ชีวิตขาลงที่แสนสุข

ในที่สุด ชีวิตเราก็จะเหลือเพียง หัวกะทิที่คั้นแล้วคั้นอีก  เพียงนิดเดียว เพราะที่เหลือมันเป็นเพียงกาก ..

ชีวิต

เมื่อพูดถึงถึงเรื่องราวของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตหลังเกษียน ช่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจให้นำมาพูดคุยกันอย่างมากมายหลากหลายเหลือคณานับ

ปีนี้แม่ต้อยอายุล่วงลุเข้าวัย ๖๕ ปีละ มันช่างน่าตกอกตกใจอะไรเช่นนั้น

เมื่อมาทบทวนดู แม่ต้อยทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่สาวๆ เพิ่งได้มาหยุด ค่อยๆชะลองานในปีที่ผ่านมานี้เอง

แต่แม่ต้อยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังว่า มันเป็นช่วงชีวิตที่เราได้สะสม ความรู้ไว้มากที่สุด

ชีวิตในช่วงนี้ เป็นช่วงที่เราหลุดพ้นจากการทำงานประจำที่เคยมีตำแหน่งแห่งหน

หลุดพ้นจากภาระงานอันจำเจ การประชุม หรือการเร่งรัดติดตามตัวชี้วัดขององค์กร

ดูๆก็น่าจะสบาย

แต่แม่ต้อยก็อยากจะบอกว่า เราจะหลุดพ้นจากสิ่งอื่นๆไปด้วย อาทิเช่น

งานพิธีต่างๆก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป สมัยก่อนแม่ต้อยเคยตัดชุดเดือนละมากมายหลายชุดในโอกาสต่างๆ

สำหรับงานสังคมเหล่านั้น ทั้งงานพิธีการ งานสังคม งานเลี้นงตามสถานทูต แต่ตอนนี้ไม่ต้องเลย ฮ่าๆ เพราะไม่ต้องไปแล้ว


จะเหลือก็เพียงงานบวช งานแต่ง งานบวชนาค ตามแถวบ้าน หรือ คนสนิท แม่ต้อยก็ ใส่ชุดเดิมนั่นแหละ ข้อดีคือไม่ต้องเสียค่าตัดชุด ค่าภาษีสังคม หลายชุดใช้ไม่ได้เพราะเวอร์เกินไป ต้องมอบให้คนอื่นเขาไป เพราะไม่ได้ใช้แล้ว บ้านโล่งขึ้นมากเลยคะ

แต่เอ้ะ ... งานที่ต้องไปบ่อยมากขึ้นคืองานศพ อิอิ มีมากจนน่าใจหายเหมือนใบไม้ที่ค่อยๆร่วงโรย

ประการต่อมา คือ คนที่เราเคยรู้จักมักคุ้นก็จะน้อยลงไป ลูกน้องก็จะค่อยๆลืมเราไป เหลือจริงๆไม่กี่คน ใครที่รักเราอย่างจริงใจ ตอนนี้วัดได้ชัดเจนและโปร่งใสมากๆ

คนที่เคยอยากมาหาเราเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็ค่อยๆหายไป ข้อดีคือ เราก้ไม่ต้องคอยทุกข์ใจเวลาเราช่วยเขาไม่ได้ เพราะบางที เขาเอาของพวกของกินผลไม้มาฝากเราด้วย

เรากินไปแล้ว หาก เราช่วยเขาไม่สำเร็จ นี่บาปหนักมาก อิอิ ช่วงนี้พ้นจากบาปนั่นไปแล้ว เฮ้อ สบายใจเสียจริง อิอิ



อีกประการคือ ตอนทำงาน การกินการอยู่ หรือ ที่นั่งกินข้าวในที่ทำงานมีเลขานุการคอยจัดแจงให้ ตอนนี้เราต้องทำกินเองทุกประการ เปลี่ยนความรู้สึกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทีเดียวเชียว

ค่าที่ไม่เคยทำอาหารกินเอง แม่ต้อยถึงขนาดลงทุนนั่งดูรายการทีวีเพื่อหัดทำกับข้าวในวัย๖๕ ปีนี้เอง

แต่อยากจะแอบบอกว่าการทำอาหารเองนั้นสนุก และเต็มไปด้วยศิลปะและความงดงาม ของการดำรงอยู่นะคะ

จะเป็นอะไรไปละ หากสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตเรา คนในครอบครัวเรา จริงมั้ยคะ ...

