แผ่เมตตา

ประสบการณ์ที่ผมได้จากการบวชนั้น สิ่งแรกที่เปลี่ยนไปคือ การที่ต้องนอนอยู่โคนไม้ ซึ่งในคืนแรกผมก็อยู่ได้ แต่พอคืนที่สองตอนนอนเริ่มรู้สึกตัวว่า มีอะไรมาไต่ตามตัว พอเอามือปัดดูก็ปรากฏว่าเป็นกิ้งกือ หลังจากนั้นก็มีกิ้งกือมาทุกคืน แต่พอหลวงปู่สอนวิธีการแผ่เมตตาให้ กิ้งกือก็เริ่มหายไปจนไม่เหลือเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่หลวงปู่สอนให้นั้นดีและได้ผล เพราะเราสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง พอทำแล้วก็จริงอย่างที่ท่านพูด

มีอยู่คืนหนึ่งผมฝันว่า มีคนมาเขย่ากลด ผมตัวชาไปหมดเหมือนตะคริวกิน แต่พอนึกถึงตอนที่หลวงปู่สอนว่าให้มีสติ ผมจึงรวบรวมสติ พยายามที่จะลุกขึ้น สักพักก็สามารถลุกขึ้นได้ และอาการที่เหมือนกับตะคริวกินก็หายไปทันที! พอคืนต่อมาก็ฝันไปอีกว่า มีผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบเข้ามานอนอยู่ข้างในกลด พอผมหันมาผู้หญิงคนนั้นก็พยายามที่จะกอดผม! ตอนนั้นผมตกใจมากว่าเธอเข้ามาได้ยังไง แล้วผมเองขณะนี้ก็เป็นภิกษุอยู่ด้วย จะโดนตัวผู้หญิงไม่ได้ จึงพยายามไล่ออกไป หลังจากนั้นทุกวันผมพยายามทำความดี ตั้งใจปฏิบัติ แล้วก็แผ่เมตตาให้พวกที่ผมได้ฝันเห็นรวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย นับแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้ฝันถึงอะไรอีกเลย

ต่อมาผมได้ไปพักอยู่ที่วัดปลักไม้ลาย ที่นี่เป็นที่ที่ผมเริ่มจะปฏิบัติและเข้าใจอะไรบางอย่าง เช่น ผมเริ่มเอาชนะตัวเองได้ จากการง่วงนอน นั่งสัปหงก ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าได้หลุดพ้นจากอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นผมก็พยายามฝึกและเจริญสติ แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ดีนัก เมื่อผมได้ไปที่วัดวังตะกู ที่นี่เป็นที่ที่ผมได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ผมเจริญสติได้ดีขึ้น และมีโอกาสได้ปรนนิบัติหลวงปู่ด้วย

ต่อมาผมได้ไปธุดงค์ที่ลำอีซู ที่นั่นเงียบและมืดมาก หลวงปู่บอกว่า ที่น้ำตกนี้ วันดีคืนดีจะมีเสียงเพลงไทยโบราณ แล้วท่านก็บอกว่า ดูซิคืนนี้ใครจะสามารถได้ยินบ้าง! ถึงตอนนี้ผมเริ่มเจริญสติได้ดีพอสมควรแล้ว พอกลับมาที่กลดก็พยายามนั่งเจริญสติ หวังว่าจะได้ยินเสียงอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรเลย วันรุ่งขึ้นขณะที่ผมกำลังทำวัตรเช้าอยู่ในกลดนั้น ผมรู้สึกว่าได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เลยพยายามฟังให้แน่ใจว่าเป็นเสียงอะไร มันเหมือนกับเสียงเครื่องดีด สี หรือเป่า ทำนองเพลงไทยเดิม เสียงเพลงเย็นๆช้าๆ... ดังมาจากทางภูเขาลูกที่อยู่ตรงกับที่ผมปักกลด แต่ผมก็ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง นอกจากพระที่สนิทกัน ๒-๓ องค์เท่านั้น นับว่าเป็นประสบการณ์แปลกอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้เจอะเจอ

สรุปแล้ว ผมได้อะไรเยอะมากจากการบวชครั้งนี้ ได้ฝึกทั้งทางสภาพจิตใจและร่างกาย คำสอนของหลวงปู่สั้นและง่าย แต่การงานทุกอย่างอยู่ในนั้น นี่คือประสบการณ์ในการบวชครั้งนี้ของผม

