โรงเรียนแห่งความสุข : (ค้นหา) ที่สุดกิจกรรม ที่สุดของสถานศึกษา...

ผมถือว่าเป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้แต่ละคนได้สะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง (Self reflection) ควบคู่ไปกับการสะท้อนการเรียนรู้ในมิติกลุ่ม (Group reflection) ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งน่าจะทำให้นักศึกษาได้เห็นคุณค่าตัวเอง เห็นคุณค่าของคนรอบข้าง เห็นคุณค่าของสถาบันที่ตนเองกำลังร่ำเรียน

กิจกรรมแรกๆ ที่ผมนำมาใช้ในเวที โครงการครูดี คนดี พลเมืองดี หรือที่เรียกอีกชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการผลิตและพัฒนาครูสู่ความเป็นเลิศ ก็คือการชวนให้นักศึกษาได้ทบทวนสิ่งดีๆ ในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา


ผมมีความเชื่อว่า หากต้องก้าวย่างไปข้างหน้า สิ่งสำคัญคือต้องชะลอฝีเท้าลง เพื่อการใคร่ครวญ และทบทวนรอยเท้าที่ผ่านมาเสียก่อน เสมือนการเช็ค “เสบียงชีวิต” ดีๆ นั่นเอง


หากแต่การใคร่ครวญตรวจสอบเสบียงชีวิตนั้น ผมมักให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้หวนกลับไปสู่ "เรื่องราวดีๆ" หรือ “พลังบวก” มากกว่า "เรื่องราวอันหม่นเศร้า" ที่กัดกร่อนชีวิต เพราะเมื่อทบทวนเรื่องราวดีๆ แล้ว ย่อมมีพลัง (ภูมิต้านทาน) ในการที่จะหันกลับไปถอดบทเรียนชีวิตในมิติของอุปสรรค ปัญหา หรือแม้แต่ความล้มเหลวที่แต่ละคนกำลังรู้สึกท้าทายต่อการที่จะ “ข้ามพ้น”





เวทีดังกล่าวนี้ ผมเลือกรูปแบบและกลไกของการสนทนากลุ่มมาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน เน้นสุนทรียะของการสนทนา “มีคนพูด-มีคนฟัง-มีคนจดบันทึก” และสุดท้ายคือ “มีคนสื่อสารสู่กันฟัง”...

ผมมีคำถามเพียงไม่กี่คำถามให้คนในกลุ่มได้บอกเล่าสู่กันฟัง เช่น

  • เพื่อนที่เรารัก
  • กิจกรรมที่เราชอบ
  • ครูที่เรารักและศรัทธา
  • เรื่องดีๆ อันเป็นที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

โดยในแต่ละประเด็นเมื่อบอกเล่าสู่กันฟังเสร็จสิ้นแล้ว ต้องเวียนไปยังกลุ่มอื่นๆ เพื่อบอกเล่าในประเด็นถัดไป ซึ่งผมจะแจ้งอีกครั้งเป็นขั้น-เป็นตอน ไม่ใช่แจ้งรวดเดียวว่ามีกี่ประเด็น ประเด็นละกี่นาที –





ครับ, ในขณะของการบอกเล่าภายในกลุ่ม ผมจะเปิดเพลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศแห่งการสนทนา และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของการเล่าเรื่อง (แบ่งปัน) ในแต่ละกลุ่ม รวมถึงเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการฟังของคนแต่ละคนอย่างสุภาพ พร้อมๆ กับการให้สัญญาณเมื่อห้วงเวลาได้ยุติลง เพื่อหมุนวนไปยังกลุ่มอื่นๆ

กระบวนการเหล่านี้ จะเรียกด้วยชื่อเสียงเรียงนามใดก็เถอะ สำหรับผมแล้ว ถือว่าใช้ได้ดีเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วยืนยันว่าผมให้ความสำคัญกับทุกประเด็นที่ให้นักศึกษาบอกเล่าสู่กันฟัง และผมเองก็ให้เวลาแห่งการบอกเล่าอย่างเท่าเทียมกันในทั้ง ๔ ประเด็น

แต่ในที่นี้ จะขออนุญาตนำมาสื่อสารเพียง ๒ ประเด็นหลัก คือเรื่องกิจกรรมที่เราชอบและเรื่องดีๆ อันเป็นที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่





กรณี “เรื่องกิจกรรมที่นักศึกษาชอบ” หรือประทับใจนั้น นักศึกษาสะท้อนออกมาอย่างหลากหลาย มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๐ กิจกรรม เช่น แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาเซียน ทัศนศึกษา รับเสด็จฯ รับน้อง กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ ทำบุญ พี่ช่วยน้อง ฯลฯ

