จำเป็นต้องปฏิวัติ เพื่อความยั่งยืน

ผู้นำในอนาคต คือผู้ที่สามารถเชื่อมโยงอดีตไปยังอนาคต ได้ยาวไกลกว่าผู้นำในยุคที่ผ่านมา

จำเป็นต้องปฏิวัติ เพื่อความยั่งยืน

The Necessary Revolution

พันเอก มารวย ส่งทานินทร์

[email protected]

10 พฤศจิกายน 2557

เรื่องนี้นำมาจาก The Necessary Revolution: How Individuals and Organizations Are Working Together
to Create a Sustainable World
โดย Peter Senge, Bryan Smith, Nina Kruschwitz, Joe Laur และ Sara Schley จัดพิมพ์โดย Nicholas Brealey ในปี ค.ศ. 2008 (มี 432 หน้า)

Peter Senge เป็น senior lecturer at MIT และ Founding chair of the Society for Organisational Learning วารสาร Journal of Business Strategy (1999): ได้ยกย่องเขาให้เป็น นักกลยุทธ์แห่งศตวรรษ "strategist of the century" และวารสาร Wall Street Journal กล่าวว่า เขาเป็นนักคิดทางธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลก (One of the world's most influential business thinkers)

ผู้ที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถศึกษา และ download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/the-necessary-revolution-35048177

การปฏิวัติกำลังเกิดขึ้นในทุกองค์กรทั่วโลก เพราะการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนอาจจะไม่ทันกาล โดยเป็นการเปลี่ยนจากธุรกิจแบบเดิม ๆ (business as usual) มาเป็นการใช้กลยุทธ์ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลก (sustainable world) ในหนังสือเล่มนี้ มีกลยุทธ์ในระดับบุคคลจนถึงองค์กร ที่ตอบสนองความท้าทายปัจจุบัน ในการสร้างความยั่งยืนของโลก เพื่อคนรุ่นเราและคนรุ่นต่อไป

ตอนที่ 1 ยุคใหม่กำลังเริ่มต้น (Part 1 Endings, New Beginnings)

ยุคอุตสาหกรรมกำลังสิ้นสุดลง เนื่องจากทุกภาคส่วนตระหนักถึงผลข้างเคียง ที่ทำร้ายโลกของเรา การสิ้นสุดยุคหนึ่งนำไปสู่การเกิดใหม่ของอีกยุคหนึ่ง แม้ว่ายุคอุตสาหกรรมทำให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษา สิทธิมนุษยชน วัสดุอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ก็ทำลายสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมอันดีงาม และทำให้การดำรงชีวิตมีความยากลำบาก

มี 3 หนทางในการทำให้โลกเกิดความยั่งยืน คือ:

1. ต้องคำนึงถึงคนรุ่นต่อไป (There is no viable path forward that does not take into account the need of future generations.)

2. องค์กรต้องเข้ามามีส่วนร่วม (Institutions matter.)

3. การปรับเปลี่ยนต้องอาศัยแนวคิดใหม่ (All real change is grounded in new ways of thinking and perceiving.)

ความท้าทายมีสามประการ คือ 1.) พลังงานและการขนส่ง 2.) อาหารและน้ำ 3.) ของเสียและสารพิษ อีกทั้งการที่ทรัพยากรที่ตกอยู่ในกำมือของคนจำนวนน้อย ดังนั้นโลกจะยั่งยืนได้ต้องคิดให้แตกต่าง การมองภาพอนาคตต้องมองในภาพใหญ่อย่างเป็นระบบ ที่มีการเชื่อมโยงกัน

การมองภาพใหญ่อาศัยความสามารถสามประการคือ 1.) มองเห็นระบบ 2.) มีการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน และ 3.) มีความสร้างสรรค์มากกว่าการแก้ปัญหา (seeing systems, collaborating across boundaries and creating versus problem solving )

ปัญหาของโลกในปัจจุบันคือภาวะโลกร้อน เกิดสภาวะเรือนกระจก (Greenhouse) เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ (CO2) สู่บรรยากาศ เกินกว่าที่สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ รวมทั้งมีการตัดไม้ทำลายป่า การยกตัวอย่างก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ แสดงให้เห็นความเร่งด่วนของปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข ซึ่งไม่ได้มีเพียงประการเดียวเท่านั้น ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก ที่ต้องการการแก้ไขเร่งด่วนเช่นกัน