ลบง ปานดอกไม้

ตามหลวงปู่ไปแสดงธรรม

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมก็มีความคิดที่จะบวช เนื่องจากรู้สึกเบื่อกับการเรียน เพราะผมเรียนจบช้ากว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ๑ เทอม ทำให้อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาศึกษาทางธรรมบ้าง ประกอบกับผมได้เคยไปฝึกกรรมฐานที่วัดอัมพวันอยู่ ๒-๓ ครั้ง รู้สึกติดใจในความสงบ ก็เลยเกิดความคิด ที่จะบวช เพราะนอกจากจะเป็นการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตแล้ว ยังเป็นการพักจากชีวิตทางโลก ที่วุ่นวายสักพักก่อนที่จะกลับไปสู้ใหม่

พบหลวงปู่ครั้งแรก

ผมได้มาวัดอ้อน้อยหลังจากไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันเป็นเวลา ๗ วัน คุณแม่ได้เคยมาที่วัดนี้ ครั้งหนึ่งแล้ว ท่านประทับใจมาก เลยพาผมและคุณพ่อไปดู โดยมีเพื่อนคุณแม่เป็นคนนำทางไป (ซึ่งต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วย ถ้าน้าจุ๊ไม่พาไปผมคงไม่ได้บวชที่นี่) เมื่อไปถึงที่วัดก็รู้สึกแปลกใจ เพราะการตบแต่งสถานที่ และการจัดสวน ดูแล้วไม่รู้สึกเหมือนวัดที่เคยเห็นเลย สวยซะจนรู้สึกว่า เหมือนโรงแรมหรือรีสอร์ทมากกว่าวัด พวกเราไปถึงขณะนั้นเป็นเวลาเพลพอดี คุณแม่ก็เลยพาไปที่หอฉันก็พบหลวงปู่และพระในวัดกำลังฉันภัตตาหารเพลกันอยู่

ครั้งแรกที่เจอหลวงปู่ก็รู้สึกสงสัยนิดๆ ว่า ทำไมถึงมีลูกศิษย์มากมายมานั่งเฝ้าเวลาที่ท่านฉัน ดูลูกศิษย์ของท่านเคารพท่านมากเหลือเกิน นั่งอยู่กับพื้นห้อมล้อมโต๊ะที่ท่านฉันอาหารอยู่เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าท่านมีอะไรที่น่าเคารพ ทั้งๆ ที่ท่านก็ดูเหมือนพระทั่วไป และยังหนุ่มเกินกว่าจะเรียกว่า หลวงปู่ด้วยซ้ำ แต่ผมก็ไม่ได้สงสัยว่าทำไมถึงเรียกท่านว่าหลวงปู่ เพราะก่อนจะมาที่นี่คุณแม่ ก็ได้เล่าเรื่องราวของหลวงปู่ให้ฟังคร่าวๆ แล้วว่า ท่านไม่ต้องการให้ใครถามถึงที่มาหรืออายุของท่าน เพราะท่านไม่อยากให้ใส่ใจในตัวท่าน อยากให้ใส่ใจในธรรมะที่ท่านสอนมากกว่า ฟังดูแล้วก็เข้าท่า ดีเหมือนกัน

สมัครบวชที่วัดอ้อน้อย

จากนั้นพวกเราก็เข้าไปกราบพระในโบสถ์ โบสถ์วัดนี้สวยมากจริงๆ แหวกแนวจากวัดทั่วไป ที่เคยเห็นมา เพราะไม่มีผนังรอบด้าน ไม่มีประตูไม้บานใหญ่ๆ ที่มีธรณีสูงๆ (ซึ่งผมมักเดินสะดุดเป็น ประจำ) แต่เป็นศาลาโปร่งๆ อยู่กลางน้ำ มีลวดลายปูนปั้นที่งดงามอ่อนช้อยอยู่รอบๆ ศาลา แทน ประตูและหน้าต่าง มีจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรสวยงามอยู่บนเพดาน อ้อ! แล้วก็มีรูปราหูอมจันทร์ด้วย!! แต่เป็นโคมไฟแทนที่จะเป็นพระจันทร์ ซึ่งเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ ไม่รู้ใครเป็นคนออกแบบ เข้าใจคิดจริงๆ