แต่ที่ปรากฏซ้ำมากที่สุดหนีไม่พ้นความประทับใจในกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษา (โครงการครูเป็นเลิศ) ที่จัดขึ้นเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว (พฤษภาคม ๒๕๕๕) ซึ่งหมายถึงกิจกรรมอันเป็น “ก้าวแรก” ที่นักศึกษาในกลุ่มดังกล่าวนี้ได้เข้ามาสู่การเป็นพลเมืองหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยต่างคนต่างสัญจรมากันคนละทิศคนละทาง แต่มีหมุดหมายเดียวกันคือมา "ศึกษา" เพื่อจบไปเป็น “ครู”

ห้วงเวลาดังกล่าวยังคงติดตรึงแจ่มชัดในความทรงจำของนักศึกษา การได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะ “ผู้มาใหม่” ท่ามกลางความแปลกใหม่ทั้งสถานที่และมิตรภาพ ทำให้นักศึกษาแต่ละคนเรียนรู้ที่จะ “เปิดใจและปรับตัว” หันหน้าเข้าเยียวยา ปลอบประโลมและเสริมพลังให้แก่กันและกันอย่างไม่หยุดหย่อน ประกอบกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ถูกป้อนเข้ามาเป็นระยะๆ ล้วนแล้วแต่ช่วยกระตุ้นให้ตระหนักถึงพลังการเรียนรู้ในเรื่องหมุดหมายชีวิตและสัมพันธภาพแห่งความเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ต้องเกาะเกี่ยวอาทรต่อกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างเรียน และต่างคนต่างอยู่– จึงพลอยกระชับมั่นให้แต่ละคนสนิทชิดเชื้อกันเร็วขึ้น รักและอาทรต่อกันและกันอย่างเแน่นเหนียว อันเป็นความทรงจำที่งดงามที่แต่ละคนยังคงประทับใจ และติดตรึงราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน -







เช่นเดียวกับกรณี “เรื่องดีๆ อันเป็นที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่” นั้นปรากฏเรื่องราวมากมายถึง ๓๙ เรื่อง เช่น การเป็นสถาบันผลิตครูเก่าแก่ มหาวิทยาลัยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน มีพื้นที่กว้างใหญ่ (วิทยาเขตฯ) มีโครงการผลิตครูเป็นเลิศ มีรถรางรับส่งระหว่างหอพักและอาคารเรียนรวม นักศึกษามีน้ำใจ อาจารย์มีความรู้ความสามารถ รายล้อมด้วยต้นไม้ (วิทยาเขตฯ) รปภ.ใจดี มีห้องนอนห้าดาว มีห้องน้ำสังกะสี 5 ดาว ฯลฯ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบมุมมอง ทัศนคติของนักศึกษาในประเด็นหลังนี้มาก (เรื่องดีๆ อันเป็นที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) เพราะทำให้ผมสัมผัสถึงวิธีคิดของนักศึกษาที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น พวกเขามองเห็นโอกาสในวิกฤต เห็นการมองโลกและชีวิตที่มีอารมณ์ขัน และหยัดยืนอยู่เป็นสถานการณ์จริงที่พวกเขาน้อมรับว่ามีอยู่จริง-หลีกหนีไม่พ้น แต่ก็กล้าหาญที่จะเรียนรู้เพื่ออยู่กับสิ่งเหล่านั้น โดยไม่จำนน หรือถอดใจด้วยการยกธงขาวให้กับหมุดหมายที่ปักไว้ตั้งแต่ต้น







เกี่ยวกับประเด็นหลังนี้ พอมาเปิดเวทีเพิ่มเติมเล็กๆ แบบกระชับๆ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกชื่นมื่นอิ่มใจมากมายก่ายกอง เพราะเกือบร้อยทั้งร้อยล้วนหนักแน่นกับเรื่องอันเป็นที่สุดในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ



ครับ,กระบวนการดังกล่าว โดยส่วนตัว (ไม่รู้ผิดหรือถูก) ผมถือว่าเป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้แต่ละคนได้สะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง (Self reflection)  ควบคู่ไปกับการสะท้อนการเรียนรู้ในมิติกลุ่ม (Group reflection) ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งน่าจะทำให้นักศึกษาได้เห็นคุณค่าตัวเอง เห็นคุณค่าของคนรอบข้าง  เห็นคุณค่าของสถาบันที่ตนเองกำลังร่ำเรียน รวมถึงเห็นมุมบวกของการเรียนและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หรือในรอบ ๒ ปี


