ต้องอธิบายเป็นด้วยเหตุผลกลใด เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้อย่างไร ไม่รวบรัดตัดความ เป็นเด็กต้องเชื่อฟัง ไม่ใช้อำนาจที่เหนือกว่า ทำไมดื้อด้าน รั้นไม่เข้าเรื่อง หรือถึงขั้นใช้กำลัง ตามตัวอย่างที่เห็นในข่าว ฯลฯ เพราะเหล่านี้จะทำให้เด็กๆหยุดคิด และอาจเลือกวิธีเดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัดแทน

ไม่ว่าจะเป็นผล PISA ซึ่งเน้นประเมินสมรรถนะที่จะใช้ความรู้และทักษะ เพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริง หรือผลของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ที่ผ่านมา พบว่านักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้อยในเรื่องคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือมีวิจารณญาณ หมายถึง เด็กๆบ้านเราคิดไม่เก่ง มีปัญหากับวิธีคิด

ลองพิจารณาสาเหตุ อะไรบ้างมีผลต่อเรื่องนี้ ถ้าเชื่อว่า “เด็กเสมือนผ้าขาว สุดแล้วแต่ผู้ใหญ่ในสังคม จะแต้มแต่งสีใดลงไป” อย่างนั้นผู้ใหญ่ในสังคมนั่นเองเป็นสาเหตุ เพื่อให้แคบเข้า ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการจัดการศึกษา โรงเรียน หรือครู ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง โดยละเหตุอื่นๆไว้ก่อน

การบริหารจัดการที่โรงเรียน ต้องกระตุ้นให้เด็กคิด ทุกคำถามต้องมีคำตอบ คำตอบต้องอยู่บนเหตุผลและคุณธรรมจริยธรรม ทำไมต้องผมสั้น ต้องกระโปรงยาว ไม่ใส่เครื่องประดับ ไม่ใช้เครื่องสำอาง ไม่ใช้โทรศัพท์ ห้องน้ำไม่สะอาดเท่าห้องน้ำครู ห้องเรียนไม่สวยงามเท่าห้องผู้อำนวยการ ฯลฯ

ต้องอธิบายเป็นด้วยเหตุผลกลใด เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้อย่างไร ไม่รวบรัดตัดความ เป็นเด็กต้องเชื่อฟัง ไม่ใช้อำนาจที่เหนือกว่า ทำไมดื้อด้าน รั้นไม่เข้าเรื่อง หรือถึงขั้นใช้กำลัง ตามตัวอย่างที่เห็นในข่าว ฯลฯ เพราะเหล่านี้จะทำให้เด็กๆหยุดคิด และอาจเลือกวิธีเดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัดแทน

นักเรียนคิดไม่เก่ง มีปัญหากับวิธีคิด เป็นผลสืบเนื่อง ลองพิจารณาความคิดและการปฏิบัติ ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทั้งหลาย ทั้งระดับนโยบาย โรงเรียน และครู ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่าง

เมื่อปีที่แล้ว(2557) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ให้แนวปฏิบัติโรงเรียนเรื่องการให้การบ้าน ซึ่งเกิดจากกรณีที่มีข่าว นักเรียนจ้างทำการบ้านมาส่ง ธุรกิจรับจ้างทำการบ้านผุดขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาสาระดังนี้

1) ให้ครูพิจารณามอบหมายการบ้านอย่างเหมาะสม ไม่ยากและไม่มากเกินไป ควรมอบหมายให้ทำงานเป็นกลุ่มมากขึ้น เช่น โครงงานต่างๆเพื่อให้นักเรียนมีโอกาสทำงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ในแง่มุมต่างๆ จึงจะสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริงมากกว่า

2) ให้ผู้บริหารสถานศึกษา นิเทศติดตาม การจัดการเรียนการสอน การให้การบ้านของครูอย่างเหมาะสม หากพบว่ามีการลอก หรือจ้างทำการบ้านกันจริง ให้พิจารณาโทษตามระเบียบที่สถานศึกษากำหนดอย่างจริงจัง

3) ให้ผู้บริหารสถานศึกษาจัดให้มีการสอนเสริมนอกเวลาเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาว่างตามความเหมาะสม เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนช้ากว่าเพื่อน หรืออาจจัดให้มี “คลินิกเพื่อนช่วยเพื่อนเรียน” หรือกิจกรรมอื่นๆที่จะช่วยให้นักเรียนบรรลุผลตามหลักสูตร

4) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำชับผู้บริหารสถานศึกษา ให้ติดตามการให้การบ้านของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

เมื่อได้พิจารณาข้อความดังกล่าว รู้สึกบอกไม่ถูก การบ้านเป็นเพียงภาระงานที่ครูประจำวิชามอบหมายให้ศิษย์ เพื่อทบทวนหรือวัดประเมินผลเรื่องที่เรียน มีประเด็นใดอีกที่ต้องเติมเสริมให้แต่ละคน ครูที่โรงเรียนคิดเองทำเอง แก้ปัญหาจ้างทำการบ้านมาส่งเองไม่ได้หรือ จึงต้องเกิดแนวปฏิบัติ สมมติฐานที่เป็นไปได้ ครูแก้เองไม่ได้จริงๆ แสดงว่า ครูก็คิดไม่เก่งหรือมีปัญหากับวิธีคิดเช่นเดียวกัน แต่ถ้าครูบอกเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเหล่านี้ ทำไมจะแก้เองไม่ได้ นั้นก็หมายถึง ระดับนโยบายเอง ที่มีปัญหากับวิธีคิด