หลังจากชมความงามของโบสถ์แล้วก็มองไปรอบๆ ตัว ก็เห็นคนเยอะแยะ นั่งเขียนอะไรกัน เป็นกลุ่มๆ เหมือนพวกดูหมอ ก็เลยไปถามได้ความว่าเขากำลังกรอกใบสมัครบวชในวันที่ ๔ ธันวาคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (นึกว่าดูหมอ จะได้ขอดูด้วย) ซึ่งก่อนจะมาที่นี่ผมก็มีความตั้งใจที่จะบวชอยู่แล้ว เพิ่งไปเรียนปรึกษากับพระที่วัดอัมพวันว่าผมอยากจะบวช ท่านก็บอกว่า "ต้องรอหลังปีใหม่นะ" ดังนั้นพอได้ทราบว่าที่วัดนี้ก็จะมีการบวชจึงรู้สึกสนใจ เพราะจะบวชกันต้นเดือนธันวา ไม่ต้องรอจนถึงปีใหม่ ผมก็เลยไปขอใบสมัครมากรอก แต่ยังรู้สึกลังเลอยู่ว่าจะบวชดีหรือเปล่า เพราะต้องบวชตั้ง ๗๓ วัน หรือประมาณ ๒ เดือนครึ่ง คิดว่ามันนานไปหน่อย ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะบวชสักเดือนหนึ่ง พอได้ยินว่าบวชแล้วจะไปธุดงค์ด้วย ก็รู้สึกสนใจ ประกอบ กับได้อ่านหนังสือ 'ประสบการณ์ทางวิญญาณของศิษย์พุทธะ' แล้วประทับใจ และอยากรู้ว่าที่เขาเขียนๆ กันมันจริงหรือเปล่า เลยลองสมัครดูปรากฏว่าได้อยู่ในรายชื่อสำรอง เพราะเขารับสมัครแค่ ๙๙ คน แต่ผมได้เป็นคนที่ ๑๑๒ ก็คิดว่าไม่เป็นไร ถ้าได้ก็บวช ถ้าไม่ได้ก็จะไปบวชที่อื่น เพราะยังไงก็ตั้งใจ ไว้แล้วว่าจะบวช

อธิษฐานจิต

เนื่องจากผมได้สมัครบวชที่วัดนี้โดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า มาวัดวันแรกก็สมัครเลย และ ก็ยังรู้สึกลังเลอยู่ว่าจะบวชที่นี่ดีหรือเปล่า คุณแม่เลยชวนไปฟังธรรมที่หลวงปู่ท่านแสดงที่ ร.พ.สงฆ์ พอได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจมาก ท่านแสดงธรรมโดยให้มีการถามตอบกัน หรือที่เรียกว่าปุจฉา-วิสัชนา ซึ่งท่านสามารถตอบคำถามหลายๆ คำถามที่ผมอยากรู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถามใครได้ ผมเลย ลองอธิษฐานจิตดูว่า "ถ้าผมได้เคยทำบุญร่วมกันมากับหลวงปู่ ขอให้ผมได้บวชในครั้งนี้ด้วยครับ!"

ได้เป็นตัวจริง!!

หลังจากได้ไปฟังธรรมที่ ร.พ.สงฆ์ สัก ๑ อาทิตย์โดยประมาณ ทางวัดก็โทรมาบอกว่าได้เป็น ตัวจริง ผมดีใจมาก รู้สึกว่าการได้บวชที่นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ คงเป็นเพราะบุญเก่าที่ได้ทำมาร่วมกัน เหตุบังเอิญคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะ ถ้าไม่ได้ไปวัดในวันนั้นก็คงไม่รู้ว่ามีการบวช แถมยังเป็น วันที่เขาลงชื่อสมัครกันวันสุดท้ายอีกด้วย แล้วก็คงไม่บังเอิญที่ได้บวชเป็นตัวจริง เพราะจากลำดับ ๑๑๒ ได้เลื่อนมาอยู่ เป็น ๑ ใน ๙๙ คนที่ได้มีโอกาสบวช

