พ่อผู้มีใจอารี
ผมขอเริ่มตั้งแต่ต้นเลย คือผมมีโอกาสพบหลวงปู่ครั้งแรก ในงานฝังลูกนิมิตของวัด ด้วยความอยากรู้ว่า ตัวตนของหลวงปู่เป็นอย่างไร เพราะเพียงแค่อ่านจากหนังสือคงไม่เท่ากับพบตัวจริงของท่าน ดังนั้นเมื่อวัดมีงาน ผมจึงเดินทางไปแต่เช้า เมื่อไปถึงปรากฏว่ามีรถจอดกันมากอยู่แล้ว ผมต้องนำรถไปจอดหน้าวัด
เมื่อเข้าไปในวัด ผมรู้สึกว่าวัดสะอาดมาก จนเมื่อพิธีฝังลูกนิมิตจบแล้ว หลวงปู่ก็มานั่งพักที่เต็นท์หน้าโบสถ์เพื่อแสดงธรรม ผมจึงโอกาสได้ฟังธรรมจากท่าน ผมรู้สึกว่า ใช่เลย! พระรูปนี้แหละ ท่านใช้ภาษาง่ายๆฟังเข้าใจได้ดี อากัปกิริยาของท่านลื่นไหลดุจกระแสน้ำ ไม่มีขัดเขิน ฟังแล้วรู้สึกสบายใจดี
หลังจากวันนั้น ผมได้ทราบว่า ทางวัดมีโครงการบวชพระเณร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา ผมก็ตัดสินใจอยู่ว่าจะบวชดีไหม เนื่องจากผมไม่เคยบวช และผมก็แต่งงานแล้ว จึงลังเลอยู่ แต่เมื่อผมได้ฟังเทปของหลวงปู่ ผมก็ตัดสินใจว่าต้องบวช อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ตัวเองในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง(เดิมผมเป็นคนที่ดื่มเหล้ามาก เที่ยวกลางคืน กลับบ้านก็เกือบสว่าง เป็นคนจับจด ทำอะไรไม่ได้นาน เบื่อง่าย ดังนั้นจึงต้องการบวชเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง) ผมจึงลงชื่อสมัครบวชโดยที่ภรรยาไม่ทราบ จนกระทั่งสองเดือนก่อนบวชจึงได้บอกกับภรรยา และพ่อแม่ ผมร้องไห้กลั้นน้ำตาไม่อยู่ นึกถึงสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด ทำไม่ดีกับพ่อแม่ ซึ่งท่านทั้งสองก็อโหสิให้หมด
ก่อนบวช ผมมาอยู่ที่วัดเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ เมื่อมาถึงก็ได้รับกลด ๑ คัน มุ้ง ๑ ปาก และผ้าพลาสติก ๑ ผิน คืนแรกผมรู้สึกว่าลำบาก คิดจะเปลี่ยนใจไม่บวชอยู่เหมือนกัน แต่แล้วก็คิดอีกทีว่านี่เรามาเปลี่ยนแปลงตนเอง แค่นี้ยังเล็กน้อย ยังมีที่ลำบากกว่านี้อีก ผมจึงพยายามทำงายเยอะๆ พอตกดึกก็หลับ ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านมากนัก