อีกเรื่องเมื่อต้นปีการศึกษา(2558) เป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) แนวปฏิบัติในการลดภาระครูและนักเรียน ซึ่งสืบเนื่องมาจากผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตเยาวชน(สสค.) มีบทสรุปว่า จาก 200 วันที่โรงเรียนเปิดสอน ครูต้องใช้เวลาถึง 84 วัน หรือเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด เจียดให้กับกิจกรรมภาคบังคับตามระบบการศึกษา ระดับโรงเรียน ศธ.แนะไว้อย่างนี้

1) ให้โรงเรียนคัดกรองโครงการ/กิจกรรมที่หน่วยงานภายนอกขอความร่วมมือ โดยพิจารณาเฉพาะโครงการ/กิจกรรมที่โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการได้เอง

2) ทบทวนโครงการ/กิจกรรม ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกที่ยังดำเนินการอยู่ หากพบว่าเป็นภาระหรือส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนให้ยกเลิก เว้นแต่โครงการ/กิจกรรมนั้น มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน

3) โรงเรียนต้องไม่ร่วมดำเนินการโครงการ/กิจกรรมกับหน่วยงานภายนอกในเรื่องที่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ครูและนักเรียน กรณีที่มีหน่วยงานภายนอกขอความร่วมมือในเรื่องที่จะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ครูและนักเรียน หรือใช้ระยะเวลามาก ให้โรงเรียนเสนอขอความเห็นชอบ จากคณะกรรมการสถานศึกษา และกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาก่อนดำเนินการ

นี่ก็เช่นกัน แค่นี้โรงเรียนคิดเองไม่ได้หรือ เลือกร่วมเฉพาะที่โรงเรียนทำไม่ได้ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ก็ยกเลิกเสีย ถ้าจะเป็นการเพิ่มภาระให้ครูและนักเรียนต้องไม่ร่วม เรื่องอย่างนี้อันที่จริงต้องเป็นความปกติในการพิจารณาดำเนินการโครงการ/กิจกรรมใดๆของโรงเรียนอยู่แล้ว ทำให้น่าคิด ว่าแนวปฏิบัติดังกล่าว เกิดจากระดับนโยบายคิดไม่เก่ง หรือโรงเรียนคิดไม่เก่ง ฝ่ายใดมีปัญหากับวิธีคิด หรือทั้งคู่

ที่โรงเรียนไปสุ่มถามได้ มีสักกี่คนกล้าวิพากษ์การจัดการของฝ่ายบริหาร เป็นครูมีหน้าที่สอน ฝ่ายบริหารมีหน้าที่จัดการ แยกหน้าที่กันชัด แต่ความเป็นจริง ที่นั่นโรงเรียนเดียวกัน ทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน อยากพัฒนาโรงเรียนตัวเองให้ดีคล้ายกัน สอนแย่อย่างไร ฝ่ายบริหารสามารถกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ แต่กับการบริหารจัดการแล้ว ครูอย่ายุ่ง ทำหน้าที่สอนตัวเองไปแค่นั้น อย่างนั้นหรือ? แต่ส่วนใหญ่ ที่โรงเรียน ก็เป็นลักษณะนั้นจริงๆ

อำนาจหน้าที่ในระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ฝ่ายบริหารมีอยู่ รวมทั้งบทลงโทษ ทำให้ครูเลือกที่จะเฉย คงเหมือนกับคนทั่วไป แส่หาเรื่องทำไม คิดมากนอกจากไม่ทำให้อะไรดีขึ้นแล้ว อาจต้องเจ็บตัวด้วย เลิกคิดเสีย แล้วสอนหนังสือลูกเดียว ทำหูหนวก ตาบอด และแกล้งโง่ เจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานกว่าเยอะ

เมื่อครูเฉย ไม่คิด นานวันเข้ากลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรไป และถ้าพิจารณาจากคำกล่าว “วิธีสอนที่ดี ครูต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง” สุดท้ายเด็กๆผู้เป็นศิษย์ ก็จะไม่คิด คิดไม่เก่ง หรือมีปัญหากับวิธีคิดไปในที่สุด ขาดทักษะคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือมีวิจารณญาณไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อพิจารณาถึงที่มาที่ไป วิธีคิด และการปฏิบัติของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทั้งหลาย ทั้งในระดับนโยบาย โรงเรียน และครู ซึ่งเป็นเช่นนี้ แล้วบ้านเมืองเราจะได้เด็กที่คิดเก่ง เป็นนักคิด สักปีการศึกษาละกี่คนเชียว โปรดลองตรอง!