รับบาตรครั้งแรกในชีวิต

วันนั้นเป็นวันที่ ๕ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่สองของการบวชและเป็นวันแรกที่ได้บิณฑบาตร เป็นวันที่ประทับใจมากวันหนึ่งของชีวิตการเป็นนักบวชของผมเลยทีเดียว เนื่องจากที่วัดมีงาน ตักบาตรอาหารแห้ง พอฉันเช้าเสร็จพวกเราก็ไปรวมกันในโบสถ์ เพื่อจะเดินออกมาเป็นแถวไป รับบาตรรอบๆ สนามหญ้าหน้าโบสถ์ ผมได้ออกมาเกือบเป็นคนสุดท้ายเพราะห่มจีวรไม่เรียบร้อย

วันนั้นเป็นวันที่มีคนมากันเยอะมากจริงๆ ยืนกันเต็มไปหมดทั้งสองฝั่งถนน หลวงปู่ยืนคอยอยู่หน้าโบสถ์เพื่อใส่บาตรให้พวกเราทีละองค์ๆจนครบ จากนั้นพวกเราก็เดินกันเป็นแถว ไปรับบาตรจากญาติโยมทั้งหลาย ซึ่งมีของเยอะมาก เดินไป ๒-๓ ก้าวก็ได้ของเต็มบาตร เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน แต่ก็ประทับใจมากเช่นกัน เห็นผู้สูงอายุนั่งรถเข็นมาใส่บาตร เด็กตัวเล็กๆ เอื้อมมือสุดแขน เพื่อจะใส่บาตร หรือแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ที่เดินเองยังไม่ได้พ่อแม่ก็อุ้มหยิบของใส่มือให้เอามาใส่บาตร เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก ผมคิดย้อนมาที่ตัวเองว่า พอเราใส่ชุดนักบวชแล้วทุกคนก็เคารพ ทุกคนก็เอาของมาถวาย แม้แต่พ่อแม่ก็ยังไหว้เรา แต่ที่เขาไหว้ที่เขาเคารพ ก็เพราะเราใส่ชุดนัก บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพราะเขาเคารพตัวเรา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องปฏิบัติตัวให้สมกับ ที่มีคนเคารพบูชา แต่ตอนนั้นผมยังรู้สึกว่าตัวเองยังปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับที่คนเคารพบูชาเลย เพราะผมเพิ่งบวชมายังไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ห่มจีวรเองยังไม่เป็น ศีล ๒๒๗ ข้อก็ยังไม่รู้ ยังไม่อยากให้เขา มากราบไหว้ ซึ่งจากความประทับใจครั้งนี้ทำให้ตลอดระยะเวลาที่บวช ผมพยายามปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ อย่างเคร่งครัด

ติดตามหลวงปู่ไปแสดงธรรมที่ตึกซีพี

วันนั้นเป็นวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ผมกับหลวงพี่นัท (พระที่บวชพร้อมกันในโครงการบวช เฉลิมพระเกียรติ) ได้ไปกราบเรียนหลวงปู่ว่าจะขอลาสิกขา เนื่องจากพวกเราคิดว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องกลับไปเผชิญกับโลกกว้างแล้ว หลังจากไม่ยอมสึกเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะตั้งใจ ช่วยเก็บกวาด ทำความสะอาดงานวันมาฆบูชาให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

หลวงปู่ท่านก็ถามด้วยเสียงดุๆ นิดๆ ว่า

"สึกแล้วจะไปทำอะไร?"

"ผมจะไปเรียนต่อครับ"

"แล้วทางบ้านรู้แล้วหรือยัง?"

"ทราบแล้วครับ ทางบ้านก็อยากให้สึก เพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อปริญญาโทครับ"

ท่านพยักหน้าช้าๆ เป็นการอนุญาต

หลังจากนั้นผมก็ไปพบหลวงพี่บ๊วย หลวงพี่บ๊วยบอกว่าหลวงปู่ท่านเพิ่งกำหนดให้มีพระติดตามท่านไปแสดงธรรมทุกครั้ง ครั้งละ ๑ รูป เวียนกันไปจนครบทุกรูปทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไปเพื่อไปสังเกตการณ์และศึกษาการแสดงธรรมของหลวงปู่ จะได้นำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ในการแสดงธรรมในอนาคต และครั้งนี้หลวงปู่ท่านได้กำหนดให้ผมเป็นผู้ติดตามท่านไปแสดงธรรมใน วันนี้ด้วย ผมก็งงเพราะเพิ่งพบกับท่านเมื่อครู่นี้เอง ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ ระหว่างที่ผมปรึกษา กับหลวงพี่บ๊วยว่าจะทำอย่างไรดี จะสึกก่อนแล้วค่อยไปหรือไปแล้วค่อยกลับมาสึก ก็มีเณรมาบอกผมว่า หลวงปู่ท่านให้ผมเลื่อนไปสึกวันรุ่งขึ้น ผมก็เลยได้มีโอกาสติดตามหลวงปู่ไปแสดงธรรม

