หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม : หมอลำนำประชาธิปไตย (วิทยาลัยการเมืองการปกครอง)

โครงการดังกล่าวนี้ ไม่เพียงฉายให้เห็นถึงความสำเร็จเล็กๆ ในทางภารกิจของมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่ยังยึดโยงให้เห็นถึงนัยสำคัญของการ "เชิดชูปราชญ์ชาวบ้าน" หรือศิลปินพื้นบ้านในชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงความชาญฉลาดของการแอบอิงวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้ขยับเข้ามาดูแลปกป้องผลประโยชน์ของตนเองร่วมกัน

โครงการ "สืบสานภูมิปัญญาการร้องหมอลำนำประชาธิปไตยสู่ชุมชน" ณ บ้านบ่อแกบ่อทอง ต.เลิงแฝก อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จการขับเคลื่อนภารกิจทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของ "วิทยาลัยการเมืองการปกครอง" ตามนโยบายเชิงรุกโครงการ "หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม" โดยมีอาจารย์อาจารย์จีรศักดิ์ โพกาวิน (รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ

โครงการดังกล่าวถูกบูรณาการผ่านการเรียนการสอนในรายวิชา "การท่องเที่ยวท้องถิ่น" ด้วยการให้นิสิตลงพื้นที่เรียนรู้วิถีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือทุนทางสังคมในด้านต่างๆ จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ต่อยอดสู่งานวิจัยเรื่อง "การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสาน" ซึ่งกระบวนการทั้งหมดขับเคลื่อนผ่านหลักคิดสำคัญๆ คือ "การเรียนรู้คู่บริการ" และ "การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม" ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน




โครงการ "สืบสานภูมิปัญญาการร้องหมอลำนำประชาธิปไตยสู่ชุมชน" มีการเชื่อมโยงห้องเรียนจากมหาวิทยาลัยกับห้องเรียนชุมชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างน่ายกย่อง กิจกรรมแต่ละกิจกรรมถูกออกแบบอย่างง่ายงามและไม่ซับซ้อน ด้วยการยึดผู้เรียนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านกิจกรรมสำคัญๆ เช่น

(๑) ค่ายอบรมเสริมสร้างความรู้และทักษะเกี่ยวกับการร้องหมอลำ : โดยเรียนเชิญ "นายทองพูล บุญแสน" (หมอลำทองพูล พระเหล็กไหล) มาบรรยายให้ความรู้แก่นิสิตและอาจารย์ในสังกัดคณะในเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงหมอลำอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอีสาน เป็นต้นว่า ประวัติความเป็นมาของหมอลำ ประเภทของหมอลำ ประเภทของการลำ รวมถึงการฝึกทักษะการแต่งกลอนลำและการขับร้องหมอลำในทำนองต่างๆ ทั้งการลำกลอน ลำเพลิน ลำล่อง ลำเดิน ลำทางสั้น ลำทางยาว



(๒) ค่ายสืบสานฮอยศิลป์สร้างศิลปิน COPAG : ด้วยการนำนิสิตลงชุมชน เพื่อเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ตลอดจนข้อมูลชุมชนในมิติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลชุมชนมาประยุกต์สู่การแต่งกลอนลำ และการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการที่จะพัฒนาชุมชนสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรผสมผสาน เพื่อก่อให้เกิดการสัมผัสลึกกับความเป็นชุมชน

กระบวนการดังกล่าวจึงใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ "ฝังตัว" หรือฝากตัวเป็น "ลูกฮัก" ในชุมชน ซึ่งช่วยให้การเรียนรู้คู่บริการราบรื่นและมีพลัง ช่วยให้นิสิตได้เห็นภาพความเป็นจริงของ "บริบทชุมชน" ผ่านสถานการณ์จริง และอย่างน้อยการเรียนรู้แบบฝังตัวเช่นนั้นก็ได้ช่วยให้เกิดผลพวงอันเป็นผลึกความรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับปราชญ์ชาวบ้านในรูปของ "กลอนลำ" ที่มีชื่อว่า "กลอนลำนำประชาธิปไตยสู่ชุมชน" โดยก่อนเคลื่อนตัวออกจากชุมชน นิสิตยังจัดการแสดงหมอลำในเวทีเล็กๆ เสมือนคืนข้อมูลกลับสู่ชุมชนในอีกช่องทางหนึ่ง พร้อมๆ กับระดมทุนผ่านเวทีการแสดงดังกล่าว เพื่อสร้างพระอุโบสถในวัดประจำหมู่บ้าน ถือเป็นกลไกหนึ่งของการสร้างการมีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้านต่อชุมชนของตนเอง



(๓) คอนเสิร์ต "หมอลำขอข้าว": เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดจากการที่นิสิตได้ "เรียนรู้" และ"ปฏิบัติจริง" จากสองกิจกรรมแรกร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านและชุมชน เมื่อกลับสู่มหาวิทยาลัยก็ฝึกฝนทักษะ "การแสดงหมอลำ" กันเองอย่างต่อเนื่อง กระทั่งที่สุดแล้วจึงหวนคืนกลับสู่ชุมชนอีกครั้งในรูปของคอนเสิร์ต "หมอลำขอข้าว...คืนความสุขสู่ชุมชน" เพื่อเผยแพร่ผลการเรียนรู้อีกรอบอย่างมีพลัง รวมถึงการเชื่อมโยงถึงกระบวนการเรียนรู้และสืบสานประเพณีวัฒนธรรม (หมอลำขอข้าว) อันทรงคุณค่าของคนอีสาน โดย "ข้าวเปลือก" ที่ได้มานั้น นิสิตและอาจารย์ได้จำหน่ายให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วยราคาที่ไม่แพง ที่เหลือก็จำหน่ายให้กับ "ธนาคารข้าว" ในชุมชน รายได้ทั้งหมดคืนกลับให้ชุมชน คือ หมู่บ้าน-วัด-โรงเรียนตามหลัก "บวร"



