บรมครูทางจิตวิญญาณ

จุดมุ่งหมายในการบวชของข้าพเจ้าครั้งนี้คือ ให้โอกาสกับชีวิตและจิตวิญญาณนี้ได้ฝึกหัด ปฏิบัติเรียนรู้ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเต็มใจเต็มกำลัง กับบรมครูทางจิตวิญญาณของข้าพเจ้า คือ หลวงปู่พุทธะอิสระ โดยมีความคาดหวังในการเป็นผู้ออกจากเรือนในครั้งนี้ว่า จะสามารถเป็นผู้มีความสงบกาย วาจา ใจ และรู้จักหยุด(ได้บ้าง)

สำหรับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่ข้าพเจ้าได้รับนั้นมีมากมาย มิอาจบรรยายได้หมด แม้อาจจะไม่เป็นสิ่งที่สูงส่งหรือพิสดารนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจว่าได้ทำเต็มความสามารถแล้ว ส่วนที่นำมาถ่ายทอดนี้จะเน้นเกี่ยวกับการฝึกสติเท่านั้น ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่า การฝึกสติก็เพื่อให้เกิดสมาธิ คือ สมาธิเป็นผลของสติ การฝึกสติทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง นอน ซึ่งหลวงปู่บอกว่าแม้จะกิน ขี้ เยี่ยว ตด เรื่องทั้งหมดต้องพิสูจน์ทราบ ที่เน้นมากที่สุดคือ การมีสติในการทำงานโดยเฉพาะสภาวะที่คับขัน บีบคั้น จะต้องมีความระลึกอยู่หรือรู้เนื้อรู้ตัว ไม่ให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด อยู่ทุกขณะจิต

ในช่วงการบวชเกือบ ๓ เดือนนี้ ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณหรือสิ่งที่ได้ฝึกหัดปฏิบัติเรียนรู้นั้น ข้าพเจ้าจะแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง คือ ช่วงแรกเป็นการปฏิบัติด้วยศรัทธา ช่วงกลางเป็นการปฏิบัติด้วยวิริยะ และช่วงสุดท้ายเป็นการฝึกสติ

ช่วงการปฏิบัติด้วยศรัทธา เป็นช่วงที่ข้าพเจ้าและพระนวกะทั้งหลายได้ศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดอ้อน้อย ข้าพเจ้าเองเคยบวชมาแล้วแต่ไม่อยากบอกว่ากี่โบสถ์ (เพราะจะถูกหาว่าเป็นชาย ๓ โบสถ์ แต่หลวงปู่เคยวิสัชนาว่า ที่ว่าชาย ๓ โบสถ์นั้นหมายถึง คนที่เปลี่ยนศาสนาถึง ๓ ศาสนา ซึ่งแสดงว่ามีศรัทธาไม่แน่นอน) มีพระนวกะจำนวนไม่น้อยที่เคยบวชมาแล้ว บางรูปอายุเกือบ ๗๐ ปีแล้วยังมาบวช ซึ่งส่วนใหญ่มาด้วยความศรัทธาในองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ และเป็นโอกาสอันเป็นมงคล เพราะการบวชครั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา จึงทำให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติเป็นพิเศษ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าความศรัทธานี้ทำให้พวกเราอยู่ร่วมกัน เอื้ออาทรต่อกัน มีงานอันใดที่ได้รับมอบหมายก็ร่วมกันทำจนสำเร็จ โดยหลวงปู่จะไม่ปล่อยให้พวกเราว่าง ท่านจะจัดกิจกรรมให้ตลอด แต่ไม่ใช่เป็นการรับกิจนิมนต์ใดๆ การที่หลวงปู่ให้เราทำงาน...ทำงาน...และทำงานนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเพราะการทำงานทำให้เราได้ฝึกหัดปฏิบัติเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่จากการจำ การท่องตำรา

สิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจทำและทำได้ตลอดการบวชคือการฝึกกาย ซึ่งที่ต้องทำประจำคือการทำวัตรเช้า-เย็น และการทำงานโดยไม่นอนกลางวัน เมื่อก่อนข้าพเจ้าไม่ใช่เป็นคนตื่นเช้าเท่าใดนัก แต่ตลอดการบวชข้าพเจ้าก็สามารถตื่นตั้งแต่ตี ๔ มาทำวัตรเช้า พยายามไม่มาสาย และไม่โงกง่วงตลอดการบวช ทั้งๆที่ถ้าหากนึกถึงการตื่นนอนในช่วงฤดูหนาว ที่หนาวเหน็บที่สุดในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา(มีแค่ผ้าห่มผืนเดียว คือผ้าไตรครอง แต่ช่วงหลังมีผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาวจากการอนุเคราะห์ของญาติโยม ซึ่งข้าพเจ้ายังรำลึกถึงบุญคุณจวบจนทุกวันนี้ และตระหนักถึงความเป็นอยู่ของพระว่าขึ้นอยู่กับศรัทธาของญาติโยมจริงๆ) บางวันอุณหภูมิช่วงเช้าประมาณ ๑๐ องศาเซลเซียส หลายคนแทบไม่อยากจะตื่น แต่หลังจากได้ยินเสียงระฆังครั้งแรกก็ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับหอบเครื่องอัฏฐบริขารไปทำธุระส่วนตัว แล้วรีบห่มจีวรเพื่อไปทำวัตรเช้าประมาณตีสี่ครึ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่าช่วงนี้เป็นการฝึกสติอย่างยิ่ง คือ เมื่อตื่นก็ต้องตื่นทั้งกายและใจ จะมางัวเงียอยู่ไม่ได้ และจะลืมสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะจะทำให้ไปสายและไปหลับต่อในขณะทำวัตร ผลที่ได้จากการปฏิบัติเช่นนี้คือ ถ้าเราเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยสติ มีการเจริญพระพุทธมนต์ รับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติแล้วเจริญสติ เราจะมีวันที่สดใส ปลอดโปร่งตลอดวัน มีพลังในการทำการงานต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่เชื่อท่านที่ยังไม่ได้ทำก็ลองทำดู

คราใดที่ข้าพเจ้าทำวัตรแล้วรู้สึกว่าไม่ได้สาธยายมนต์ด้วยความตั้งใจเพื่อให้เข้าใจอย่างซาบซึ้ง ข้าพเจ้าจะมองไปที่พระอชิตะที่ยืนอุ้มบาตรอยู่ข้างขวาของพระประธานในโบสถ์ วัดอ้อน้อย แล้วนึกถึงเรื่องราวของพระอชิตะที่หลวงปู่เล่าให้พวกเราฟัง ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่า คงด้วยอธิษฐานบารมีที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธา ที่ทำให้พระอชิตะสามารถหาบาตรของพระพุทธเจ้าได้ทั้งๆที่เพิ่งบวชใหม่ และต้องแข่งกับพระอรหันตสาวกทั้งหลายที่มีฤทธิ์เดชมากมาย ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองก็คงมีพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนานี้มากพอควรจึงได้มีโอกาสบวชอีกครั้ง และสามารถฝึกกายให้เป็นกิจวัตรได้ในช่วงของการบวช และก่อนจะสึกจากพระคราวนี้ขณะดึงสังฆาฏิออก ข้าพเจ้าก็อธิษฐานขอให้ได้บวชในพระพุทธศาสนานี้อีกในอนาคตกาล

ในช่วงกลางซึ่งข้าพเจ้าถือเป็นการปฏิบัติด้วยวิริยะ เป็นการเดินทางไปเข้าร่วมการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ที่วัดปลักไม้ลาย ประมาณ ๑ สัปดาห์ และที่วัดวังตะกูอีก ๒ สัปดาห์ ซึ่งหลวงปู่มีฐานะเป็นเลขานุการของคณะพระวิปัสสนาจารย์ จังหวัดนครปฐม ข้าพเจ้าคิดว่าหลวงปู่ต้องการฝึกให้พวกเราได้เริ่มรู้จักธุดงควัตร เรียนรู้หลักการของมหาสติปัฏฐานสูตร รับรู้สภาพจริงๆของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ และการฝึกอดทนต่อสิ่งไม่ชอบใจทั้งหลาย

ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจข้อความที่หลวงปู่กล่าวไว้ในหนังสือ 'อุดมการณ์การดำรงพันธุ์ ถึงวิถีชีวิตของภิกษุว่า "มีชีวิตประดุจปุยเมฆท่องไปในอากาศ" ก็ตอนที่เดินทางไปวัดปลักไม้ลาย ซึ่งเป็นการออกจากวัดโดยการเดินเป็นครั้งแรก แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจวิถีของภิกษุ จึงเดินแบกของกันพะรุงพะรังไปตามทางลูกรังจนฝุ่นตลบ กว่าจะถึงวัดปลักไม้ลายก็อ่อนล้าไปตามๆกัน ดังนั้น ทำให้ข้าพเจ้าคิดได้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นของจำเป็น เมื่อเราต้องแบก(บางคนหาม)ไปเองแล้ว พอเดินไปนานเข้าเราจะรู้สึกว่าความจำเป็นมันลดลง เพราะภาระที่เราต้องแบกมัน ข้าพเจ้าคิดถึงบทสวดมนต์ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ภารา หะเว ปัญจักขันธา" ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ และรู้ว่าการแบกของหนักเป็นความทุกข์ในโลกจริงๆก็คราวนี้แหละ

จากการเดินทางครั้งนี้เป็นผลให้เกิดการเรียนรู้เรื่อง"สิ่งจำเป็น" ทำให้การแบกสัมภาระไม่เป็นปัญหาในการเดินทางไปวัดวังตะกูและการไปธุดงคสถานลำอีซู ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าคนที่เดินไปไกลที่สุดก็คือคนที่แบกอะไรๆไว้น้อยที่สุด

สิ่งที่ข้าพเจ้าไดฝึกมากที่สุดในช่วงนี้ก็คือ ความเพียรในการดำรงสติ เพราะการไปเข้าร่วมอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ที่วัดปลักไม้ลายและวัดวังตะกูนั้น ส่วนใหญ่เป็นการนั่งปฏิบัติและฟังวิทยากรพูด ข้าพเจ้าต้องทนกับความปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อจากการที่ต้องนั่งนานๆ สภาพอากาศที่หนาวเหน็บและต้องผจญกับยุงยักษ์(บางคนบอกว่าอาจทำให้เราเซได้เวลามันบินชน) แต่ที่ทนได้ยากที่สุดคือ คำพูดและคำสอนของพระบางรูปที่สอนผิดเพี้ยนและพูดหยาบคาย แต่สิ่งที่เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้าสามารถทนได้ก็คือ แบบอย่างของการใช้มหาสติปัฏฐานด้วยความอดทนอย่างยิ่งในการทำให้ดู เป็นครูให้เห็น ของหลวงปู่ ข้าพเจ้าได้เห็นหลวงปู่ขึ้นไปประชุมเป็นคนแรกๆเป็นส่วนใหญ่(ประมาณตี ๓ เศษ) โดยต้องวางแผนการประชุม เป็นวิทยากร เป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งบางคนถามเป็นการประณาม ว่ากล่าวหลวงปู่โดยตรงหรือคณะผู้จัดการประชุม หลังจากเลิกประชุมแล้วท่านก็ต้องเตรียมการประชุมวันถัดไปอีก กว่าจะเสร็จประมาณ ๔ ทุ่ม และบางคืนก็มีพระไปปรึกษาถามปัญหาต่อที่กลดของหลวงปู่อีก แม้ว่าวันท้ายๆข้าพเจ้าเห็นว่าท่านป่วย เจ็บคอมาก ท่านบอกว่ามีเลือดออกในคอ แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงอาการให้เห็นว่าย่อท้อหรือเบื่อหน่ายเลย สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจมากคือ หลังจากกลับมาจากวัดวังตะกูได้หนึ่งวัน หลวงปู่บอกว่าจะขอไปรักษาตัวที่ลำอีซู ๒-๓ วัน แต่ท่านก็สอนสรุปเกี่ยวกับมหาสติปัฏฐาน ๔ เพื่อให้ได้ความที่ครบถ้วน แม้จะเป็นเสียงของคนที่เจ็บคอ แต่ข้าพเจ้าได้รับรู้ถึงความเมตตาอันไม่มีประมาณของหลวงปู่ และเนื้อหาก็จับใจมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าอาจเป็นประโยชน์กับผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดในโอกาสนี้