ครับ, โดยส่วนตัวผมแล้ว กระบวนการดังกล่าวคือการใคร่ครวญ-ทบทวนชีวิต เพื่อเสริมพลังชีวิตในมุมบวก หากมีเวลามากๆ ประเด็นที่นักศึกษาได้สื่อสารออกมา หรือได้บอกเล่าสู่กันฟังนั้น  ยังสามารถนำมาขยายผลเปิดเวทีระดมความคิด หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การปลุกจิตสำนึก (Conscientization) ได้ด้วยเหมือนกัน


แต่ภายใต้เวลาอันจำกัดของเวที ผมยังเชื่อว่าอย่างน้อยการได้ชวนให้แต่ละคนสะท้อนข้อมูลจากตัวตนของเขาเอง ซึ่งอาจมีทั้งที่สะท้อนจากเบื้องลึกและไม่ลึก (ก็เถอะ) ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในระดับปัจเจกบุคคล (นักศึกษา) และประโยชน์ในระดับกลุ่ม (มหาวิทยาลัย) ซึ่งผู้ที่ดูแลระบบสามารถหยิบเอากิจกรรมหลักๆ (เรื่อง-ประเด็น) ที่นักศึกษาชื่นชอบไป “ต่อยอด” เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เป็น “รูปธรรม” ทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนอย่างไม่ต้องกังขา เพราะอย่างน้อยก็มาจากฐานคิดอันเป็น "ความต้องการของผู้เรียน" ล้วนๆ นั่นเอง



...
๖ สิงหาคม ๒๕๕๗
ม.ราชภัฏเชียงใหม่
อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

ชอบใจที่น้องๆรู้ว่ารากเหง้าของตนเองมีอายุถึง 90 ปี เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มากๆในภาคเหนือ

อีกประเด็นหนึ่งคือ น้องชอบกิจกรรมที่ได้ทำงานนอกห้องเรียนมากกว่ากิจกรรมในห้องเรียน

ขอบคุณมากๆครับ

-สวัสดีครับ

-ตามมาอ่านบันทึกครับ

-โครงการผลิตและพัฒนาครูสู่ความเป็นเลิศ คงเป็นทิศทางที่ดีในการพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษานะครับ

-ช่วงนี้มีข่าวการรับจ้างทำการบ้าน/งานต่าง ๆ ของนักเรียนบ่อย ๆ 

-เช้านี้ดูรายการทีวีเห็นมีการเปิดเฟสบุ๊ครับจ้างด้วย

-มองอีกมุมหนึ่ง ผมว่า...ไม่น่าปล่อยผ่านเลยไป..น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่นะครับ

-ขอบคุณครับ

นับเป็นกระบวนการที่หนุนเสริมทางการศึกษาที่ดีมากๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

ครับ อ.ขจิต ฝอยทอง

ทัศนคติที่ดีของน้องๆ นักศึกษา  จะเป็นเครื่องนำพาไปสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ครับ  หากมีระบบและกลไกรองรับที่ดี  เด็กเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ทรงพลังต่อการเป็นต้นแบบแห่งการเป็นครูที่ชวนศึกษามากเลยทีเดียว

เขียนเมื่อ 

ครับ คุณ เพชรน้ำหนึ่ง

ตราบเท่าที่เรายังพัฒนาคนและสังคมผ่านการศึกษา  กระบวนการออกแบบการเรียนรู้ การศึกษาน่าจะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่  วิธีการสอนเดิมๆ หลายอย่างกดทับให้ผู้เรียนจ่อมจม  การบ้านเยอะๆ บางทีก็ผูกโยงไว้กับการสอนพิเศษของครู  เช่นเดียวกับการให้นักเรียนสะสมเงินในแต่ละวัน  แต่ไม่มีการเปิดธนาคารให้กับนักเรียน  พอสำเร็จการศึกษา  ก็เอาเงินมาคืน  เป็นการคืนต้นทุน แต่ดอกเบี้ยไม่มี !

แปลกดีเหมือนกัน  นะครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณครับ พี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ

การสำรวจสิ่งเหล่านี้  เป็การประเมินมุมมองของนักศึกษาที่มีต่อสถานศึกษาของพวกเขาเอง..
ส่งเสริมการมองมุมบวกให้กับชีวิตไปในตัวด้วยเช่นกัน

ขอบคุณครับ