เชียงเหียน : ชุมชนแห่งโบราณคดี (การขับเคลื่อนของคณะการบัญชีและการจัดการ ในมิติ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน และ ๑ คณะ ๑ วัฒนธรรม)

เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในมิติของการศึกษาเพื่อรับใช้สังคมตาม "อัตลักษณ์" มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) เพราะช่วยให้ชุมชนได้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องของการจัดทำแผนการตลาด ช่วยให้ชุมชนเกิดการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้าง มีระบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธในการผลิตและจำหน่ายสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน เช่นเดียวกับการได้อนุรักษ์และสืบสานกระบวนการทำ "หมอนเข็ม" (บุญหมอนเข็ม) ในประเพณีหลักของชาวอีสาน (บุญกฐิน)

เนื่องในวาระ ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม บ้านเชียงเหียน (ต.เขวา อ.เมือง) เป็นอีกชุมชนหนึ่ง ที่สมควรได้รับการกล่าวถึงเป็นกรณีศึกษาไม่แพ้ชุมชนอื่นๆ เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอันยาวนานของจังหวัดมหาสารคาม เป็นชุมชนในยุคอารยธรรมที่ขอมกำลังรุ่งเรือง เคยมีการขุดพบโบราณวัตถุและเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก รวมถึงโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องสำริดอีกจำนวนหนึ่ง ภายในชุมชนมีบึงและหนองน้ำซึ่งถือเป็น "คูเมือง" หรือ "คูน้ำคันดิน" ล้อมรอบเมือง ๖ แห่ง คือ บึงหว้า บึงบ้าน บึงสิม บึงบอน สระแก้ว และหนองขอนพาด

ปี ๒๕๕๗ คณะการบัญชีและการจัดการ ขับเคลื่อนภารกิจการบริการวิชาการ (โครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน) และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (โครงการ ๑ คณะ ๑ วัฒนธรรม) อย่างละ ๑ โครงการ รวมเป็น ๒ โครงการตามลำดับ คือ โครงการพัฒนาแผนธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปเสริมสร้างศักยภาพชุมชนเข้มแข็งฯ และโครงการหมอนเข็มองค์ประกอบในการอนุรักษ์และสืบสานพิธีกรรมบุญกฐินฯ




โครงการพัฒนาแผนธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปเสริมสร้างศักยภาพชุมชนเข้มแข็งฯ ดำเนินการโดยสาขาเศรษฐกิจธุรกิจ (Business Economics) ประกอบด้วยกิจกรรมหลักคือการศึกษาสถานการณ์ของการจำหน่ายสมุนไพร การให้ความรู้เรื่องการตลาดสมุนไพร (เขียนแผนธุรกิจ) และการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรและหมอสมุนไพร

โครงการดังกล่าวนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้คู่บริการที่สำคัญมาก เพราะเป็นการยืนยันว่าชุมชนบ้านเชียงเหียนเป็นชุมชนที่อุดมไปด้วยป่าชุมชน มีสมุนไพรและปราชญ์ชาวบ้านด้านสมุนไพรจำนวนมากที่รอการต่อยอดเชิงรุกสู่การสร้างชุมชนแห่งความรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือกระทั่งการบูรณาการกับฐานอันเป็นโบราณคดี หรือมรดกวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นได้

แต่สำคัญคือทั้งอาจารย์และนิสิต ก็จำต้องไปสู่เป้าหมายแห่งการเรียนรู้ในแบบ "ฝังตัว" ร่วมกับชุมชนให้ได้มากที่สุด อันหมายถึงลงชุมชนสัมผัสต้นน้ำ ทั้งที่เป็นผู้คน ศาสนาสถาน ดอนปู่ตา ป่าชุมชน ประเพณี พิธีกรรม พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เพราะวิธีการเช่นนี้จะทำให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้ที่ชัดเจน และชุมชนเองก็จะเกิดการตื่นตัวและเปิดใจที่จะเรียนรู้คู่บริการร่วมกับมหาวิทยาลัยฯ เสมือนต่างฝ่ายต่างเป็น "ผู้ให้" และ "ผู้รับ" ไปพร้อมๆ กัน