"มหาสติปัฏฐาน ๔ ไม่ได้มีเฉพาะแค่เจริญสติเท่านั้น มันมีไว้เตือนเรา ให้กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และมีชีวิตเบิกบาน ความหมายของผู้รู้ ผู้ตื่น และมีชีวิตเบิกบานนั้น ไม่ใช่นั่งหลับตาหรือท่องจำ แต่มันคือกระบวนการปลุกจิตสำนึก จิตวิญญาณ ความคิดอ่าน ประสาทสัมผัส และความรับรู้ในกายเราให้ตื่นและเบิกบานขึ้นมาด้วย มันจะตื่น เบิกบาน ทั้งขณะมีชีวิตและหลังจากสิ้นชีวิต

มหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษ ของเอกบุรุษ ของมหาบุรุษ และของอริยบุรุษ บุรุษที่มีมหาสติปัฏฐานคือ บุรุษผู้ชาญฉลาด แกร่งกล้า องอาจ สง่างาม เป็นบุรุษผู้มีชัยชนะในโลก คนที่มีมหาสติปัฏฐานคือ คนที่มีชัยชนะต่อทุกสิ่ง เพราะฉะนั้น ความหมายของมหาสติปัฏฐาน คือ ตลอดระยะเวลา ๑๕ วันที่ผ่านมานี้(การอบรมพระวิปัสสนาจารย์ที่วัดวังตะกู) ผมทำตัวอย่างให้ท่านได้ดูแล้ว ทั้งทำให้ดู ทั้งเป็นครูให้เห็น ทั้งชี้นำพวกท่านให้ทำตามได้เป็น วิถีชีวิตทั้ง ๑๕ วันที่ผมอยู่สอนและอบรมพระทั้งจังหวัด ๓๐๐ กว่ารูป รวมทั้งพวกท่านด้วย เป็นวิถีชีวิตที่ผมใช้มหาสติปัฏฐาน ๔ ไม่ว่าจะเป็นการทำตัวให้เห็นหรือมีชีวิตอยู่อย่างปกติให้เขาเห็น ชี้แจง ตอบปัญหา หรือไม่ว่าจะเป็นการแสดงไว้ซึ่งความไม่หวั่นไหว แต่มั่นคง ไม่สั่นคลอนหรือโยกโคนต่ออิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ใดๆที่เขาจะประณาม หยามเหยียด หรือยกย่องสรรเสริญ คนที่มีมหาสติปัฏฐานเปรียบดั่งขุนเขาที่ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่อย่างไม่หวั่นหวาด ต้านทานแรงลมและพายุร้ายได้อย่างองอาจสง่างาม

เพราะฉะนั้น มหาสติปัฏฐานมันใช้ได้ทุกอิริยาบถ เราอาจรู้สึกว่า วันนี้ ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ เราหลงลืมไป ขาดสติไป แต่เมื่อระลึกรู้ได้ ก็ต้องเรียกกลับมาให้มันรับรู้อิริยาบถนั่ง อิริยาบถยืน อิริยาบถเดินหรือนอน เมื่อรับรู้อิริยาบถเบื้องต้นแล้ว จึงไปรับรู้เรื่องละเอียดลึกๆต่อไป ในข้อ กายบรรพ ใช้ได้ทุกข้อ ทุกเวลา ทุกโอกาส เช่นเรารู้ว่าขณะนี้เรากำลังนั่ง ก็ส่งความรู้สึกลึกๆเข้าไปสำรวจดูว่า ขณะนี้โครงร่างของเรากำลังนั่ง ขณะนี้เรากำลังฟัง ก็ใช้สติสัมปชัญญะรับรู้ทางประสาท ประสาทที่เกิดจากโสตสัมผัส หูที่ได้ยินเสียง กระทบเป็นอารมณ์ โดยไม่ได้ปรุงแต่งมัน เพียงแค่รับรู้เฉยๆ สัญญาจะทำหน้าที่เก็บข้อมูล สัญญาก็จะบริสุทธิ์ ไม่มีข้อใดเคลือบแคลง ระแวงสงสัย ไม่มีมลภาวะ จิตที่เกิดทุกดวงมีสัญญาทุกดวง จะเก็บข้อมูลที่เป็นมงคล สันติ ถูกต้อง และชาญฉลาดเอาไว้ เวลาจะใช้ก็ไม่ต้องไปนึกมัน มันจะแสดงผลออกมาเอง เหล่านี้เป็นกติกา เป็นเทคนิคของผู้ฝึกมหาสติปัฏฐาน เป็นชีวิตของการเรียนรู้ ชีวิตของการฝึกปรือ ไม่ใช่ชีวิตของการปล่อย เหมือนว่าวที่ถูกตัดสายป่านให้ลอยไปในอากาศ มันเป็นชีวิตของการค่อยๆพยุงไม่ใช่บังคับ มันเอนก็จับมันตั้ง มันเซก็ต้องอย่าให้มันทรุด มันล้มก็อย่าถึงกับนอน มันนอนก็ต้องรู้จักลุก มันแพ้ก็รู้จักปล่อยวางแล้วหาวิธีที่ชาญฉลาด มหาสติปัฏฐานเป็นเทคนิคหรือศิลปะในการดำเนินชีวิต เราจะรู้จักตัวเราว่าสถานการณ์อย่างนี้เราจะทำตัวอย่างไร

