนักขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมาเจอกับผมเมื่อเขาเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่5ในแผนการเรียนศิลป์ – ภาษา ส่วนผมทำหน้าที่หัวหน้าระดับชั้นในระดับชั้น ม.5ที่ผมดูแลอยู่นั้นมีนักเรียนสูบบุหรี่ กันหลายคนนักเรียนเหล่านี้มีทั้งสูบเป็นครั้งเป็นคราวออกไปหาที่สูบนอกโรงเรียนทันทีที่โรงเรียนเลิกหรือหาที่สูบก่อนมาเข้าโรงเรียนตอนเช้าและที่หนักสุดคือพวกที่ติดบุหรี่ขนาดหนักต้องหาห้องน้ำที่ปลอดคนเพื่อสูบบุหรี่ในบริเวณโรงเรียนสำหรับศิษย์เก่าท่านนี้ ผมไม่ทราบว่าติดบุหรี่หนักขนาดไหนแต่วันที่เกิดเหตุผมยังจำได้ดีเช้าวันนั้นขณะที่จะมีการเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้าเสียงโทรศัพท์มือถือของผมได้ดังขึ้นปลายสายบอกว่า “อาจารย์ครับมีเด็กโรงเรียนอาจารย์มาสูบบุหรี่แล้วเป็นลมนอนอยู่ที่ฟุตบาทบริเวณลานจอดรถของบริษัทผม”ผมจึงรีบวิ่งไปที่ลานจอดรถของบริษัทบริษัทดังกล่าวซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกลนักซึ่งที่หลังห้องน้ำบริเวณลานจอดรถของบริษัทแห่งนี้มักจะมีกลุ่มนักเรียนชายที่โรงเรียนที่ผมทำงานอยู่มาแอบสูบบุหรี่กันบ่อยครั้งผมจึงได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของตัวเองไว้ที่หัวหน้า รปภ. ให้คอยโทร.แจ้งผม หากว่ามีนักเรียนไปจับกลุ่มมั่วสุมสูบบุหรี่
สภาพที่ผมเห็นเมื่อเดินทางไปถึงลานจอดรถดังกล่าวคือ เด็กนักเรียนคนหนึ่งเป็นลมนอนราบไปกับฟุตบาทสันนิษฐานว่าเมื่อมาถึงโรงเรียนในตอนเช้าและรีบไปหาที่สูบบุหรี่และรีบอัดบุหรี่เพราะใกล้เวลาโรงเรียนเข้าหรือบางทีเขาอาจใช้ “บางสิ่ง” ที่หนักกว่าบุหรี่และใช้ในปริมาณเกินขนาดจนกระทั่งร่างกายน๊อคผมและเพื่อนครูที่มาด้วยกันช่วยกันหิ้วปีกเด็กคนนั้นกลับมาที่ห้องพยาบาลของโรงเรียนหลังจากนั้นจึงได้โทรตามคุณพ่อของเขามารับตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล
นั่นคือภาพความทรงจำที่ผมมีต่อรุ่นพี่ที่เป็นศิษย์เก่าคนนี้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วแต่มาในวันนี้ เขาได้เรียนจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย เขาดูสง่างามหน้าตาแลดูสดใสและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก วันนี้เขาจะมาช่วยทำกิจกรรมให้โรงเรียนโดยผมได้ขอให้เขามาแบ่งปันประสบการณ์ให้น้อง ๆ ฟัง เกี่ยวกับเมื่อครั้งที่ติดบุหรี่ขนาดหนักและแรงบันดาลใจที่ทำให้เลิกบุหรี่ตลอดจนวิธีที่ติ๊กใช้เลิกบุหรี่น้อง ๆ นักเรียนสนใจสิ่งที่รุ่นพี่ นำเสนอมากรุ่นพี่คนดังกล่าวได้เล่าให้รุ่นน้องฟังว่าระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยติ๊กได้ไปฝึกเล่นกลองชุดและได้ตั้งวงดนตรีกับเพื่อนและฝึกซ้อมดนตรีหนักมากติ๊กบอกว่าพอซ้อมตีกลองหนักและสูบบุหรี่ต่อจะเหนื่อยมากประกอบกับแฟนได้ขอร้องให้เลิกบุหรี่ด้วย ซึ่งผมคิดว่าการที่ได้นำคนที่มีประสบการณ์จริงมาคุยกับรุ่นน้องและทั้งรุ่นพี่กับรุ่นน้องมีวัยที่ไม่ห่างกันมากอาจเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ในโรงเรียนลดลง