เมื่อถึงวันบวช ตอนที่โกนผมนั้นยังรู้สึกใจหายเหมือนกัน พอถึงพิธีอาบน้ำนาค ตอนแรกๆก็รู้สึกสนุกดี(รู้สึกคึกคะนอง) แต่พอหลวงปู่มารดน้ำให้เท่านั้นแหละ น้ำตาไม่รู้มาจากไหน ไหลไม่ยอมหยุด ผมคิดว่า เอ๊ะ! เราเป็นใครชาวบ้านที่มาร่วมพิธีก็ไม่รู้จัก แต่ทุกคนก็อวยพรอนุโมทนากับเราด้วย ผมเห็นชาวบ้านทำด้วยความตั้งใจและจริงใจ ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ (อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ตัวเองอ่อนแอจัง อ่อนไหวเกินไป ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้ได้)
วันแรกที่ผมมาอยู่วัดนั้น ในช่วงบ่ายตอนผมมาที่กลดเพื่อจะเอาของบางอย่าง พอขยับผ้าพลาสติก ก็ปรากฏว่ามีงูเลื้อยหนีไป ผมตกใจสะดุ้ง! สักครู่ตั้งสติได้ก็แผ่เมตตา ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด ต่อมาอีกประมาณสองชั่วโมง ผมก็เดินมาที่บริเวณกลดอีกครั้ง ปรากฏว่าคราวนี้พบตัวต่อกำลังต่อสู้กับแมงมุม เจ้าแมงมุมตัวขนาดอุ้งมือเห็นจะได้ เจ้าต่อตัวเล็กกว่า แต่ในที่สุดแมงมุมก็ทนพิษเหล็กในของต่อไม่ได้ กลายเป็นอาหารของต่อ เจ้าต่อค่อยๆลากแมงมุมผ่านกลดไป ตอนแรกมันฝังศพของแมงมุมไว้ใกล้กับกลดผมมาก ผมก็แผ่เมตตาให้ แล้วก็เดินจากไป เมื่อกลับมาในช่วงเย็นปรากฏว่ามันหายไปแล้วทั้งต่อและซากแมงมุม(ผมลองขุดดูบริเวณที่ต่อฝังซากแมงมุมไว้)
วันที่แปดหลังการบวช หลวงปู่เมตตาสอนวิธีคลำกะโหลกศีรษะ หลักสำคัญคือต้องเห็นภาพของโครงกะโหลกที่เราคลำ เช้าวันที่ ๑๓ ธันวาคม หลวงพี่มาลัยได้สอนพวกเราว่า เราควรฉันอาหารให้น้อยลง และทำงานให้มากขึ้น ทำให้ผมมาคิดถึงตัวเองว่า ที่ผ่านมาหลายวันผมจะฉันอาหารมาก ทำให้เวลาเรียนจะสัปหงกตลอดเวลา ดังนั้นผมจึงควรต้องฉันให้น้อยลง
วันที่ ๑๔ ธันวาคม เราเดินทางสู่วัดปลักไม้ลาย อากาศช่วงนี้เย็น ตอนเช้าจะไม่ค่อยมีใครอาบน้ำ แต่ผมก็อาบทุกวัน ที่วัดปลักไม้ลายส่วนใหญ่เป็นป่าไม้อากาศชื้น ยุงตัวใหญ่มาก(ขนาดแมลงวันหัวเขียวตัวใหญ่ๆ) กัดเจ็บมาก ขนาดสะบัดมือยังไม่ค่อยจะยอมไป ต้องเอามือปัดออก ผมและเพื่อนปักกลดอยู่แถวหน้าฮวงซุ้ย(หลุมฝังศพ) ตอนกลางคืนก่อนนอนผมก็ไม่คิดอะไรมาก ได้แต่แผ่เมตตาขอสรรพสัตว์จงเป็นสุข แล้วก็นอน(แต่ไม่ลืมสวดมนต์ก่อนนอนด้วย) ผมจึงหลับสบาย แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งเค้าเล่าว่า ประมาณตีสอง ที่นอกกลดของเค้าทางด้านศีรษะ มีเสียงเหมือนเด็กมาเล่นอะไรกันนานสองนาน!