(๔) หมอลำนิสิตรุ่นบุกเบิก : กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนผลสำเร็จของการเรียนรู้คู่บริการในโครงการดังกล่าวอย่างโดดเด่น ก่อเกิดเป็นหมอลำนิสิตรุ่นบุกเบิกในวิทยาลัยการเมืองการปกครองร่วม ๑๐ คน ซึ่ง "หมอลำนิสิต" กลุ่มนี้ได้แสดงการขับร้องหมอลำในเวทีงานครบรอบการสถาปนา 11 ปีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง (๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗) โดยกลอนลำที่นำมาแสดงโชว์ล้วนเป็นผลพวงของการเรียนรู้คู่บริการจากโครงการ"สืบสานภูมิปัญญาการร้องหมอลำนำประชาธิปไตยสู่ชุมชน" ณ บ้านบ่อแกบ่อทอง ต.เลิงแฝก อ.กุดรัง จ.มหาสารคามแทบทั้งสิ้น และยังเป็นความท้าทายอยู่อีกเช่นกันว่า หมอนำนิสิตรุ่นบุกเบิกนี้ จะสร้างหมอลำนิสิตรุ่นต่อๆ ไปได้อย่างไร

อย่างไรก็ดีภาพรวมของการขับเคลื่อนข้างต้น สะท้อนถึงกลยุทธ์ หรือกระบวนการขับเคลื่อนภารกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมผ่านการเรียนการสอน การบริการวิชาการและการวิจัยที่น่าสนใจ เป็นกระบวนการที่ "ง่ายงาม มีชีวิต และมีพลัง" ถึงแม้ในมิติด้าน "การวิจัย" อาจจะยังไม่บรรลุเป้าหมายเสียทั้งหมด กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดียิ่งตามหลักคิด ๔ In ๑ อันหมายถึงผนึกภารกิจหลักทั้ง ๔ ด้านของมหาวิทยาลัยเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน




โครงการดังกล่าวนี้ ไม่เพียงฉายให้เห็นถึงความสำเร็จเล็กๆ ในทางภารกิจของมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่ยังยึดโยงให้เห็นถึงนัยสำคัญของการ "เชิดชูปราชญ์ชาวบ้าน" หรือศิลปินพื้นบ้านในชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงความชาญฉลาดของการแอบอิงวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้ขยับเข้ามาดูแลปกป้องผลประโยชน์ของตนเองร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมทางสังคม (ศิลปะและวัฒนธรรม) เป็นช่องทางของการหนุนเสริมและเชื่อมร้อยเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสนิทเนียน



นี่คือความสำเร็จเล็กๆ ของการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม ภายใต้ภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มุ่งบูรณาการอย่างหลากมิติ เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการอันทรงพลังของการเรียนรู้ หรือการปฏิรูปการศึกษาที่ใช้ผู้เรียนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมๆ กับการบ่มเพาะความเป็นจิตสาธารณะแก่นิสิตและอาจารย์ภายใต้ปรัชญา (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) อัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน)

หรือหากจะเรียกว่านี่คืออีกหนึ่งต้นแบบของการ "ปรับการเรียน-เปลี่ยนการสอน" ผ่านภารกิจของมหาวิทยาลัยก็คงจะไม่ผิด และน่าจะถือเป็นต้นแบบอีกต้นแบบหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้คู่บริการบนฐานศิลปะและวัฒนธรรมที่ทุกภาคส่วนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน นำพาไปสู่การกระตุกเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องได้หันกลับมาทบทวนต้นทุนทางสังคมของตนเองได้ในที่สุด


ภาพโดย : วิทยาลัยการเมืองการปกครอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีจ้ะอาจารย์แผ่นดิน นักศึกษาและอาจารย์ จะมีโอกาสล่องใต้บ้างไหมจ๊ะ

เขียนเมื่อ 

ชอบใจที่ประยุกต์หมอลำใช้กับการศึกษาและประชาธิปไตย

แต่ไม่ได้เห็นหมอลำแลกข้าวนานมากๆแล้วครับ

เขียนเมื่อ 

ชอบมากๆๆ ค่ะ ที่มีการประยุกต์ วัฒนธรรมท้องถิ่น มาใช้ ในชุมชน...เยี่ยมจริงๆๆ ค่ะ



เขียนเมื่อ 

คำ "ปราชญ์ชาวบ้าน" เป็นอะไรที่ไพเราะมากสำหรับพี่

เป็นการยกย่องเชิดชูชาวบ้านที่มีความรู้สำคัญอยู่ในตัว ดำรงรักษาไว้มิให้สูญหาย เป็นการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ปราชญ์ชาวบ้านเป็นสมบัติอันมีค่าของชุมชน

อีกวิธีคิดหนึ่งที่พี่ชื่นชมอย่างยิ่ง เราน่าจะมีทำเนียบปราชญ์ชาวบ้านเพื่อจารึกไว้เป็นเกียรติประวัติ

ในหนังสือ "โต๊ะ โตะ จัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง" ครูใหญ่โคบายาชิ เชิญชาวไร่ใกล้ๆ โรงเรียนคนหนึ่งมาสอนเด็กๆ และพาไปดูการทำไร่นาของจริงด้วย