คนที่เรียนมหาสติปัฏฐานต้องชาญฉลาด รู้เท่าทันสภาวธรรม คนเรียนมหาสติปัฏฐานไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่คนไม่รู้อะไร ไม่ใช่คนที่จะจำอะไร แต่เป็นคนที่เรียนรู้อะไร เพราะถ้าเราเพียรพยายามที่จะจำ มันจะเป็นมหาสติปัฏฐานไปไม่ได้ มันเป็นตัวการที่ไปทำสัญญา หรือไม่ใช้สัญญา จะผิดวิถีทางของมหาสติปัฏฐาน ๔ สติกับปัญญามันคนละเรื่องกัน

เวลาที่พวกท่านฟังธรรมจากพระไตรปิฎก หรืออ่านพระไตรปิฎก ขอให้อ่านเรื่องเกี่ยวกับกรรม แล้วท่านก็เอาสติสัมปชัญญะที่มีทั้งหมดของท่าน แต่ถ้าไม่รู้จักมันก็เอาความรู้สึกทั้งหมด ใคร่ครวญไตร่ตรอง พิจารณา รับทราบ วลี ถ้อยความตามการอ่านนั้นๆ พิจารณาตามอย่างตั้งใจ แล้วขึ้นมาแสดงความคิด มาตีความในพระธรรมว่าเข้าใจว่าอย่างไร และถ้าท่านฟังด้วยสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์และบริสุทธิ์ ท่านก็จะเข้าถึงความหมายของพระธรรมนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง ผมไม่อาจจะพูดได้ว่า เข้าใจถึงหัวใจของพระพุทธเจ้า แต่ผมอาจพูดได้ว่าท่านเข้าใจความหมายแห่งพระธรรมนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง อย่างนี้เรียกว่า รู้จริงไม่ต้องจำ ความแจ่มแจ้งแทงตลอดในอรรถพยัญชนะที่เราฟัง มันเป็นวิธีการที่ทำให้มหาสติปัฏฐานที่เราทำ สร้างปัญญาในการรู้เข้าใจวิจารณ์ธรรม แล้วเราจะมีปัญญามากกว่าคนอื่น มีสายตาที่มองได้ยาวไกลกว่า มีหูที่ฟังเสียงได้ละเอียดกว่า จมูกได้กลิ่นมากกว่า ลิ้นได้รส และการถูกต้องสัมผัสสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศรอบข้างได้ละเอียดรอบคอบกว่าคนอื่น ประสาทสัมผัสของเราจะตื่นในการรับรู้ได้มากกว่าคนอื่นและตื่นตลอดเวลา"

