เราควรภาคภูมิใจในความเป็นไทย สมควรอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันสืบทอดการท่อง "อาขยาน" ต่อไป การสอนท่องอาขยานไม่ใช่การสอนให้เด็กท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่เป็นการสอนที่แฝงด้วยวิธีการที่แยบยล แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไทย รักความเป็นไทย ซาบซึ้งในภาษาไทย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีให้กับลูกหลานไทย อีกทั้งยังเป็นบันไดสู่การสร้างทักษะการคิดขั้นสูงไปในตัว

บันทึกที่ ๑๔๓ : ภาษาไทย-วรรณคดี-คีตศิลป์ ไม่สูญสิ้นด้วยอาขยาน

..........ในระหว่างวันที่ ๑๑-๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาครูผู้สอนภาษาไทย "อ่านได้ อ่านดี อย่างมีสุนทรียภาพ" ตามโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระภาษาไทย ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๘ ของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต ๑ วิทยาการให้การอบรม คือ วิชชาจารย์ณัฏฐกฤษฏิ์ อกนิษฐ์ธาดา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคีตวรรณกรรมระดับชาติ

.........ผู้เขียนประทับใจ ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งที่วิทยากรที่ท่านได้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี สนุก เข้าใจง่าย น้ำเสียงที่ไพเราะเวลาอ่านบทอาขยานให้อรรถรสและถ่ายทอดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องบทอาขยาน ท่านได้เสนอแนะการอ่านบทอาขยานในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย และการสอนภาษาไทยในหนังสือแบบเรียนเร็ว ใคร่ขอสรุปย่อคำบรรยายบางส่วนของท่านไว้ดังนี้

"...อาขยาน นับเป็นแบบแผนของการสืบทอดและถ่ายทอดวรรณคดีที่ถูกคัดสรรแล้วว่ามีคุณค่าสมควรนำมาเล่าขานสู่กันฟัง เพื่อให้เกิดการซึมซับรับรู้ในคุณค่า และนำไปสู่การยกระดับจิตวิญญาณให้สูงส่งยิ่งขึ้น

...อาขยาน มีไว้เพื่อให้ท่อง คือ เปล่งเสียงก็จริง แต่มิได้มุ่งให้จำ การจำเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น มิใช่เป้าหมายอันแท้จริง...การท่องอาขยานจะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่อยู่ที่เราคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครู-นักเรียน จะเข้าใจความหมายและเป้าหมายที่แท้จริงของอาขยานหรือไม่...

...การเปล่งเสียงเป็นหัวใจของทุกภาษาในโลก เมื่อภาษานั้นๆได้มีวิวัฒนาการและถูกยกระดับเป็นวรรณคดี อันเป็นงานศิลปกรรม การเปล่งเสียงก็ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะเป็นคีตศิลป์ อันถือเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดวรรณคดีให้เกิดสุนทรียภาพแก่จิตใจ...ภาษาร้อยแก้วเป็นภาษาถ่ายทอดความรู้(ข้อเท็จจริง) ส่วนภาษาร้อยกรองหรือวรรณคดีเป็นภาษาที่ใช้ถ่ายทอด ความรู้สึก (จินตนาการ)..."

.........ผู้เขียนเห็นว่าเราโชคดีที่ได้เกิดเป็นคนไทย มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติและเป็นภาษาของตนเอง ภาษาที่บรรพบุรุษได้สร้างและถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานรุ่นแล้วรุ่นเล่า ภาษาไทยของเราเป็นภาษาที่ทรงคุณค่ามีทั้งวรรณคดี และคีตศิลป์เป็นของตนเอง มีแบบแผนในการถ่ายทอดวรรณคดีด้วยการท่อง "อาขยาน" และด้วยแบบแผนแห่งอาขยานนี้เองที่เป็นเครื่องมือในการสืบทอดวรรณคดีได้อย่างลึกซึ้งเข้าถึงคุณค่า ซึ่งมีน้อยประเทศในโลกนี้ที่จะมีแบบแผนอย่างนี้เช่นประเทศไทยของเรา เราควรภูมิใจในภาษาของเรา

.........จากการเข้ารับการอบรมตลอดสองวันนี้ รับฟังวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของภาษาไทย การสอนภาษาไทยแบบเดิม การขับขานบทอาขยานตามรูปแบบคีตศิลป์แบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านทำนองเสนาะ การขับร้องเพลงไทย-เพลงสากล-เพลงไทยลูกทุ่ง ทำนองสรภัญญะ ทำนองพากย์โขน ทำนองเห่เรื่อ ทำนองขับหุ่นกระบอก ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่ามีความประทับใจ ซาบซึ้งในความไพเราะของวรรณคดีไทย ชวนให้หลงใหลในภาษาไทย ผู้เขียนไม่ได้จบด้านภาษาไทยแต่ด้วยความเป็นคนไทยหัวใจไทยเต็มเปี่ยมจึงรักหวงแหนภาษาไทยมากยิ่งขึ้น

.........เราควรภาคภูมิใจในความเป็นไทย สมควรอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันสืบทอดการท่อง "อาขยาน" ต่อไป การสอนท่องอาขยานไม่ใช่การสอนให้เด็กท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่เป็นการสอนที่แฝงด้วยวิธีการที่แยบยล แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไทย รักความเป็นไทย ซาบซึ้งในภาษาไทย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีให้กับลูกหลานไทย อีกทั้งยังเป็นบันไดสู่การสร้างทักษะการคิดขั้นสูงไปในตัว

........."ภาษาไทย-วรรณคดี-คีตศิลป์" จะคงอยู่คู่ไทยตลอดกาลก็ต่อเมื่อพวกเราคนไทยทุกคนได้ร่วมมือร่วมใจกันส่งเสริม สนับสนุน การอ่าน/ท่องบทอาขยาน รวมถึงการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ตลอดจนอนุรักษ์ภาษาไทยของเราให้คงอยู่ชั่วกาล



อ่านเพิ่มเติม http://www.gotoknow.org/posts/590157