....คิดแล้ว...ให้ตระหนกตกใจจริงๆด้วยสิ แต่เมื่อ "ตระหนก" แล้วต้อง "ตระหนัก" อย่างมีสติ การมีสุขภาพการเงินที่ดี ทำให้เราใช้ชีวิตจนถึงวันสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรีและไม่เป็นภาระกับคนรุ่นหลัง...นี่นา


ผู้เขียนคิดอยู่นานว่าควรโพสต์เรื่อง " สุขภาพการเงิน" หรือไม่ เกรงว่าโพสต์ไปแล้วจะ ผิดที่ผิดทาง แต่หลังจากทบทวนอยู่หลายรอบก็ตัดสินใจว่า เรื่อง สุขภาพการเงิน ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญในการที่จะอยู่อย่างมี "สุขภาพดี" ในสังคมปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ในกลุ่มเพื่อนฝูง หากเอ่ยปากพูดเรื่อง "เงินๆทองๆ" จะถูกมองว่า น่าเกลียด ไม่รู้กาลเทศะ ดูเหมือนคนงก หิวเงิน ดูไปแล้วไม่น่าคบเลย แต่ยุคนี้เมื่อใช้คำว่า " การวางแผนทางการเงิน" กลับดูดี มีสไตล์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ☺

ผู้เขียนเพิ่งเริ่มให้ความสำคัญจริงจังกับ "การวางแผนทางการเงิน" เมื่อปลายปีที่แล้ว เพราะมีโอกาสจับพลัดจับผลูไปเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมหนึ่ง เกี่ยวกับ "การวางแผนทางการเงิน" ให้กับผู้กำลังจะเกษียณอายุของที่ทำงาน ซึ่งการได้ไปร่วมประชุมนี้เปลี่ยนมุมมองไปอย่างสิ้นเชิง รู้สึกขอบคุณที่ได้รับโอกาส "ตรวจสุขภาพทางการเงิน" ของตัวเองอย่างละเอียด แต่ก็แอบคอมเม้นท์ไว้ในใจว่า

"น่าจะได้ฟังเรื่องอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มทำงานแล้ว ทำไมต้องจัดให้คนที่กำลังจะเกษียณอายุ มันจะทันหรือเล่านี่?"

แต่เดิมนั้นผู้เขียนจะมีวิธีเก็บเงินด้วยการแยกเป็นบัญชี 4 ประเภท ได้แก่

1.บัญชีค่าใช้จ่ายประจำ สำหรับการกินอยู่ เดินทาง สังคม และเอาเงินใส่ซองให้แม่ทุกเดือน

2.บัญชีความสุข สำหรับการเดินทางทั้งในและนอกประเทศ และการซื้อหนังสือประจำเดือน เพราะเป็นคนรักการเดินทางและชอบอ่านหนังสือ

3.บัญชีทำบุญ สำหรับการทำบุญตามเทศกาล ตามศรัทธา และตามที่มีการร้องขอ

4.บัญชีเงินสะสม เป็นเงินส่วนที่เหลือจากบัญชีอื่นๆ ในแต่ละเดือน ซึ่งบางเดือนก็ไม่มีเงินเหลือใส่ในบัญชีนี้เลย

แบงค์เก่า 5 บาท รุ่นนี้หายากแล้วนะคะ...☺


การแยกบัญชีเงินไว้เช่นนี้ตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาด้านการเงิน อันที่จริงแล้วต้องบอกว่าไม่เคยมีปัญหาเงินขาดมือ และมีเงินเก็บสะสมในบัญชีจำนวนหนึ่ง

แต่... การไปประชุมครั้งนั้น ทำให้ตระหนักถึง "สุขภาพการเงิน" ของตัวเอง (จะช้าไปไหมนี่ รีบนับนิ้ว เรามีเวลาก่อนเกษียณอีกกี่ปี) เพราะหากคิดตามที่วิทยากรตั้งคำถามคือ "หลังเกษียณอายุการทำงานแล้ว (60ปี) จะใช้ชีวิตต่ออีกกี่ปี 10, 20, 30, 40 ปี และเคยคิดคำนวณไว้หรือยังว่าต้องใช้เงินเท่าไรหลังเกษียณอายุ ซึ่งหมายถึงจะไม่มีรายได้ประจำต่อไปแล้ว..."

จากการตรวจสุขภาพทางการเงินของตัวเองอย่างเร็วๆ ก็อดจะตกใจไม่ได้ จากที่เคยคิดอย่างชิลๆ สบายใจว่า เรามีเงินเก็บ ไม่มีหนี้ มีบ้านอยู่ มีพี่ๆ คอยเอื้อเฟื้อเลี้ยงดู เรียกว่า บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ มาตระหนกว่าหากไม่มีความช่วยเหลือเหล่านี้ในวันหนึ่ง จะอยู่ได้ด้วยตัวเองกับเงินเก็บสะสมที่มีอยู่ไหวไหม? ความจริงที่น่าตกใจคือ... ขนาดคิดอย่างสมถะที่สุดคือใช้จ่าย เดือนละ 20,000 บาท และถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปถึงอายุ 80 ปี (หลังเกษียณ 20 ปี) หมายถึงต้องใช้เงินปีละ 240,000 บาท จำนวน 20 ปีคือ 4,800,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่นับวันก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ เพิ่มมาให้เราต้องระวังรักษาตัว ค่าเงินเฟ้อ ฯลฯ

คิดแล้ว...ให้ตระหนกตกใจจริงๆด้วยสิ แต่เมื่อ "ตระหนก" แล้วต้อง "ตระหนัก" อย่างมีสติ การมีสุขภาพการเงินที่ดี ทำให้เราใช้ชีวิตจนถึงวันสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรีและไม่เป็นภาระกับคนรุ่นหลัง...นี่นา

อย่างแรกที่ผู้เขียนทำทันทีที่ได้ฟังท่านวิทยากร คือ เปลี่ยนการเก็บเงิน โดยเก็บเงินเข้า " บัญชีเงินสะสม" ก่อนแบ่งใส่บัญชีอื่น

นั่นคือ "เก็บก่อนใช้"

บันทึกหน้าผู้เขียนจะค่อยๆชวนคุยและแบ่งปันวิธีการที่ตัวเองปฏิวัติเพื่อ "สุขภาพการเงินที่ดี" (ในอนาคต) นะคะ สำหรับท่านที่มีความรู้และมีสุขภาพด้านการเงินดีอยู่แล้ว จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็ยิ่งเป็นพระคุณค่ะ...☺