ช่วงสุดท้ายเป็นช่วงเดินทางไปธุดงค์ที่ลำอีซู จ.กาญจนบุรี จนกระทั่งพวกเราส่วนใหญ่ครบกำหนดสึก ข้าพเจ้าพบว่าพลังของความศรัทธาและความเพียรที่ได้ปฏิบัติมา ก่อให้เกิดพลังของสติจนกลายเป็นสมาธิ ข้าพเจ้ารับรู้ได้จากความสุขสงบในจิตวิญญาณของตัวเองขณะฝึกวิชาขันธมารครั้งสุดท้ายซึ่งต่างจากสองครั้งแรกมาก (วิชาขันธมารเป็นวิชาเฉพาะของอารามธรรมอิสระแห่งนี้ ซึ่งฝึกเฉพาะพระ ในความเห็นของข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการเจริญสติในภาวะบีบคั้น ซึ่งเป็นการจำลองสภาวะให้เหมือนกับการต้องเผชิญภาวะบีบคั้นในชีวิตจริง) ความสุขสงบนี้มีมากขึ้นเมื่อพวกเราเดินทางไปธุดงคสถานลำอีซู ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลวงปู่จึงไม่พาพวกเราไปธุดงค์ในป่าตั้งแต่ต้น เพราะถ้าพวกเรายังไม่เงียบกว่าป่า ไม่สว่างกว่าป่า จะไม่สามารถสัมผัสวิญญาณแห่งธรรมชาติของป่าได้ จนเมื่อพวกเรามีพลังแห่งสติเพียงพอแล้วเท่านั้น จึงจะได้ประโยชน์จากการไปอยู่ป่า

หลวงปู่สร้างธุดงคสถานลำอีซูจากป่าที่ถูกทำลายให้กลับมาเป็นป่าเขียวขจี เป็นธรรมชาติที่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม หรือที่เรียกว่าสัปปายธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่พัก(ซึ่งจริงๆเป็นแค่กลด) อาหาร ซึ่งอาจจะมีข้อติคือ ดีเกินไปสำหรับการอยู่ป่า อากาศที่กำลังดี(ทราบว่าหลวงปู่รอจนอากาศอุ่นขึ้น ค่อยพาพวกเราเข้าป่า) บุคคลรอบข้างที่เป็นกัลยาณมิตร ระยะทางในการบิณฑบาต การอยู่ในอิริยาบถที่สบาย และที่สำคัญที่สุดคือ กถาสัปปายะ หลวงปู่ได้เมตตาสอนและตอบปัญหาในการปฏิบัติ ในความเห็นของข้าพเจ้าและภิกษุบางรูปพบว่า สิ่งที่ท่านสอนเป็นการตอบปัญหาในการปฏิบัติโดยพวกเราไม่ต้องถาม และสิ่งที่ประทับใจข้าพเจ้ามากคือ ความเป็นบรมครูของหลวงปู่ที่เป็นตลอดเวลาและทุกขณะ มีหลายวันในช่วงหลังเพลที่ท่านเดินมาเตือนพวกเราให้ตั้งใจฝึก(คงกลัวพวกเราหลับ) การเตือนจะเป็นลักษณะเหมือนการตีฆ้องร้องป่าวในสมัยก่อน โดยท่านจะพูดไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน พระอุปฐากที่เดินตามมาจะเคาะฝาบาตร ๓ ครั้ง แล้วหลวงปู่ตะโกนว่า "ระวังอย่าหนีเที่ยว เดี๋ยวเสือจะคาบไป!" เป็นการเตือนสติให้พวกเรารู้ว่าอะไรที่หนีเที่ยว และอะไรคือเสือที่จะคาบเราไปกิน

การที่ข้าพเจ้าเขียนประสบการณ์ทางวิญญาณขึ้นนี้ ไม่อาจตอบแทนพระคุณแห่งพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหาโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายได้ แต่ข้าพเจ้าและพวกเราหลายคนได้สัมผัสขณะที่บวช และโดยเฉพาะขณะที่กำลังดึงสังฆาฏิออกในวันสึกก็คือ ความรู้สึกในการบวชครั้งนี้เหมือนได้มีโอกาสสัมผัสความรักอันบริสุทธิ์ ความเมตตาอันไม่มีประมาณ และปัญญาญาณแห่งพุทธะของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระมหาโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่เช่นนี้และคงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ผู้คนในศาสนานี้จะทำตัวอย่างไร สัจธรรมเหล่านี้ก็คงอยู่รอพวกเราไปสัมผัสพิสูจน์ทราบตลอดไป

อดีตพระสิทธิชัย สนตกาโย
ภิกขุเฉลิมพระเกียรติ