ส่วนโครงการหมอนเข็มองค์ประกอบในการอนุรักษ์และสืบสานพิธีกรรมบุญกฐินฯ ประกอบด้วยกิจกรรมการ "เรียนรู้คู่บริการ" หลัก ๒ กิจกรรม คือ การสืบสานประเพณีบุญกฐินและการจัดทำหมอนเข็มเพื่อประกอบ "งานบุญกฐิน" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "บุญหมอนเข็ม" โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน

กรณีดังกล่าวจะหนุนนำให้อาจารย์และนิสิตได้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับ "บุญกฐินและหมอนเข็ม" ทั้งในมิติภาคทฤษฎีที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าและการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชน เช่นเดียวกับเรียนรู้และฝึกทักษะการทำหมอนเข็มอันเป็น "หัตถกรรมแห่งภูมิปัญญา" ที่นับวันเลือนหายไป เพราะชุมชนนิยมซื้อสำเร็จรูปมาถวายวัด

กิจกรรมเช่นนี้จึงไม่เพียงการช่วยให้องค์ความรู้ได้ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาเท่านั้น ยังหมายรวมถึงมิติของความพอเพียง มิติของปรัชญา หรือปริศนาธรรมทางศาสนา รวมถึงมิติแห่งการเชิดชูสิ่งอันดีงามในชุมชน ทั้งที่เป็นบุคคลและประเพณีด้วยเช่นกัน




ทั้งสองโครงการฯ ใช้เครื่องมือขับเคลื่อนหลากวิธี เช่น สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) สังเกตการณ์ (Observation Interview) แบบสอบถาม (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage ) การหาค่าเฉลี่ย (Mean) รวมถึงการจัดการความรู้ (Knowledge Management) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบมีส่วนรวม (Participation Learning) และการลงมือทำ (Learning by Doing) เพื่อก่อให้เกิด "ปัญญาปฏิบัติ" (Phronesis) ร่วมกัน และเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน

อย่างไรก็ดีหากไม่นับความสำเร็จเชิงวัตถุประสงค์ของโครงการ เห็นได้ชัดว่าโครงการทั้งสองขับเคลื่อนไปบนฐานของศิลปวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาอย่างเด่นชัด ทั้งในมิติประวัตศาสตร์ท้องถิ่น โบราณคดี หรือกระทั่งประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากล้นอยู่ในชุมชน กล่าวคือ นับเป็นโอกาสอันดีที่อาจารย์และนิสิตได้เข้าไปเรียนรู้ความเป็นชุมชนบนฐานคิด "เรียนรู้คู่บริการ" พร้อมๆ กับการกระตุกเตือนให้ชุมชนได้ทบทวนทุนทางสังคมของตนเอง เพื่อก่อให้เกิดพลังการสร้างสรรค์แบบรวมหมู่ (Collective Creativity) ในการบูรณาการภารกิจมหาวิทยาลัยไปสู่การรับใช้สังคม

หรืออย่างน้อยทั้งอาจารย์และนิสิตก็ได้รับรู้ว่าชุมชนบ้านเชียงเหียน เป็นชุมชนที่บริบูรณ์ด้วยต้นทุนอันยิ่งใหญ่ที่รอการพัฒนาอย่างจริงจังและเป็นระบบจากคนในท้องถิ่นและภาคีต่างๆ เพราะนอกจากประวัติศาสตร์อันเก่าแก่แล้ว ยังพบว่าในชุมชนมีแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทั้งที่เป็น "พิพิธภัณฑ์บ้านเชียงเหียน" ที่ก่อตั้งโดยอาจารย์บุญหมั่น คำสะอาด และ "พิพิธภัณฑ์ไหโบราณ" ในวัดโพธิ์ศรี รวมถึง "ศูนย์เรียนรู้ป่าสมุนไพร" ที่ขับเคลื่อนเมื่อปี ๒๕๕๕