ตอนที่ 2 อนาคตเริ่มแล้ว (Part 2 The Future Is Now)

ถ้าการปล่อยก๊าซคาร์บอนคือเงินตรา สำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม อพาร์ทเมนท์ บ้านเรือนจะถูกอัดแน่นไปด้วยเงิน รวมถึงการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นอีก 40 % และใช้เพิ่มอีก 17% ในการเพาะปลูก เพื่อเลี้ยงพลเมืองโลกที่เพิ่มขึ้น ในอีก 2 ทศวรรษหน้า

ในสวีเดน มีการใช้น้ำมันเป็นพลังงาน 30% มีรถยนต์ 15% ที่ใช้ ethanol เป็นเชื้อเพลิง ที่เกิดจากเครือข่ายท้องถิ่นเล็ก ๆ มากมาย มีความมุ่งมั่นและกล้าหาญ ในการนำร่องเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากร ได้สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้อื่นเห็นเป็นตัวอย่าง และมีการขยายผลเป็นวงกว้าง

ความริเริ่มจากกลุ่มคนเล็ก ๆ รวมตัวกันระบุผลกระทบของอาคารต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน โดยมีความคิดว่า We should not cause more water to be removed from a watershed than we replenish. (Neville Isdell, CEO, 2007)

ตอนที่ 3 จุดเริ่มต้น (Part 3 Getting Started)

กรอบแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของโลก เกิดจาก Stuart Hart และ Mark Milstein ที่ระบุความยั่งยืนเป็นสองมิติคือ เวลาและสถานที่ (time and space) รวมถึงความท้าทายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม กรอบแนวคิดดังกล่าว มีความเชื่อมโยงของหน้าที่หลักและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มีแรงผลักดันทางธุรกิจ ที่ทำให้เกิดการมุ่งเน้นความยั่งยืนของโลก 4 ประการคือ

1. การเกิดผลข้างเคียงของการประกอบธุรกิจ คือมลภาวะและของเสียที่ปล่อยออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความตระหนักในการประหยัดทรัพยากร และลดมลภาวะ

2. กลุ่มองค์กรทางสังคม ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม มีบทบาทมากขึ้นในการตรวจตราอุตสาหกรรม ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

3. แนวโน้มทางเทคโนโลยี เช่น Genomics, biomimicry, nanotechnology, information technology และ renewable energy ที่ทำให้การดำเนินการทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป

4. ปัญหาระดับโลก เช่น ทรัพยากรที่ร่อยหรอลง สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม บรรยากาศโลกที่เปลี่ยนไป ความยากจนของประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาเรื่องความมั่นคง

แนวคิดยุคอุตสาหกรรม

  • พลังงานมีมากและราคาถูก
  • ที่ว่างเปล่าสำหรับทิ้งขยะยังมีอีกมาก
  • มนุษย์เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมโลกไม่ได้
  • มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่สุดในโลก
  • น้ำและดินมีไม่จำกัด
  • ผลผลิตและมาตรฐานคือสิ่งสำคัญในการพัฒนา
  • การเพิ่ม GDP เป็นการลดช่องว่างของสังคม

แนวคิดใหม่

  • ใช้พลังงานที่สร้างขึ้นมาใหม่
  • นำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำ
  • นึกถึงอนาคตชนรุ่นหลัง
  • เราคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
  • นึกถึงคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติ
  • ร่วมมือกัน
  • นึกถึงส่วนรวม

ตอนที่ 4 มองเป็นระบบ (Part 4 Seeing Systems)

การจะสร้างอนาคตใหม่ ต้องเรียนรู้การมองเห็นระบบของภาพใหญ่ (see the larger systems) ของการทำงานและการดำเนินชีวิต การเห็นระบบต้องใช้ความฉลาดที่เราทุกคนมีอยู่ องค์กรเห็นระบบของภาพใหญ่ โดยสร้างสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ และสนับสนุนระบบที่ฉลาด ให้กว้างขวางขึ้นไปอีก การเห็นภาพใหญ่ได้ ต้องมองอย่างลึกซึ้ง มองให้เห็นต้นเหตุของปัญหา เห็นโอกาสใหม่ ๆ และเลือกหนทางปฏิบัติ ที่เป็นแนวทางใหม่