ลูกๆ จะคอยให้กำลังใจ บอกว่าแม่พัฒนาฝีมือ ขึ้นมากๆเลย อิอิ ตอนนี้เริ่มอร่อย กินได้แล้ว 555


สมัยก่อนหน้าโน้น ครอบครัวแม่ต้อยเป็นครอบครัวตำรวจ ในระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่บ้านจะมีคนมาเยี่ยม มีการจัดงาน จนแม่ต้อยแอบคิดว่าเมื่อไหร่เราจะได้อยู่อย่างเงียบๆเสียที

ตื่นมาตอนเช้า คนนั่งรอเต็มบ้าน ไม่รู้อะไรกันหนักหนา ..

มาตอนนี้ สมใจนึกแล้วละคะ เพราะที่บ้านเงียบสนิท นานๆจะมาคนมาเยี่ยมเยือนสักที เช้าๆ เสียงนกร้องแสนจะไพเราะ ชีวิตช้าลง ดอกไม้ในสวน ส่งกลิ่นหอมสดชื่นทุกเช้า

ข้อดี คือบ้านสะอาด สงบ ได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่ปวดหัว

แต่สำหรับคนที่ยังไม่หลุดพ้น คงอาจจะตรอมใจเอาง่ายๆ มันเปลี่ยนไปอย่างชนิดที่คนที่ไม่เตรียมตัวเตรียมใจ อาจจะช้ำในอกเอาง่ายๆ

เชื่อไหมว่า บางทีแม่ต้อย เล่นไลน์ เห็นไลน์ของน้องๆที่เคยทำงานมาก่อน เคยสนับสนุนเขา เคยสอนเขา ลองทักทายเข้าไป ผลปรากฏว่า...

เขาอ่านคะ แต่เขาไม่ตอบกลับไม่ทักทายกลับเสียงั้น .. หน้าแตกอิอิ

แม่ต้อยก็เพียงแต่คิดว่า เอาละเขาคงกลัวเราไปรบกวนเขามั้ง..

ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง ในที่สุด ชีวิตเราก็จะเหลือเพียง หัวกะทิที่คั้นแล้วคั้นอีก เพียงนิดเดียว

เพราะที่เหลือมันเป็นเพียงกาก ..

การหลุดพ้นจากหัวโขนนี้ มันมีข้อดีมากมายหลายอย่าง หากเรารู้จักที่จะเรียนรู้ และสังเกตจิตใจเราเอง

อันแรกคือ ความมีอิสระ ในการดำรงชีวิตตามที่เราปรารถนา เมื่อไม่มีใครมารบกวนเรามาก เราก็สามารถมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น อยู่กับเพื่อนเก่าๆ อยู่กับครอบครัว

และสังคมที่จริงใจไม่สวมใส่หน้ากากเพื่อมาแทงหลังกัน

พูดง่ายๆคือ เราสามารถคัดเลือกและกลั่นกรองคนที่เราจะสานสัมพันธไมตรี ที่มีต่อกันโดยปราศจากเงื่อนไขใดใดทางสังคม เช่นตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์

แม่ต้อยกลับพบว่าบางที แม่ค้าในตลาด คนขายกล้วยปิ้ง ช่างตัดเสื้อ หรือคนที่ไม่เคยมีหัวโขนอันใด กลับมีความจริงใจและห่วงใยกันมากกว่า

อันที่สอง คือ แม่ต้อยพบว่า เราสามารถทำอะไรได้เองมากมายขึ้น ไม่ต้องพึ่งใครๆเหมือนแต่ก่อน เช่นสามารถไปเดินซื้อของในตลาด ทำกับข้าว ไปจ่ายค่าโทรศัพท์

( สมัยก่อนให้คนอื่นทำทั้งสิ้น อิอิ) ดูสิคะงานขงอเราแท้ยังทำไม่เป็น ตอนนี้มีความภาคภูมิใจเหลือเกิน