ส่วนรุ่นพี่อีกคนที่จะมาพูดคุยเล่าถึงประสบการณ์ในการติดบุหรี่ให้รุ่นน้องฟังอีกคนในงานครั้งนี้ เป็นนักเรียนรุ่นน้องของรุ่นพี่คนก่อน ราวสามปีรุ่นพี่ท่านนี้เป็นเด็กแผนวิทย์เรียนหนังสือเก่งระดับแนวหน้าของโรงเรียนและเป็นเด็กที่ทำกิจกรรมเก่งหน้าตาดีมากเป็นฮีโร่ของรุ่นน้องคงไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะติดบุหรี่จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งผมและครูเวรยืนตรวจดูความเรียบร้อยนักเรียนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนก็มีการตรวจค้นกระเป๋าของนักเรียนที่มาสายและในวันนั้นรุ่นพี่คนนี้เป็นหนึ่งในจำนวนนักเรียนที่มาสายจึงถูกค้นกระเป๋านักเรียนด้วยผลปรากฏว่าพบบุหรี่จำนวน 1 ซอง พร้อมไฟแช็กผมจึงได้เชิญผู้ปกครองมาลงนามรับทราบพฤติกรรมของบุตรชายหลังจากนั้นเมื่อผมเจอเขาก็มักจะได้กลิ่นบุหรี่เป็นบางครั้งจนกระทั่งเรียนจบไปเรียนมหาวิทยาลัยจนจบผมทราบจากศิษย์เก่าคนอื่น ๆ ว่า รุ่นพี่คนนี้เลิกสูบบุหรี่แล้วจึงได้เชิญเขามาเพื่อเล่าประสบการณ์ให้นักเรียนรุ่นน้องฟังในครั้งนี้
ผมได้ถามเขาว่าว่า เลิกบุหรี่ได้อย่างไรรุ่นพี่คนดังกล่าวจึงได้เล่าว่า “หลังจากที่ผมถูกอาจารย์จับได้ว่าสูบบุหรี่เมื่อสมัยที่ผมเรียน ชั้น ม. 5 และอาจารย์ก็เกณฑ์พวกผมไปนั่งฟังวิทยากรที่ป่วยเป็นโรคไร้กล่องเสียง ที่มีรูตรงคอมาพูดให้พวกผมฟังผมก็คิดได้หลังจากกลับไปบ้านในเย็นวันนั้นแหละครับ” ผมนั่งนึกถึงเหตุการณ์ในวันที่เชิญวิทยากรจากสมาคมผู้ไร้กล่องเสียงมาพูดให้นักเรียนฟัง “อ้าว !ครูจำได้ว่าวันนั้น เธอกับพวกเพื่อน ๆ หัวเราะขำกับน้ำเสียงของวิทยากรมากนี่นาจนครูต้องไปดุพวกเธอและจำได้ว่าวันนั้นหลังจบการบรรยายครูต้องไปกราบขอโทษท่านวิทยากรด้วยนะ”เขาพยักหน้า “ครับ อาจารย์พวกผมหัวเราะกันจริง ๆ ก็ทำไปด้วยความคึกคะนองและอยากก่อกวนด้วยเพราะพวกผมไม่อยากไปนั่งฟังแต่ต้องถูกเกณฑ์ไปนั่งฟังแต่อาจารย์ครับวันนั้นระหว่างที่นั่งรถกลับบ้านผมได้คิดเลยนะครับและก็ไม่บอกใครผมเอาบุหรี่ที่มีเหลือติดกระเป๋าอีก 2 – 3 ทิ้งในวันนั้นเลยครับ”
ที่ผมกล่าวมานี้เป็นนักเรียนเพียง 2 คนจากจำนวนหลาย ๆ คนที่เลิกสูบบุหรี่ได้ ผมคิดว่าบางครั้งวิธีการที่เราใช้นั้นเราคิดว่ามันอาจไม่ได้ผลแต่เมื่อเวลาผ่านไปมันอาจได้ผลเพราะว่าสิ่งที่เราปลูกฝังกับนักเรียนนั้นก็เหมือนกับเราหว่านเมล็ดพันธุ์พืชลงดินเมล็ดพืชจะมีระยะพักตัวเพื่อที่จะรอวันงอกขึ้นเหนือพื้นดินในเวลาที่ไม่เท่ากันรวมทั้งเมล็ดพืชจะต้องรอสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้วยเมล็ดนั้นจึงจะงอกได้
หลาย ๆ ครั้งในการทำงานที่อาจจะมีคำพูดจากเพื่อนครูบางคนมาบั่นทอนกำลังใจบ้าง เช่น “จะสนใจเด็กพวกนี้ไปทำไมไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลานของเราซะหน่อย”“นี่ น้อง ระวังนะไปเที่ยวไล่จับไอ้พวกเด็กสูบบุหรี่ระวังพวกมันมากรีดรถของเธอนะ” หรือบางครั้งมีกลิ่นบุหรี่ในห้องน้ำและมีครู อาจารย์บางคนเดินผ่านก็จะพูดลอยลม มาเข้าหูว่า “โอ๊ยฝ่ายปกครองทำงานกันบ้างหรือเปล่าห้องน้ำมีแต่กลิ่นบุหรี่”ผมมานั่งคิดว่าในโรงเรียนมีครู อาจารย์มากกว่าร้อยคนเดินกันทุกตึกเรียนถ้าทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลปัญหาการสูบบุหรี่ของนักเรียนคงน้อยลงครับแต่นับว่าเป็นโชคดีของโรงเรียนครับที่ระยะหลังมานี้ที่คุณครูหลาย ๆ ท่านช่วยกันกวดขันนักเรียนกันมากขึ้นทำให้กลิ่นบุหรี่ในโรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ลดน้อยลงมากทีเดียวครับผมขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ ท่านที่ทำงานเพื่อที่จะลดปริมาณผู้สูบบุหรี่ลงนะครับซึ่งหากเราคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลยเราก็ควรทำครับเพราะว่าเมื่อเราทำสิ่งนั้นแล้วสิ่งที่เราทำมันคงเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยอันจะทำให้เรามีความภาคภูมิใจในชีวิตได้ครับ
เรื่องเล่าโดย นามปากกา ครูโรงเรียนราษฎร์ 62
เรียบเรียงโดย [email protected]
๒๕ พ.ย. ๒๕๕๘

เขียนได้ดีมากเลยครับ
ขอชื่นชม
ขอบคุณครับ