ประเด็นเพื่อความยั่งยืน

(1) ละมุมมองแบบเดิม

(2) ถอยหลังแล้วมองให้เห็นภาพใหญ่

(3) ร่วมมือกันในสิ่งที่เห็นร่วมกัน (commons)

ทางเลือก หนทางเลือกมีสองหนทาง คือ 1.) การแก้ปัญหาระยะสั้น (short-term, symptomatic solutions) เป็นการแก้ปัญหาตามอาการที่เกิดขึ้น (quick fixes) และ 2.) การแก้ปัญหาระยะยาว (long-term solutions) คือการแก้ปัญหาที่พื้นฐาน

องค์กรมักพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็เป็นปัญหาขององค์กรอื่นด้วยเช่นกัน (commons) ซึ่งทำให้สามารถเกิดความร่วมมือกันกับองค์กรอื่นได้ การร่วมมือกับองค์กรอื่นในการแก้ปัญหาที่เป็นเหมือนกันนั้น เป็นวงจรการพัฒนาที่ดี (virtuous cycle of improvement) เป็นการลดค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดเป็นระบบลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้อีก

การเกิดความร่วมมือกัน เริ่มจากบุคคล ทีมงาน และองค์กร ที่เห็นความเสี่ยง และยินดีแก้ปัญหาร่วมกัน การแก้ปัญหาระดับโลก ในเรื่อง พลังงานและการขนส่ง อาหารและน้ำ วัสดุและของเสีย ไม่สามารถแก้ได้อย่างโดด ๆ ต้องอาศัยความร่วมมือกัน แบบข้ามพรมแดน เพื่อภาพในอนาคตที่ดีกว่า จะได้เกิดขึ้นจริง

ตอนที่ 5 การร่วมมือข้ามพรมแดน (Part 5 Collaborating Across Boundaries)

ความร่วมมือต้องการมากกว่าความตั้งใจจริง คือต้องมีทักษะของการชุมนุม (convening) เชิญผู้คนที่ถูกต้อง (right people) มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน เพื่อการประชุมจะได้เป็นไปอย่างเปิดกว้างและได้ผล

ความร่วมมือไม่ได้เกิดจากมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเดียว แต่เกิดจากความตั้งใจจริง ที่จะแก้ไขความเปราะบางร่วมกัน ความร่วมมือกันได้ เกิดจากความสามารถ 3 ประการคือ 1.) มีการชุมนุม 2.) การฟัง และ 3.) การมีจุดมุ่งหมายในการเอาใจใส่ร่วมกัน (convening, listening and nurturing shared commitment)

การนำไปปฏิบัติ การปฏิบัติเป็นกระบวนการทีละขั้น ๆ ที่ต้องอาศัยความอดทนและอดกลั้น หาผู้ที่มีความผูกพันร่วมกัน เป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อระบบนั้น รวมถึงผู้ที่ไม่มีส่วนในการตัดสินใจ แต่มีอิทธิพลต่อกระบวนการด้วย

การมองด้วยสายตาคู่ใหม่ การเปิดสายตาคู่ใหม่ประกอบด้วย :

1. มีความหลากหลายในกลุ่ม ที่เป็นตัวแทนของระบบในภาพใหญ่

2. ระบุมุมมองที่ต่างออกไป

3. เห็นพ้องทั้งทีม (Go there together)

4. ให้เวลา ไม่เร่งรัด ในการฟังเสียงสะท้อน

5. ให้ความสนใจกับความมุ่งมั่นจากเสียงสะท้อน ไม่เร่งรีบ

สร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน เชื่อมโยงสิ่งที่เป็นความสนใจส่วนตัวกับขององค์กรเข้าด้วยกัน แล้วสร้างความเป็นไปได้ ในการมุ่งเน้นและความมุ่งมั่น สิ่งสำคัญในการส่งเสริมการสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน คือการผสานสิ่งที่คุณเอาใจใส่ กับสิ่งที่องค์กรเอาใจใส่ เข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน

ตอนที่ 6 จากการแก้ปัญหาเป็นร่วมสร้างสรรค์ (Part 6 From Problem Solving to Creating)