อันที่สาม แม่ต้อยว่าพอเรามีอิสระ เราสามารถค้นคว้า หาความรู้ที่เราต้องการได้แม่นยำมากขึ้น เพราะการค่อยๆเรียนรู้ จะทำให้เราซึมซับมากยิ่งขึ้นเข้าใจอย่างถ่องแท้ มากกว่าในสมัยก่อน

เพือนๆแม่ต้อยหลายคน เพิ่งมาค้นพบว่า ตัวเองมีความสามารถด้านการทำอาหาร หรือการปลุกต้นไม้ การวาดรูป ก็ตอนหลุดพ้นจากงานประจำนี่แหละคะ

อันที่สี่ ชีวิตที่หลุดพ้นจากงานประจำนี้ แม่ต้อยมีความรู้สึกเหมือนนั่งบนภูดูคนรบกัน ฮ่าๆๆ เพราะเราไม่ต้องไปแข่งขัน หรือเปรียบเทียบกับใครละ ในแต่ละปีเราจึงเห็นทั้งคนที่ชนะ และคนที่พ่ายแพ้ ก้ไม่รู้ว่าชนะ หรือพ่ายแพ้อะไร เพราะสิ่งเหล่านั้น มันไม่ใช่ของใครสักคน นี่นา

อันที่ห้า แม่ต้อยว่าชีวิตหลังเกษียณนี้ หากไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ดี จิตใจอาจจะห่อเหี่ยวได้ เพราะมันเป็นช่วงขาลง สิ่งที่เคยมี จะไม่มี สิ่งที่เคยได้จะหายไป อย่างทันตาเห็น แต่จะเป็นอะไรไปละคะ ก็ชีวิตเรายังไม่ใช่ของเราเลยนี่นา

แต่เราต้องภาคภูมิใจกับวัยงามนี้ของเรา เช่น เวลาไปดูหนังเราจะบอกว่าซื้อตั๋วสำหรับผู้สูงอายุคะ ขอบอกว่าราคาถูกคะ หมั่นไปดูหนังได้ จิตใจสบายคะ

หรือเวลาไปเที่ยวที่ไหน เราจะได้สิทธิพิเศษ บางแห่งให้เข้าฟรีเสียด้วย

อันที่ หก แม่ต้อยว่า เรามีโอกาสได้ทำสิ่งที่ดีดี ได้มากขึ้น จากประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้มาทั้งชีวิต นี้แหละ ไม่ว่าจะทำบุญ การให้ การมีเมตตา การสงเคราะห์ลูกหลาน และคนอื่นๆ

แม้ว่าหลังเกษียณ ใครๆจะคิดว่า เป็นชีวิตขาลง แต่แม่ต้อยคิดว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ของแม่ต้อยเลยทีเดียวคะ

สวัสดีคะ

แม่ต้อย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกของแม่ต้อย



ความเห็น (9)