ระหว่างที่นั่งในรถกับหลวงปู่ ผมก็รู้สึกเกร็งๆ ง่วงก็ง่วงแต่ก็ไม่กล้าหลับ (กลัวโดนดุ) จึงพยายาม ใช้ศิลปะการหายใจที่หลวงปู่เคยสอน กลั้นหายใจแล้วกลั้นหายใจอีก (เพราะแอร์ในรถเย็นสบาย ดีเหลือเกิน) พอกำลังเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่คุยกับคนขับรถแทรกขึ้นมาทุกครั้ง เหมือนกับท่านจงใจจะปลุกผมทางอ้อม เพราะท่านเคยพูดให้ฟังว่าท่านไม่เคยนอนกลางวัน เวลาที่นั่งรถท่านก็ไม่เคยนั่งหลับ เพราะการนอนหลับเป็นการขาดสติ ท่านจึงนอนน้อยแต่ทำงานมาก

เมื่อไปถึงตึกซีพีผู้ที่มาให้การต้อนรับหลวงปู่แสดงสีหน้าแปลกใจที่มีผมมาด้วย คงเพราะเวลาที่หลวงปู่แสดงธรรมท่านไม่เคยมีผู้ติดตามกระมัง ประกอบกับวันนั้นหลวงปู่ท่าน ไปสายกว่ากำหนดตั้งเกือบชั่วโมงเพราะเข้าใจผิดเรื่องเวลา ทุกคนดูรีบร้อนไปหมด เขาจัดให้ผมนั่งข้างๆ เวทีใกล้ๆ หลวงปู่ ผมก็นั่งตัวตรงแข็งทื่อตลอดเวลาที่ท่านแสดงธรรม ที่ไม่กล้ากระดุกกระดิกก็เพราะผมนั่ง อยู่หน้าเวที ขืนยุกยิกใครเห็นเข้าจะว่าลูกศิษย์หลวงปู่ไม่สำรวมเอาเสียเลย...

ตอนขากลับรู้สึกเกร็งน้อยลงมาหน่อย ท่านก็พูดกับผมว่า "ใครเป็นคนให้ท่านมา ท่านบ๊วยเหรอ รู้ไหมที่ผมให้ติดตามมา เพราะอยากให้ดูลีลาการแสดงธรรมของผม อีกหน่อยจะได้แสดงธรรมเองได้ แต่ท่านจะสึกพรุ่งนี้แล้วนี่" แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ระหว่างนั้นผมก็นึกอยู่ในใจว่า ท่านเป็นคนเลือกผมไปเองนี่นา แล้วทำไมท่านพูดอย่างนี้ล่ะ พอกลับมาคิดอีกทีก็เลยสงสัยว่า หลวงปู่ท่านคงไม่อยากให้ผมสึกกระมัง (ไม่รู้เข้าข้างตัวเองไปหรือเปล่าแต่ผมก็สึกออกมาแล้วล่ะ)

ผมรู้สึกประทับใจมากจริงๆ ที่ได้มีโอกาสเป็นผู้ติดตามหลวงปู่ไปแสดงธรรม ได้เห็นการ ทำงานของหลวงปู่อย่างใกล้ชิด ถ้าผมรีบสึกไปตั้งแต่หมดโครงการคงไม่มีโอกาสอย่างนี้แน่ๆ

ความประทับใจจากการที่ได้บวช

จากที่ได้บวชเป็นเวลาเกือบ ๙๐ วัน สำหรับผมแล้วถือว่าทะลุเป้า เพราะอยู่นานกว่าเป้าหมาย ที่ได้ตั้งไว้หลายวันทีเดียว (ตอนแรกคิดว่า ๗๓ วันนานเกินไป แต่เอาเข้าจริงกลับอยู่ต่อจนถึงปลาย เดือนกุมภาพันธ์) การบวชครั้งนี้ผมก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งมีหลายประสบการณ์ ที่ผมประทับใจมากและคงยังประทับใจไปชั่วชีวิต

เกริกกฤษณ์ ศรีไพพรรณ