มีอยู่วันหนึ่งประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้ ผมได้ยินเสียงมาจากทางด้านศีรษะ! จึงลุกขึ้นเอาไฟฉายส่องดูก็ไม่พบอะไร สักพักก็มีเสียงอีก ผมก็ส่องดูใหม่ ก็ไม่พบอะไรเหมือนเดิม พออีกสักครู่ก็ได้ยินเสียงร้องเหมียว...! พอส่องไฟดูก็เห็นแมวเดินอยู่ ผมก็เลยไม่สนใจอะไรอีก
เมื่อกลับมาที่วัดอ้อน้อย ช่วงนั้นอากาศหนาว ผมกับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งได้ลงไปแช่น้ำในบ่อประมาณ ๔๕ นาทีก่อนที่จะไปฉันเช้า จุดประสงค์ก็เพื่อฝึกสติ โดยผมจะหายใจตามที่หลวงปู่สอนมา เพื่อใช้แก้ความหนาว คือ หายใจเข้าลึกๆและกักลมหายใจไว้จนจะทนไม่ไหว ก็ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ก็รู้สึกมีความร้อนไหลผ่านจากก้นกบขึ้นมาสู่สันหลัง และไหลมาตามลำแขน ซึ่งจะช่วยลดทอนความหนาวลงได้ จนมาในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ได้ฝึกวิชาขันธมาร ช่วงนั้นอากาศหนาวมาก มีลมพัดแรง พวกเรานั่งสมาธิโดยพระพี่เลี้ยงจะราดน้ำล้างจาน ล้างผัก ผสมกับน้ำอุจจาระ ลงบนตัวพวกเรา ความเย็นจากน้ำประกอบกับอากาศที่หนาวมาก ทำให้ผมสั่นสะท้านตลอดการนั่งอยู่ประมาณชั่ว ๑ ก้านธูป พอเสร็จผมก็ลงบ่อเพื่อชำระร่างกาย นึกว่าน้ำจะอุ่น ปรากฏว่าเย็นเฉียบ ผมแช่ได้ ๒-๓ นาทีก็รีบขึ้นมา เพราะหนาวสั่นไปหมด เดินมาอาบน้ำต่อที่หอระฆัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แต่ผมรู้สึกว่าระยะทางยาวไกลมาก(รู้สึกช็อก)
แล้วก็มาถึงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์รุ่นที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ที่วัดวังตะกู ซึ่งทำให้ผมนึกถึงขันติธรรมของหลวงปู่(จริงๆก่อนหน้านี้ มีพระที่ไหนผมจำไม่ได้ มาลองดี มาหาหลวงปู่ที่วัดแล้วถ่มน้ำลายใส่ท่าน ท่านก็สงบ ไม่ตอบโต้ วันนั้นผมทำงานอยู่ด้านหลังไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าใดนัก) ผมจึงได้เข้าใจว่าขันติธรรมและความนอบน้อมถ่อมตน จะทำให้เป็นคนเหนือคน เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ
หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ไปธุดงค์ที่ลำอีซู ที่นั่นผมมีความรู้สึกว่าอยู่กับพ่อผู้มีใจอารี ผมได้เห็นธรรมชาติของหลวงปู่ที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ผมไม่อยากจากที่นั้นมาเลย รู้สึกสงบและมีความสุข ดื่มด่ำไปกับความเงียบและความมืด รวมทั้งเสียงแมลงและนกร้อง (ผมเคยไปเที่ยวป่าหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนครั้งนี้ ผมรู้สึกเข้าใกล้กับธรรมชาติกับป่ามากขึ้น)
จนกระทั่งวันลาสิกขา ผมมีความรู้สึกไม่อยากจากสภาวะอันสงบแล้วกลับไปสู่สังคมอันวุ่นวาย ผมอดหลั่งน้ำตาไม่ได้ ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ เพราะมันเป็นสภาวธรรมหนึ่งเท่านั้น ผมรู้สึกว่าชีวิตผมจากนี้จะเปลี่ยนไป ผมรู้ว่าภายในตัวตนของผมเองมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตวิญญาณของตนเอง เพราะระยะเวลาหลังจากลาสิกขาจนถึงวันนี้ สภาพจิตใจ จิตวิญญาณของตนเองดีขึ้นกว่าก่อนที่ผมจะป่วยเสียอีก การขับรถดีขึ้นมีมารยาทมากขึ้น อารมณ์ก็เย็นมากขึ้น มีสติในการทำงานที่ดีขึ้น นี่ยังไม่รวมถึงสภาพร่างกายที่รู้สึกแข็งแรงกระฉับกระเฉงขึ้นด้วย
สุดท้ายนี้ หากข้อเขียนนี้จะก่อให้เกิดกุศลผลบุญอันใด ผมขออุทิศแด่องค์หลวงปู่ ครูและอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาและชี้ทางสว่างให้ อีกทั้งเปรียบดั่งบิดาผู้ให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่มีคุณค่าของผมอีกด้วย
ศิษย์สันหลังยาว
ถิรธัมโม