การแก้ปัญหาต่างจากการสร้างสรรค์ แม้ว่าจะเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะการสร้างสรรค์ต้องใช้ แรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ จินตนาการ ความอดทน อดกลั้น และมีมนุษยธรรม (inspiration, aspiration, imagination, patience, perseverance and no small amount of humility) อีกทั้งมีความจำเป็นที่ต้องมีเครือข่ายของผู้มุ่งมั่นและขององค์กร ที่เรียนรู้ในการมองเห็นระบบและทางเลือกใหม่

ใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ การปรับเปลี่ยนจากการแก้ปัญหามาเป็นการสร้างสรรค์ เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองที่เกิดจากแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะที่มาจากธรรมชาติ ในทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ (life after life) มีแนวทางที่มีแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ที่มีการหมุนเวียนวัตถุธาตุกลับมาใช้ใหม่นั่นเอง

จากทำสิ่งง่าย ๆ เป็นความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ใหม่ บริษัทมากมายเลือกทำในสิ่งที่ทำได้ง่าย เช่น ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวทางแก้ปัญหาในระยะสั้น องค์กรควรมีการลงทุนเพื่ออนาคต และเกื้อหนุนโครงข่ายผู้นำ ที่มีความเห็นเหมือนกัน

ออกแบบใหม่เพื่ออนาคต องค์กรที่มีความตั้งใจจริง การออกแบบองค์กรใหม่ ต้องทำเป็นระบบไม่แยกส่วน การออกแบบต้องคำนึงถึง การทำงานหลักหรือหน้าที่หลักขององค์กร เน้นการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาและการวิจัยในระยะยาว ไว้ในระบบด้วย

จากนั้นให้มุ่งเน้นที่บุคลากร โดยนำแบบอย่างการปฏิบัติที่เป็นเลิศ มาถ่ายทอดให้ผู้จัดการหรือหัวหน้าหน่วยนำไปปฏิบัติ ซึ่งการออกแบบ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามบริบท

การสร้างอนาคตที่ต้องการ

  • เรียนรู้จากระบบของสิ่งมีชีวิต (Learn from living systems)
  • ปฏิบัติเป็นประจำวัน (Unleashing everyday magic)
  • ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง (You don't have to have all the answers)
  • วิสัยทัศน์มีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้โชว์ (It's not what the vision is, it's what the vision does)

ตอนที่ 7 อนาคต (Part 7 The Future)

ในการสร้างอนาคตที่ดี เราต้อง:

  • ลดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย
  • ลงทุนเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งทางด้าน ชีวิต สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ
  • เร่งสร้างนวัตกรรมทางสังคม ที่เรียนรู้จากความแตกต่างทางวัฒนธรรม
  • ลดการแก้ปัญหาระยะสั้น
  • ส่งเสริมการแก้ปัญหาระยะยาว โดยใช้ระบบธรรมาภิบาล

ภาวะผู้นำในอนาคต ภาวะผู้นำเกี่ยวข้องการกับการสร้างอนาคตที่ต้องการอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้ดีที่สุด ในสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้นำในอนาคต คือผู้ที่สามารถเชื่อมโยงอดีตไปยังอนาคต ได้ยาวไกลกว่าผู้นำในยุคที่ผ่านมา

สรุป โลกเรากำลังเผชิญปัญหาเรื่องความยั่งยืนและสภาวะโลกร้อน Peter Senge, Bryan Smith, Nina Kruschwitz, Joe Laur และ Sara Schley วิพากษ์บทบาทของบุคคล องค์กร และนานาชาติ ที่ต้องร่วมมือกันสร้างในสิ่งที่ดีกว่าเดิม ผู้ประพันธ์สาธิตการสร้างความยั่งยืน และความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาก่อนที่จะสายเกินไป ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้คือประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ ด้วยการใช้นโยบายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบริการ

คุณค่าของหนังสือ

  • เป็นการเชื่อมโยงความยั่งยืน เข้ากับระบบการคิด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง
  • เน้นความสำคัญของความร่วมมือ และร่วมสร้างสรรค์
  • สร้างความหวัง ด้วยการบอกเล่าเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น

****************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Strategy



ความเห็น (0)