ยังคิดถึงแม่ต้อยเสมอค่ะ

คิดถึงเรื่องดีดี ที่ได้เรียนรู้จากแม่ต้อย

แม่ต้อยให้โอกาสหลายอย่าง ทำให้เราต่อยอดความรู้ได้มากมาย

แก้วก็คิดถึงชีวิตวัยเกษียณคงมีความสุข อยากไปไหนก็ได้ไป

อยากไปหาหลาน ก็จะได้ไป

รอวันอิสระค่ะ

แก้ว

อย่างน้อยก็จะได้มาบันทึกความทรงจำดีดีที่นี่ได้มากขึ้นค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • รู้สึกประทับใจบันทึกที่สมบูรณ์ในการจัดการความรู้ที่ตัวบุคคลมากค่ะ การระบายจะทำให้เราค้นพบความจริงตามธรรมชาตินั่นเอง
  • คุณลิขิตยังไม่ถึงวัยเกษียณค่ะ แต่ฝึกใส่หัวโขน ถอดหัวโขน เสมอ ตั้งแต่วัยเริ่มทำงานค่ะ ความรู้ที่ได้รับ ก็คือ ช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต คือ ช่วงที่เราได้อยู่กับตนเองอย่างธรรมดา เช่นเดียวกับผู้เขียนได้สัมผัสค่ะ
  • ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ต้อยค่ะ สุดยอดของการจัดการความรู้จะสัมผัสได้ เมื่อเราค่อยๆเลาะเปลือกของต้นไม้ที่เป็นกะพี้ออก วางลง จะพบแก่น คือ ความว่างเปล่า
  • ขอแสดงความยินดีกับ GotoKnow ต่อไปอาจกลายเป็นพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ ที่อำนวยให้สมาชิกค้นหาความจริงตามธรรมชาติก็เป็นได้ และท่านสมาชิกเหล่านั้น ล้วนเป็นบุคคลที่น่าศรัทธา คบหาเป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่งค่ะ

ขอแสดงความนับถือ

คุณลิขิต

สวัสดี แม่ต้อย

รู้สึกดีมากๆที่ได้มีโอกาสอ่านบันทึกนี้ ชีวิต ขาลง

ถอด ทบทวนตัวเองไห้ข้อคิดได้เป็นอย่างดี

อยากจะบอกแม่ต้อยว่า โอกาสที่แม่ต้อย หยิบยื่นให้ กับ พนักงานเปลคนหนึ่ง อันเป็นโอกาส เป็นการให้

ที่ก่อเกิดประโยชน์ แก่งานสาธารณสุข เป็นการบอกต่อให้เห็นว่า หากค้นพบศักยภาพ แล้วก่อเกิดคุณค่า ทั้งตัวเองและองค์กร

ขอบคุณแม่ต้อย

และขอบคุณ G2K ที่ทำให้รู้จักแม่ต้อย

และยังรอคำมั่น ที่จะมาเยือนปากพะยูน

ขอบคุณโอกาสที่หยิบยื่นให้......ลุงวอ อดีต ศาสตราจารย์เปล รพ ปากพะยูน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ น้องแก้ว

ยินดีมากคะ แม่ต้อยเองก้คิดถึงน้องแก้วเสมอคะ

เรื่องราวของชีวิตสร้างการเรียนรู้ตลอดเวลาคะ สำหรับแม่ต้อยแล้ว ทุกๆจังหวะของชีวิตคือความสุข

แม่ต้อยเองก้ติดตามข่าวคราวของน้องแก้วเสมอคะ

อบอุ่นใจคะ

แม่ต้อย

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ คุณลิขิต

ยินดีคะที่ได้รู้จักคุณลิขิต กัลยาณมิตรคนใหม่ ภายใต้สื่อสร้างสรรค์ นี้คะ

บางครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญคือความจริงใจ และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคะ

เรื่องราวที่แม่ต้อยแลกเปลี่ยน เป็นความจริง และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคะ

เพราะเหตุที่ว่า ทุกสิ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว คงอยุ่ และก็ดับไป อันเป็นธรรมดา

หากเรามองดู ด้วยความเข้าใจ ความสุขก็เกิดขึ้นคะ

คำชื่นชมของคุณลิขิต คือ ความสุข ที่เกิดขึ้น จากสิ่งเล้กๆน้อยที่แม่ต้อยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่นี้

ขอบคุณมากๆคะ

แม่ต้อย


เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ วอญ่า

โห คิดถึงมากมายคะ แม่ต้อยเองก็คิดถึงวอญ่าคะ รวมทั้งน้องๆ SHA ทุกๆคนด้วยคะ

พนักงานเปลคนนี้ คือผุ้ที่ยิ่งใหญ่ของแม่ต้อยคะ

แม่ต้อยยังจำทุกเรื่องราวที่เราได้เกื้อกุลกันเสมอมาคะ

รักๆๆ

แม่ต้อย

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆนี้นะค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ คุณวีวรรณ

ยินดีเช่นกันคะ

หากเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยคะ

แม่ต้อย

หมายเลขบันทึก

589805

เขียน

06 May 2015 @ 12:26
()

แก้ไข

06 May 2015 @ 12:29
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 7, ความเห็น: 9, อ่าน: คลิก