ในทำนองเดียวกันนี้ทั้งสองโครงการฯ ยังเป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้อาจารย์และนิสิตได้สืบค้นถึงระบบข้อมูลกิจกรรมเชิงรุกของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เกี่ยวโยงกับการพัฒนาชุมชนบ้านเชียงเหียน ซึ่งมีทั้งที่ขับเคลื่อนเองและขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และพัฒนาชุมชนร่วมกันมาเป็นระยะๆ ดังเช่น


  • ปี ๒๕๔๘ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อทำการศึกษาสถานการณ์สมุนไพรในชุมชน พบว่ามีชุดความรู้ว่าด้วยยาสมุนไพรมากถึง ๑๗ ตำรับ มีสมุนไพร ๑๖๐ ชนิด มีกลุ่มผู้จำหน่ายสมุนไพรกว่า ๑๐๐ ครัวเรือนและมีสมุนไพรที่สูญหายไปแล้ว ๗๕ ชนิด
  • ปี ๒๕๔๙ โครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำเนินการจัดระบบข้อมูลเอกสารใบลานให้กับวัดโพธิ์ศรี
  • ปี ๒๕๕๐ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ร่วมกับบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ปลูกป่าเชิงนิเวศโดยใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่น จำนวน ๒๕,๐๐๐ ต้น
  • ปี ๒๕๕๕ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ร่วมกับมูลนิธิสุขภาพไทย จัดโครงการการศึกษาการฟื้นฟูและอนุรักษ์สมุนไพรพื้นบ้านอีสานเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพพื้นฐานหมู่บ้านต้นแบบฯ
  • ปี ๒๕๕๕ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสภาฮักแพง เบิ่งแญงเมืองมหาสารคาม จัดโครงการสัมมนาวิชาการเรื่อง "ชุมชนโบราณบ้านเชียงเหียน : จากมรดกประวัติศาสตร์สู่การพัฒนาการท่องเที่ยว"




ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชนและโครงการ ๑ คณะ ๑ ศิลปวัฒนธรรมของหลักสูตร/สาขาในสังกัดคณะการบัญชีและการจัดการ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในมิติของการศึกษาเพื่อรับใช้สังคมตาม "อัตลักษณ์" มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) เพราะช่วยให้ชุมชนได้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องของการจัดทำแผนการตลาด ช่วยให้ชุมชนเกิดการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้าง มีระบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธในการผลิตและจำหน่ายสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน

เช่นเดียวกับการได้อนุรักษ์และสืบสานกระบวนการทำ "หมอนเข็ม" (บุญหมอนเข็ม) ในประเพณีหลักของชาวอีสาน (บุญกฐิน) ซึ่งเป็น "งานบุญ" ที่ชุมชนต้องอาศัยพลังใจอันสามัคคีในการร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เกิดความตระหนักรู้ในอัตลักษณ์ของตนเองอีกครั้ง พร้อมๆ กับการนำทุนทางสังคมที่มีในชุมชนไปต่อยอดสู่การเป็น "แผนพัฒนาชุมชน" ทั้งในระดับท้องถิ่น และจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม



หมายเหตุ : ภาพโดยพนัส ปรีวาสนา และคณะการบัญชีและการจัดการ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ดีใจที่เห็นคณะนี้ทำเรื่องสมุนไพรด้วยครับ

ตอนแรกยังไม่เข้าใจว่า คณะบัญชีและการจัดการทำอะไร

พออ่านแล้วได้ความรู้มากเลย ชุมชน มหาวิทยาลัยอาจารย์และนิสิตได้เรียนรู้ร่วมกัน

เป็นการทำงานแบบเนียนๆเลยครับ

ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณ อ.ขจิต ฝอยทอง มากๆ ครับ

ถ้าเขียนยาวกว่านี้อีกซักสองสามบรรทัด จะตัดมาลงในจดหมายข่าวเลยทีเดียว 555


เขียนเมื่อ 

เห็นผลงาน และรอยยิ้มของนักศึกษา .... น่าชื่น ใจ นะคะ


เขียนเมื่อ 

ต้องเรียกว่า " ความรู้บูรณาการกับชีวิต " นะจ๊ะ ขอบคุณจ้ะ